ว่าที่ ดร. muhamatsakree manyunu ส่งข้อแบบสอบถามปลายเปิดมาให้ผมตอบ แต่ขอให้ตอบสั้นๆ (อันนี้ผมเดาเองจากช่องว่างที่ให้เติมคำตอบ) เป็นคำถามที่น่าสนใจครับ เลยเอามาตอบสั้นๆ ในบล็อกดีกว่า แล้วเดี๋ยวค่อยพริ้นท์จากเว็ปไปส่งให้ผู้ถามอีกทีหนึ่ง (ยิงปืนไม่ถูกเป้า แต่ได้นก ฮาฮาฮา) (คำถามที่ส่งมาเป็นภาษามลายูอักษรรูมีย์ครับ ต้องใช้เวลาแปลก่อนแล้วจึงจะตอบได้ถูกคำถาม)

คำถามที่ 1.  รัฐธรรมนูญ(ผมว่าน่าจะเป็นฉบับก่อน ไม่น่าจะใช้ฉบับที่เพิ่งประกาศใช้) มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ในภาคใต้ของไทยหรือไม่

 คำตอบ ไม่เห็นภาพของผลกระทบโดยตรงครับ แต่มีผลกระทบทางอ้อม เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงครั้งก่อนหน้าครั้งล่าสุดนี้ รูปแบบการจัดการศึกษาที่กำหนดบทบาทของรัฐต่อการให้การศึกษาต่อประชาชนเปลี่ยนแปลงไป (ต่อครั้งหลังสุดนี้เหมือนครั้งก่อนหรือเปล่า ลืมสังเกต) คือ การขยายการศึกษาภาคบังคับ จากหกปีเป็นสิบสองปี สิ่งที่กระทบที่เห็นไม่ใช่ทางตรง เพราะรร.เอกชนฯ เป็นระดับมัธยม เพียงแต่ส่วนหนึ่งมีพลวัตร โดยบางส่วนขออนุมัติสอนในระดับอนุบาลและประถม เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐตามกฏหมายดังกล่าว

ผลกระทบโดยตรงน่าจะเกิดจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี 42 (เป็นกฏหมายอันเนื่องจากรัฐธรรมนูญ) เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขมากมาย และโรงเรียนเอกชนฯ ได้รับผลโดยตรง เช่น เปลี่ยนแปลงหน่วยงานที่ให้การดูแล มีเงื่อนไขของการรับรองมาตรฐาน มีเงื่อนไขของการประกอบอาชีพครู เป็นต้น

คำถามที่ 2 ปัจจัยจากนโยบายรัฐต่อโรงเรียนฯ

คำตอบ อันนี้มีผลมากครับ แต่ละนโยบายมีผลโดยตรงต่อโรงเรียนเลย แต่จะพบว่า บางทีนโยบายของรัฐบาลไทยไม่ค่อยมั่นคงเท่าไร และทำให้โรงเรียนแกว่งไปเหมือนกัน เนื่องจากส่วนใหญ่นโยบายรัฐถูกกำหนดจากฐานการเมืองมากกว่าทางวิชาการ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิชาการและคุณภาพชีวิตของประชาชนก็ตาม แต่แน่นอนครับ การกำหนดนโยบายทางการศึกษามีผลกระทบต่อคะแนนเสียงมากเหมือนกัน จึงน้อยครั้งที่จะเห็นรัฐมนตรีวางกรอบนโยบายโดยยึดคุณภาพการศึกษาเป็นที่ตั้ง ไม่สนใจคะแนนเสียงของพรรคตัวเอง (ประเทศไทยหาวีรบุรุษทางการศึกษายากนิดหนึ่ง)

 คำถามที่ 3 ปัจจัยด้านเศรษฐกิจต่อโรงเรียนฯ

คำตอบ อันนี้ไม่มีกระทบต่อโรงเรียนเท่าไหร่ครับ เพราะการลงทุนทางการศึกษาเป็นเรื่องจำเป็นและเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว นอกจากนี้โรงเรียนเอกชนฯ ส่วนใหญ่ถูกก่อตั้งขึ้นไม่ได้มีจุดประสงค์ทางด้านผลกำไร เป็นตัวตั้งอยู่แล้ว ดังนั้นผลกระทบจึงมีน้อยมากครับ

