ภารกิจของพวกเรา
เพลงอีแซว สายเลือดสุพรรณฯ
ในแต่ละครั้งแต่ละงาน
จนเสร็จสิ้นการแสดง
(ตอนที่ 3) ในระหว่างทำการแสดง
3. ในระหว่างทำการแสดง
การแสดงในแต่ละงานจะมีระยะเวลาของการอยู่บนเวทีไม่เท่ากัน จากประสบการณ์แล้ว เคยนำคณะนักเรียนไปแสดง บางงานให้เวลาน้อยมากเพียง 15 นาที (ไม่ได้เนื้อหา เรื่องราวและข้อคิด) แต่บางงานต้องทำการแสดง 5 ชั้วโมง (มากไป ควรจะอยู่ที่ 1-3 ชั่วโมง) เมื่อเวลาทำการแสดงใกล้ที่จะมาถึง ประมาณ 10 นาที ผมจะให้หัวหน้าวงบอกกับสมาชิกให้เตรียมพร้อมที่จะออกไปหน้าเวทีได้แล้ว
3.1 เดินขึ้นเวที (จุดเริ่มต้นของการแสดง) ก่อนที่นักแสดงทั้งหมดจะก้าวขึ้นบนเวที ผมจะจุดธูป เทียน ปักบนพานดอกไม้ และบอกครูด้วยตนเอง เรียกเด็ก ๆ มารวมกันร่วมไหว้ครูพร้อมกัน โดยผมจะเปล่งวาจาดังพอได้ยินเป็นคำบอกครู เด็ก ๆ ว่าตาม และสุดท้ายให้ทุกคนขอพรจากครูที่สอนเพลงให้ตามที่ใจคิด จากนั้นให้นักแสดงเดินแถวขึ้นเวที โดยมีนักร้องนำ 2-3 คน เป็นผู้เดินนำหน้า นอกจากนั้นเดินเรียงต่อกันไป และนั่งลงบนพื้นเวที ด้วยท่าทางและอาการอันสงบ
3.2 บทบาทและลีล่าที่นำเสนอ
เริ่มต้นด้วยบทร้องไหว้ครู จะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนของเสภาบูชาครู ส่วนของเพลงอีแซวร้องไหว้ครู (ไหว้พระ ไหว้บิดา-มารดา และไหว้ครูที่สั่งสอนมา) สุดท้าย เป็นส่วนของการร้องแหล่บูชาครู ทั้งหมดนี้เป็นการนั่งร้อง จบจากการไหว้ครู เป็นการพูด เจรจากับผู้ชมเพื่อทำความเข้าใจในงานการแสดงคืนนี้ (อาจมีมุขตลกขบขันสอดแทรกบ้างพอสมควร)
ร้องเกริ่น ร้องออกตัว ฝากตัวเอาไว้กับท่านผู้ชม เพื่อเป็นกำลังใจในการแสดง เพื่อที่จะได้ขอให้ท่านผู้ชมสงสาร เมตตารักใคร่ รับไว้เป็นลูกหลาน เพื่อเป็นกำลังใจในการร้อง รำ ทำท่าทางให้เป็นที่ถูกใจผู้ชม บทออกตัวที่ผมเขียนให้เด็ก ๆ แสดง มีทั้งเสียดสีกันบ้าง เพื่อกระตุกอารมณ์ผู้ชมให้ตื่นเต้น สนุกสนาน
ร้องเพลงที่เป็นประโยชน์ โดยจะเริ่มตั้งแต่เพลงที่สอดรับกับงานที่มาแสดง (โดยมากผมจะร้องเอง ด้นกลอนสดทั้งหมด) แล้วให้เด็ก ๆ ร้องเนื้อที่เรามีอยู่ แต่จะต้องไปได้กับนั้น ๆ เช่น เรื่องของปัญหาสังคม เรื่องศีลห้า เรื่องสังขาร เรื่องนรก-สวรรค์ เรื่องในตำนานเก่า ๆ มีเขียนเอาไว้หลายตอน เรื่องเตือนใจวัยรุ่น เรื่องของโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ
