ในการจัดงานวันไทบรูดงหลวงทุกครั้ง ผู้บันทึกได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการเสวนากับบรรดาผู้อาวุโสชาวผู้ไท และชาวโซ่บนเวที เพื่อดึงเอาบรรดาภูมิความรู้จากท่าน มาถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้รับรู้
เป็นงานที่หนักหนาว่าจะมีคนสนใจหรือไม่ จะดึงคนหนุ่มมาสนใจเรื่องเก่าๆได้อย่างไร แต่ก็ชอบครับ
ก่อนถึงงานก็ต้องตระเวนไปพูดคุยกับผู้อาวุโสทั้งหลาย แล้วเอามาร้อยเรียงจับประเด็นที่สำคัญมาสรุป เพื่อชวนผู้เฒ่าคุยในเวที
ปรากฏว่าได้ผลดีมาก พี่น้องในที่ชุมนุมให้ความสนใจและได้รับรู้ถึงเรื่องราวและความหมายที่แท้จริงของขนบประเพณีต่างๆของรากเหง้าของเผ่าพันธุ์ ผู้อาวุโสบางท่านพอขึ้นพูดในที่ประชุมทุกคนนั่งเงียบกริบตั้งใจฟัง ผู้เฒ่าบางท่านอายุจะครบร้อยขวบก็มี
ส่วนผมถือว่าได้กำไรมากที่สุดเพราะได้ความรู้ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมงาน ทำให้ได้รู้ว่าในโลกนี้ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่น่าสนใจ นอกเหนือไปจากการคำนวณสมการถั่งงอกหัวกลับเพื่อวัดการเคลื่อนที่ของน้ำในดินในสมัยทำวิทยานิพนธ์
ข้อค้นพบของผมเป็นที่น่าอัศจรรย์ที่ว่า พี่น้องชาวโซ่(กลุ่มชาติพันธุ์มอญเขมร) กับพี่น้องชาวผู้ไท(กลุ่มชาติพันธุ์ไท) มีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่โบราณดังคำกล่าวที่ว่า “โซ่อยู่ไหนผู้ไทอยู่นั่น” มีการถ่ายทอดยอมรับประเพณีของกัน เช่น ระบบพ่อล่าม หมอใช้ที่ได้เขียนไปแล้ว ประเพณีอีกอย่างที่เหมือนกันคือ การขึ้นบ้านใหม่ครับ และเราสามารถถอดรหัส บางอย่างได้จากพิธีดังกล่าว
นั่นคือเรื่องของถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวโซ่ และชาวผู้ไทนั่นเอง ในพิธีการขึ้นบ้านใหม่ เขาจะมีพิธีเชิญผู้เฒ่าผู้แก่กลุ่มหนึ่งพากันเดินมาหยุดที่บันไดบ้าน เจ้าของบ้านก็ถามว่า “แม่นผู้ใดมาแต่ไส” ผู้เฒ่าจะตอบว่า “มาแต่เมืองวังอ่างคำ เมืองนอง”
ผมว่านี่เองที่เป็นรหัสที่เราถอดได้ กล่าวคือพี่น้องชาวโซ่ และผู้ไท มีรกรากดั้งเดิมอยู่ที่เมืองวัง เมืองนอง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของ สปป.ลาวในปัจจุบัน และได้สอบถามญาติมิตรชาวลาวแล้วครับ ได้รับการยืนยันว่ามีเมืองดังกล่าว และมีพี่น้องชาวโซ่ และผู้ไท อยู่ที่นั่นจริงๆ
มีธรรมเนียมการขึ้นบ้านใหม่ ที่สามารถถอดรหัสได้อีกหลายแห่งครับ
เช่นธรรมเนียมของเจ้าเมืองเชียงใหม่สมัยโบราณ ที่ก่อนที่ท่านจะนั่งเมือง ท่านจะเดินเข้าประตูเมืองโดยมีชาวลั๊วะเดินจูงหมานำหน้าครับ นั่นก็สามารถถอดรหัสได้ว่า ชนเผ่าลั๊วะเป็นเจ้าถิ่นดั้งเดิมอยู่ก่อน ต่อมาจึงมีชาวไทยวนล้านนาอพยพเข้ามาปกครอง
หรือธรรมเนียมการขึ้นบ้านใหม่ของชาวไทเขินเชียงตุงสมัยก่อน ที่เขียนไว้ในบันทึกของคุณบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ นักมานุษยวิทยารุ่นแรกๆ โดยเล่าไว้ว่า ในการขึ้นบ้านใหม่ชาวไทเขินจะแต่งข้าวปลาอาหารไว้ แล้วทำทีเป็นหลบลงไปอยู่ข้างล่าง จากนั้นจะให้ชาวขมุขึ้นมากินจนอิ่ม แล้วเจ้าของบ้านจึงส่งเสียงโห่ไล่ชาวขมุให้หนีลงบ้านไป ชาวไทเขินก็ขึ้นมาครองบ้าน
นี่ก็สามารถถอดรหัสได้ในธรรมนองเดียวกันว่า เมืองเชียงตุงเดิมเป็นถิ่นของชาวขมุ ต่อมาชาวไทเขินจึงอพยพเข้ามา
ผิดถูกอย่างไรแนะนำได้ครับ เพราะผมจบประวัติศาสตร์สาขาดินและปุ๋ยครับ
แต่ที่แน่นอนคือ คุณค่า และความหมายที่แท้จริงของขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆ ล้วนมีที่มาที่ไป บางทีการเรียนรู้จากอดีตก็สามารถแก้ไขอนาคตได้ครับ
แวะมาอ่านครับ ชื่อบ้านฐานถิ่นนี่ก็เป็นเบาะแสที่น่าสนใจครับ รวมทั้งธรรมเนียม บทขับร้องลำนำ ถอดรหัสออกมาได้ปูมประวัติที่น่าสนใจทั้งสิ้นครับ
อืมมมม...ประวัติศาสตร์ฉบับดินและปุ๋ยนี่อ่านแล้วมีชีวิตชีวาอย่างนี้เองนะคะ ดีจังเลย
การรับรู้เรื่องราวที่สามารถถอดรหัสลงไปได้เป็นชั้นๆ ทำให้สนุกและความรู้ที่เกิดนั้นน่าทึ่งนะคะ
ชื่อบ้านฐานถิ่น คำนี้เยี่ยมมากครับ