เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมีโอกาสครั้งแรกไปที่มหาชีวาลัยอีสาน หรือ สวนป่า กับทีมอนุกรรมการจัดการความรู้ มมส. ภาพที่เห็นก็เต็มไปด้วยความสมบูรณ์ทั้งสวนป่า สวนเกษตรกรรม ปศุสัตว์ กับระยะเวลาอันยาวนาน

ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เขียนไว้ใน พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งแบ่งระบบการศึกษาไว้ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย นั้นแยกส่วนกันแล้ว คงจะไม่ประสบความสำเร็จดังเจตนารมณ์ที่เขียนไว้

โดยเฉพาะการศึกษาในระบบ ทั้งขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา อุดมศึกษา นั้น สะท้อนความจริงผลผลิตที่ออกมาในปัจจุบัน (รวมถึงตัวผมด้วย) จำเป็นต้องมีการทบทวนระบบกลไกกันอีกยกใหญ่

ภูมิหลัง ตัวผมนั้น เรียนเรื่องของการศึกษามาจบ ป.ตรี-กศ.บ. ป.โท-กศ.ม. พอเข้าใจความเป็นมาของการศึกษาไทยมาบ้าง โดยเฉพาะจบมาแล้วทำงานเรื่องของการประกันคุณภาพการศึกษา ระดับมหาลัย ยิ่งต้องน่าคิดให้หนักกับสภาพการศึกษาปัจจุบัน

สำหรับผมสิ่งที่ได้จากการไปมหาชีวาลัย สวนป่าในครั้ง นอกจากจะไปทำหน้าที่กรรมการเพื่อจัดทำแผนปี 51 KM-MSU ขอสะท้อนความคิดเล็กๆการศึกษาปัจจุบัน

สิ่งหนึ่งคือ ผู้นำ(ไม่ใช่ผู้บริหาร) ต้องคิดนอกกรอบบ้าง แต่ไม่ไร้กรอบ ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เปลืองตัวมากหน่อยก็คงต้องลองดู นำสิ่งที่อยู่ในระบบการศึกษามา บูรณาการ กับสิ่งที่อยู่นอกระบบการศึกษา พร้อมค้นหาแหล่งเรียนรู้ที่เป็น อีกทางเลือกให้ผสมกันอย่างลงตัว พอดีพองาม โดยเฉพาะผู้เรียนในกลุ่มพิเศษ เฉพาะ

อย่างมหาชีวาลัย หรือ สวนป่า กับ โรงเรียนเม็กดำ น่าจะเป็นตัวอย่างการผสมผสาน บูรณาการการศึกษาในระบบ กับการศึกษาตามอัธยาศัย ได้ดีครับ

แม้กระทั่งในแท่งอีก 2 แท่งการศึกษา คือ อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาก็ต้องใช้วิธีการบูรณาการระบบการศึกษาอย่างนี้เช่นกัน

ปล.ผมไม่ใช่นักวิชาการอะไรเลย ตำแหน่งเป็นเพียง พนักงานการศึกษา แต่ศึกษาเรื่องของระบบการศึกษาไทยมาบ้าง จึงอยากบันทึกสิ่งที่ได้มาจากการไปในครั้งนี้ครับ

สุดท้ายคิดไปก็คงเท่านั้นถ้า ผู้นำระดับที่เรียกว่าTOPสุดๆ คือ Rattamontee Phates Thaiไม่เอาด้วย หรือแต่ละแท่งการศึกษา 3 แท่ง รวมถึงชุมชน แหล่งเรียนรู้ที่ทรงคุณค่า ไม่เอาด้วย ก็คงเป็นไปอย่างนี้เรื่อยๆครับ

ขอยกสำนวนท่านอาจารย์จิตเจริญ ที่ผมชอบมากคือ ร่วมกู่สร้างสรรค์ พัฒนาคุณภาพ