ร้องเล่นปะทะคารม เป็นตอนที่ต้องการให้คนดูได้อารมณ์สนุกสนานจริง ๆ ได้หัวเราะ ยิ้มแย้มแจ่มใส หรือถึงขั้นมาให้รางวัลมาก ๆ เลยก็มี เด็ก ๆ เขาก็เล่นกันเต็มที่ เรียกว่าแบ่งคนเป็น 2 ฝ่ายทะเลาะกันเลยทีเดียว แต่ยังคงแฝงเอาไว้ด้วยคติธรรม และวรรณกรรมเชิงศิลป์ที่คมคาย
ลงท้ายด้วยบทเพลงอวยพร ให้พรท่านเจ้าภาพ ขอบคุณที่ให้การสนับสนุน และเสียดายเวที ฉากไฟแสงสีที่จะต้องลาไปอีกครั้งหนึ่ง บางงานก็มีคำร้องน้อยเนื้อต่ำใจที่เพลงพื้นบ้านถูกมองว่าต้อยต่ำ น้อยคุณค่าถูกลืมเลือนไป สุดท้ายจริง ๆ ร้องลาด้วยบทเพลงซึ้ง ๆ แต่จังหวะรุกเร้าสนุกสนาน เมื่อจบบทเพลง พิธีกรคือผู้แสดงนำจะพูดก่อนลา แล้วกราบลาท่านผู้ชม และหันมาขอสมาครูเพลงและสมาอภัยรุ่นพี่ที่บนเวที จากนั้นเดินลงเวทีอย่างมีระเบียบเพื่อเปลี่ยนชุดการแสดง
3.3 จุดเด่นของการแสดง เป็นการประเมินสถานการณ์ของการแสดงในแต่ละครั้ง แต่ละงาน โดยการสังเกตด้วยสายตาว่า ท้องถิ่นนี้ ทำเลนี้ มีผู้ที่ให้ความสนใจเพลงพื้นบ้านของเรามากน้อยแค่ไหน ประมาณคนดูว่ามีจำนวนเท่าใด เช่น
เมื่อครั้งที่ไปเล่นงานวัดป่าเลไลยก์ 27 มีนาคม 2550 มีผู้ชมประมาณ 200-300 คน งานทำบุญ 100 ป้าอ้น มีผู้ชมประมาณ 350-400 คน งานทำบุญพ่อประยูรที่กำแพงแสน มีผู้ชมประมาณ 200-250 คน ผู้ชมจะยืนระยะการชมได้นานตั้งแต่เริ่มแสดง 20.00 น.-22.30 น. ต่อจากนั้นผู้ชมจะเริ่มบางลง และในเวลาสุดท้าย 23.45-24.00 น. จะเหลือประมาณ 20-50 คน เสียงสะท้อนของผู้ชมในบางครั้งบอกว่า คืนนี้ขอให้เล่นเพลงสนุก หยาบได้ ว่าได้เต็มที่ ในบางงานบอกว่า งานนี้ขอให้เล่นสนุก ๆ แต่ใช้บทที่สุภาพ ไม่มีคำด่า ในบางงานบอกว่าให้มีมุขตลกมาก ๆ ส่วนในบางงานบอกว่าให้ร้องมาก ๆ ไม่ให้พูดคั่นหรือมีก็ขอให้น้อย ๆ และที่สำคัญ เจ้าภาพจะมาขอให้ร้องเรื่องราวของงาน ส่งสารถึงผู้ชมด้วยเนื้อหาสด ๆ 30 นาที – 1 ชั่วโมง ทุกกรณีที่ผมกล่าวมา ล้วนแต่เป็นปมเด่นที่จะต้องสนองตอบให้ได้ในแต่ละสถานที่ การปรับเปลี่ยนวิธีการและโครงสร้างของการแสดง จะต้องมีการประเมินสถานการณ์โดยตลอดทั้งงานแสดงในครั้งนั้น ๆ