คำถามที่ 4 (เขาบอกไม่ต้องตอบ)

คำถามที่ 5 ปัจจัยด้านระบบการจัดการศึกษา

คำตอบ อันนี้มีผลมากครับ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการออกแบบระบบการจัดการศึกษาไว้มากมายครับ ทั้งในรูปแบบโครงการทดลอง โครงการวิจัย หรืออะไรอีกมากมาย เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการจัดการศึกษาที่ลงตัว แต่สุดท้ายยังหาคำตอบไม่ได้ว่า ลงตัวคืออะไร แล้วทางโครงการตั้งอยู่บนฐานความรู้ใด เป็นการทดลองแบบลองถูกลองผิดเสียมากกว่า (มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมถูกเชิญไปเป็นวิทยากรในหัวข้อประหลาด ผมต้องพูดขึ้นมาว่า แนวคิดนี้ผมไม่เห็นด้วยเลย ผมไม่เคยเจอในหลักการจัดการศึกษาเลย ผมเลยขอขายแนวคิดผมเองดีกว่า คุณเคยเจอวิทยากรแบบผมมัยครับ) รูปแบบการจัดการศึกษาในสามจังหวัด ผมมองว่า มีสองมิติอยู่ครับ มิติที่หนึ่งเป็นรูปแบบที่รัฐวางรูปแบบไว้ แล้วใช้กันทั่วประเทศ แล้วสามจังหวัดนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย จึงต้องทำตามด้วย มิติที่สองเป็นรูปแบบการจัดการศึกษาแบบดั่งเดิมของชุมชน อันนี้ยังไม่มีมือดีที่ไหนมาเปลี่ยนแปลงเลย มีแต่ความพยายามในการหาจุดร่วม คือ จะเป็นการตั้งคำถามและทดลองว่า มิติที่สองจะอยู่ร่วมกับมิติที่หนึ่งได้อย่างไร แล้วมันก็มีปัญหาคาราคาซังมาเป็นสิบๆ ๆ ปีแล้วครับ สุดท้ายตอนนี้ก็ยังไม่ลงตัว เด็กจบม.หกพร้อมกัน แต่จบศาสนาไม่พร้อมกันอยู่ เป็นปัญหาทั้งเด็กและโรงเรียน และมหาวิทยาลัยครับ

คำถามที่ 6 บริบททางสังคมกับโรงเรียนเอกชนฯ

คำตอบ อันนี้ชัดมากครับ มีบทบาทสูงมาก ผมว่า โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสามจังหวัดมีบทบาทแบบสองทางกับสังคมหรือชุมชนอย่างเหนียวแน่น ไม่งั้นโรงเรียนอยู่ไม่ได้ไปนานแล้วครับ ลองเปรียบเทียบง่ายๆ โรงเรียนที่เอกชนดำเนินการ มีอาคารเล็กๆ เพียงหลังสองหลัง สื่อการเรียนที่ทันสมัยก็ไม่มี ครูก็ได้เงินน้อยมาก แถมได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ปรากฏว่า โรงเรียนอยู่ได้ แถมนักเรียนเยอะกว่าโรงเรียนของรัฐเสียอีก ทั้งๆ ที่ถ้าดูกันที่ความพร้อมทางกายภาพ ชนะขาด 

จนกระทั่งปัจจุบัน โรงเรียนมัธยมของรัฐบางโรงต้องเอาแนวคิดของโรงเรียนเอกชนฯ มาใช้ เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากชุมชนและเพื่อการอยู่รอด (เป็นงันไป)

คำถามที่ 7 เขาบอกว่าไม่ต้องตอบ

งั้นก็ขอจบเพียงเท่านี้แหละครับ