วันนี้ได้ลงพื้นที่จังหวัดสระบุรีเพื่อเก็บข้อมูลโครงการนักรบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องการให้นักศึกษาได้ฝึกประสบการณ์ และได้สัมผัสกับต้นเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมจริงๆ (สิ่งที่คิดว่าใช่อาจจะไม่ใช่ก็ได้ บอกเด็กเช่นนี้เสมอ) วันนี้ต้องเก็บทั้งหมด ๒๖ โรงงานแต่วันนี้เก็บได้เพียง ๙ โรงงาน ทั้ง ๙ โรงงานเป็นโรงงานขนาดเล็กมากกว่าหากดูในเรื่องของพื้นที่และปริมาณการผลิต แต่เนื่องจากกฎหมายคือกฎหมาย ดังนั้นโรงงานใดก็ตามที่มีเครื่องจักรขนาด ๕๐ แรงม้าขึ้นไป หรือคนงาน ๕๐ คนขึ้นไปจัดเป็นโรงงานประเภท ๓

ที่ประทับใจในวันนี้เป็นโรงงานสุดท้ายที่เข้าไปเก็บข้อมูล เข้าไปเหมือนไม่มีกิจการใดๆเลยในโรงงาน ผู้ที่ออกมาต้อนรับเป็นผู้ชายชาวจีนอายุประมาณ ๗๐ ปี (ขอเรียกว่าอาแปะ)ก็ต้อนรับขับสู้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เราขอเข้าเก็บข้อมูลทางด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงาน ก็มีนักศึกษาเป็นคนถามและบันทึกข้อมูล ไม่เพียงแต่เรื่องราวของงานสิ่งแวดล้อมเท่านั้นที่เค้าได้รับ เค้ายังรับรู้ถึงสถานการณ์ความเนจริงของสังคมอีกทางหนึ่ง เราเข้าไปนั่งกันซักพักอาแปะก็ขอตัวไปทำธุระข้างนอกให้ภรรยาชาวจีนอายุระมาณเดียวกัน (ขอเรียกว่าอาอี้) อาอีก็ต้อนรับเราด้วยหน้าตาเฉยๆไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้า "จะถามอะไรก็ถามมา" เราจึงได้แนะนำตัว แนะนำโครงการ จากนั้นก็เริ่มถามคำถามซึ่งพบว่า โรงสีข้าวนี้เปิดมา ๓๐ กว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ก็ทำการสีข้าวเรือยมากระทั่งปัจจุบันเลิกทำเพราะข้าวเปลือกราคาสูง ข้าวเจ้าราคาต่ำ จึงเลิกสีข้าวหันมาซื้อข้าวถูกบรรจุส่งขายแทน

อาอี้เล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนชาวนาที่เป็นคนไทย ซื่อสัตย์ และขายของดีให้ ต้องสร้างยุ้งเก็บข้าวขนาดตึก ๓ ชั้นเพื่อเก็บข้าว เก็บใส่กระสอบเทินขึ้นไปสูงสุดเพดาน แต่เดี๋ยวนี้ชาวนาไม่มีข้าวเช่นนั้นเหมือนแต่อดีต เดี๋ยวนี้ใช้รถเกี่ยวข้าว ๑ เกวียนมีข้าวประมาณครึ่งเกวียนได้ ที่เหลือมีทั้งนำ หญ้า ฟาง และดิน ไม่คุ้มค่าที่จะนำมาสี เมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย เดิมส่งลูกไปเรียนเมืองนอก เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้ว

คำบอกเล่าของอาอี้หากนักศึกษาที่ได้ฟัง ฟังแล้วคิดวิเคราะห์ คงจะได้ประโยชน์มากกว่าข้อมูลปริมาณนำ พิกัดที่ตั้งของโรงงานเป็นอย่างมาก