3.4 จุดด้อย (ข้อบกพร่องที่ต้องปรับทันที) ถ้างานใดเราไม่สามารถประเมินสถาการณ์ หรือทายใจท่านผู้ชมได้ งานนั้นจะมีผู้ชมน้อย ลงหรือบางตาตั้งแต่เริ่มต้นแสดง เช่น ไปแสดงงานสงกรานต์ที่ห้างซีคอนสแควร์ กรุงเทพฯ ผู้คนในห้างบริเวณเวที ลานน้ำพุมีมากนับพันคน พอเพลงเริ่มแสดง ผู้ชมไม่หันมาดูการแสดงเลย เขาหันหลังให้ไปจับจ่ายซื้อสิ่งของ อาหาร ขนมไทยกันหมด มีคนหันมาดูบ้างแบบไม่เต็มตัว อาการของผู้ชมคือ ไม่เต็มใจดู นับว่าเป็นจุดบอดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ผมเรียกผู้ร้องนำ 2 คน ในวันนั้นคือ อิม กับ ยุ้ย มาปรึกษาหารือกัน สิ่งแรกคือ เปลี่ยนโครงสร้างของการแสดงวันนี้ หยุดการร้องออกตัวของน้อง ๆ ให้อิมกับยุ้ยนำเอาเพลงสนุกๆ และรุกเร้าอารมณ์ออกมาเล่นก่อน และตามด้วยเพลงพูดแบบอ่านข่าวประกอบละครเป็นตอนสั้น ๆ หลาย ๆ ข่าว ก็ทำให้พอมีผู้ชมมาดูเราบ้าง ผมปล่อยให้การแสดงรอบแรกจบไปอย่างจืดชืด รอบบ่ายเล่นอีก 2 ชั่วโมง ผมแสดงเอง เริ่มต้นก่อนเลย โดยการนำเอาเพลงแหล่หลาย ๆ ลูกเอื้อนมาร้องสลับกับอิม และให้เด็ก ๆ นำเอาบทร้องรานิเกลิงมาเล่น ตัดเอาที่สนุก ๆ มาใส่ก่อน ผมร้องเพลงพื้นบ้าน 8-9 ชนิดต่อ ๆ กันไปแบบเกาะเกี่ยวกันเป็นลูกโซ่สลับกับเด็ก ๆ ที่มาสอดรับและเสริมบทที่ครูร้องด้วยการพูดขัดเป็นมุขตลกผู้ชม ตีวงเข้ามาดูพวกเราเต็มไปหมด เราเล่นต่ออีก 2 วัน (4 รอบ คนดูให้ความสนใจมานั่งรอชมตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มการแสดง)
3.5 ฉากสุดท้ายของเวที (เมื่อใกล้ที่จะจบการแสดง) ตลอดระยะเวลาของการแสดง 1 งาน หรือ 1 ครั้งนั้น จุดเริ่มต้นจะเป็นการบูชาครูที่แสดงถึงความเคารพและศรัทธาที่มีต่อผู้ให้วิชาความรู้ บทบาทในการแสดง ตอบสนองความสุข ความต้องการของท่านผู้ชมให้ได้รับความคุ้มค่ากับความเมตตาที่ท่านมาเป็นกำลังใจให้นักแสดง (สนุก เศร้า มีคติ ได้ประโยชน์)
จนถึงตอนที่จะลาเวที ผมเขียนบทร้องเพื่อที่จะบอกกับท่านผู้ชมว่า พวกเรามีความสามารถน้อย เพลงที่เราเล่นมีคุณค่าแต่ถูกมองข้าม เพราะสังคมมีความเปลี่ยน แปลง โดยใช้หลาย ๆ ทำนองนำเอามาร้องต่อ ๆ กัน ท่วงท่าทำนองในการนำเสนอจะเป็นการสร้างความประทับใจ ไม่มีสนุกสนาน แต่จะเน้นที่ความซาบซึ้ง ขอบพระคุณผู้ที่ติดต่อเราไปแสดง และที่สำคัญขอบพระคุณท่านผู้ชมทุกท่าน เมื่อร้องบทสุดท้ายจบลง พิธีกรหน้าเวทีพูดฝาก ขอให้ท่านผู้ชมรับไว้และให้การสนับสนุนเพลงพื้นบ้านกันต่อไป แล้วนักแสดงทุกคนกราบลาท่านผู้ชม และหันกลับมาขอสมาครูเพลงและรุ่นน้องขอสมารุ่นที่ที่หน้าเวที ผู้ที่อาวุโสกว่ากล่าวคำให้อภัยกัน