เล่าเรื่องสิงคาลกสูตร ๒๖

ดูกรลูกนายบ้าน อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวาอันศิษย์พึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ

  • ด้วยลุกขึ้นยืนรับ ๑
  • ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้ ๑
  • ด้วยการเชื่อฟัง ๑
  • ด้วยการปรนนิบัติ ๑
  • ด้วยการเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ ๑

ความหมายของหน้าที่เหล่านี้ค่อนข้างชัดเจน... และเมื่อตรวจสอบดูในอรรถกถา ท่านก็ขยายความตามธรรมเนียมโบราณ โดยศิษย์ต้องไปอยู่ในสำนักอาจารย์... แต่ปัจจุบันการเรียนและความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์มีนัยหลากหลายเกินไป...

อย่างไรก็ตาม หน้าที่เหล่านี้ ก็ยังคงนำมาประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม เช่น ด้วยการลุกขึ้นยืนรับ ท่านขยายความว่า เมื่อเห็นอาจารย์มาแต่ไกลก็ให้รีบเข้าไปต้อนรับ ช่วยถือสิ่งของ และจัดเตรียมอาสนะที่นั่งให้ท่าน ฯลฯ ซึ่งอาจประยุกต์ว่า ศิษย์ไม่เมินเฉยเมื่ออาจารย์เข้ามาภายในห้องเรียน หรือเมื่ออาจารย์เดินผ่าน ก็ทำความเคารพตามสมควร เป็นต้น

.................... 

ดูกรลูกนายบ้าน อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวา อันศิษย์บำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถาน ๕ คือ

  • แนะนำดี ๑
  • ให้เรียนดี ๑
  • บอกศิษย์ด้วยดีในศิลปวิทยาทั้งหมด ๑
  • ยกย่องให้ปรากฎในเพื่อนฝูง ๑
  • ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย ๑

อรรถกถาขยายความเพิ่มเติมว่า การแนะนำดี ก็เช่น ควรนั่งอย่างนี้ ควรเดินอย่างนี้ ควรบริโภคอย่างนี้ ตลอดจนถึงการแนะนำว่า ควรเว้นจากคนชั่วๆ ให้คบคนดีๆ เป็นต้น... ซึ่งประเด็นนี้ก็คือ หน้าที่ของอาจารย์จะต้องสอนจริยธรรมด้วยเสมอ... ประมาณนั้น

ให้เรียนดี ก็คือสอนให้ศิษย์รู้ เข้าใจ หรือทำได้ ตามความสามารถของศิษย์แต่ละคน.... ประเด็นนี้ ผู้เป็นครูบาอาจารย์คงจะเข้าใจ เพราะศิษย์แต่ละคนความถนัดและความฉลาดต่างกัน ดังนั้น หน้าที่ของครูก็ต้องใช้วิธีการเพื่อให้เขาประสบความสำเร็จในการเรียนตามสมควร... ทำนองนี้

ข้อต่อมาก็คือ สอนให้อย่างหมดเปลือกโดยไม่ปิดปัง (ไม่มีกำมือ สำหรับลูกศิษย์)... ส่วนอาจารย์บางท่านในปัจจุบัน ที่ไม่ค่อยสอนกลเม็ตบางอย่างในเวลาเรียนปกติ... แต่เอาไว้สอนเวลาเรียนพิเศษ ซึ่งศิษย์ต้องเสียค่าเรียนเพิ่มเติม... ภายหลังศิษย์อาจไม่ค่อยเคารพนับถือด้วยใจ ก็อาจเทียบได้ว่ามีข้อบกพร่องในข้อนี้หรือไม่ ลองพิจารณาดู

ยกย่องให้ปรากฎในเพื่อนฝูง อาจเพิ่มเติมได้ตามสภาพปัจจุบันก็คือ ส่งเสริมให้มีงานทำ หรือช่วยรับรองความสามารถให้ตามสมควร เป็นต้น

..... 

และข้อสุดท้ายคือ ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย ในอรรถกถาท่านแก้ไว้น่าสนใจ แม้จะเป็นเรื่องโบราณก็ตาม ถอดความเป็นสำนวนร่วมสมัยของผู้เขียนได้ทำนองว่า....

ศิษย์เมื่อสำเร็จวิชาแล้ว แม้ไปอยู่ที่ใดก็ตาม ลาภผลที่เกิดจากการทำงานเพราะวิชานั้นๆ ย่อมชื่อว่าเกิดจากอาจารย์ หรืออาจกล่าวว่าเป็นของอาจารย์ก็ได้ แม้จะมีมากมายเพียงใดก็ตาม...

และเมื่อสังคมในที่นั้นๆ จะยกย่องเชิดชูก็จะยกย่องอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชามาให้... ซึ่งประเด็นนี้ อาจเทียบได้กับปัจจุบันว่า ศิษย์ของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยใด เมื่อมีชื่อเสียงขึ้นมา ย่อมทำให้โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนั้นพลอยมีชื่อเสียงไปด้วย เพราะวิชาความรู้ต่างๆ เป็นของสำนักที่เขาเรียนมา.... ทำนองนี้ 

สรุปว่า การที่ศิษย์สามารถประกอบอาชีพ เป็นอยู่ หรือมีชื่อเสียงในท้องถิ่นนั้นๆ ได้ ชื่อว่าอาจารย ์นั่นเองเป็นผู้ป้องกันในทิศทั้งหลาย  เพราะถ้าไม่ได้อาจารย์เป็นผู้อบรมสั่งสอนให้ เขาก็อาจถึงประสบภัยพิบัติหรือความฉิบหายเพราะความโง่หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นต้น

ประเด็นนี้ อาจกล่าวทำนองตรรกศาสตร์ได้ว่า

  • อาจารย์มิได้เป็นผู้ป้องกันศิษย์ แต่สอนศิลปวิทยาให้แก่ศิษย์
  • ศิษย์ที่มีศิลปวิทยา สามารถใช้ศิลปวิทยาเพื่อป้องกันตัวเองได้
  • ดังนั้น อาจารย์จึงชื่อว่าเป็นผู้ป้องกันศิษย์ เพราะเป็นผู้สอนศิลปวิทยาให้แก่ศิษย์

......

อนึ่ง ความหมายของอาจารย์หรือครู ผู้เขียนเล่าไว้แล้วที่่ ครู ... ส่วนความหมายของศิษย์ ที่ ศิษย์ ซึ่งผู้สนใจอาจเข้าไปดูได้....

หลังจากพระพุทธเจ้าได้ตรัสหน้าที่ของศิษย์และอาจารย์แล้ว ก็ทรงสรุปอีกครั้ง ทำนองว่า ถ้าศิษย์หรือาจารย์จัดการถูกต้องเหมาะสมทำนองนี้ก็ชื่อว่า ปิดกั้นภัยที่จะพึงเกิดขึ้น ทำนองเดียวกับทิศเบื้องหน้าคือมารดาบิดาและบุตร ซึ่งผู้เขียนเล่าไว้ที่ เล่า... ๒๕ ดังนั้น ผู้เขียนจะเว้นประเด็นนี้ไป เพราะผู้อ่านสามารถเทียบเคียงได้ไม่ยาก...

ต่อจากทิศเบื้องขวา ก็คือทิศเบื้องหลังได้แก่ ภรรยาและบุตร ซึ่งผู้เขียนจะนำมาเล่าในตอนต่อไป....