คนเราไม่ว่าจะเฉพาะตน หรือหมู่คณะ ก็ต้องใช้ สุภาษิตที่ว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน"

   จากอาการตะครั่นตะครอ ปวดเมื่อยเนื้อตัว ด้วยอากาศที่เรียกว่าปลายฝน ต้นหนาว ทำให้ผู้เขียนกำลังจะป่วยเป็นโรคโบราณ ที่เรียกว่า ไข้หัวลม ประกอบกับเมื่อวานนี้ ช่วงเช้า ออก หน่วย พอ.สว. และทำประชาคมตอนเย็นที่ หมู่ 4 กว่าจะถึงบ้าน ก็ดึกพอสมควร รู้สึกแปลก กับอาการที่กินข้าวแล้วรสชาดแปร่งๆ กินไม่ลง เลยอาบน้ำ และกินยาก่อนเข้านอน ปล่อยวางทุกภารกิจ รวมถึงการท่องG2K ด้วย ปล่อยให้ร่างกายปรับสภาพตัวเอง พรุ่งนี้ วันหยุด จะนอนเสียให้พอ

    เช้าวันหยุด ผู้เขียนถูกปลุกด้วยโทรศัพท์ จาก ชาวบ้าน เขาคันทรงผู้หนึ่ง ดูเขาจะมีธุระร้อนจริง ๆ " หมอเราจะทำอย่างไรกันดี ตอนนี้ หมู่บ้านเรา ไม่ทราบว่าเป็นอะไร มีกลิ่นเหม็นเหมือนสารเคมี เต็มไปหมด หลายหมู่เลย น้ำมูก น้ำตาไหลกันหมดแล้ว" เวลาที่ผู้เขียน ต้องการรับรู้อะไร ที่เข้ามาแบบคาดไม่ถึง จะเจริญสติด้วยการกำหนดลมหายใจสักครู่ แล้วจากนั้นจึงเริ่มซักถามความเป็นมา ได้ความดังนี้ เมื่อคืน หลายบ้านตื่นขึ้นมา ราวๆ ตี หนึ่ง เป็นต้นไป เพราะอาการที่หายใจไม่ค่อยสะดวก เรียกว่าถูกปลุกด้วยกลิ่น แล้วก็พากันค้นหา ตั้งแต่ ไปใช้จมูกดมกลิ่น เครื่องทำไฟฟ้าในบ้าน คิดว่าไฟฟ้าช็อต จนออกมาดูนอกบ้านว่าใครเผาอะไร จนเวลาผ่านไป แต่ละบ้านก็เริ่มตื่น ขึ้นมาสอบถามกันออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง มีการจัดหน่วยออกลาดตระเวณ ไปตามเส้นทางต่าง ๆ จนทั่วหมู่บ้าน ก็ไม่พบต้นเหตุแห่งกลิ่น มหาภัยนี้ เริ่มสว่าง

   ชาวบ้าน ก็เริ่มกระวน กระวายกับภัยมืดที่ไร้ตัวตน ยิ่งมีลมพัด กลิ่นก็รุนแรงตามลำดับ กระจายเป็นวงกว้างขึ้นไปเรื่อยๆ ทีมค้นหาออกปฏิบัติการในความมืด ก็คว้าน้ำเหลว ต่างกลับที่พัก ด้วยความอ่อนเพลีย คงตามสูดกลิ่นกันทั้งคืน ว่ามันอยู่บริเวณไหน แต่กลิ่นไปไกลเสียแล้ว กลิ่นเสมอภาค หาจุดหนักเบาไม่ได้ และเมื่อสว่างแต่ปมปริศนายังไม่สว่างตามไปด้วย จึงทำให้ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์ดังกล่าว โดยคาดหวังว่า หมอพอจะรู้ไหมว่ากลิ่นนี้ กลิ่นอะไร แล้วมันมาจากไหน เขาคาดหวังกับหมอของเขาสูงมาก และคงเป็นความหวังสุดท้าย ที่หมอน่าจะช่วยหาคำตอบให้เขาได้ ผู้เขียนกำลังนึกหาวิธีการจัดการกับภัยเงืยบนี้ ให้กับชาวบ้าน ซึ่ง ขณะนี้ หนึ่งกำลังอยู่ในความหวาดกลัว ด้วยไม่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้น สองกำลังรู้สึกหมดหวังที่ทีมค้นหาก็ยังไม่สามารถจะค้นหาได้ และกำลังจะกลับเข้าพักผ่อน แต่เวลาแห่งการรอคอยกับสภาพแย่ๆนี้ ยังดำเนินต่อไป

  ด้วยผู้เขียนไม่ได้พักที่พื้นที่ จึงไม่ได้สัมผัสกลิ่นโดยตรง จึงโทรไปปลุก เจ้าหน้าที่ ว่าช่วยสำรวจหน่อยว่า เกิดอะไรขึ้น และสถานีอนามัยของเรามีกลิ่นมากไหม ผู้เขียนกำลังนึกถึงการอพยพคนมาไว้ในที่ปลอดภัย พร้อมประสานงาน หน่วยเหนือ ให้เตรียมพร้อม หากต้องการความช่วยเหลือ ทั้งหน่วยกู้ภัย 1669 และโรงพยาบาล จนท.สถานีอนามัยใกล้เคียง เมื่อเรียบร้อย ก็มานึกว่า ลำพังเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ถูกมอบหมายให้ดูแล เฉพาะ"คน" เมื่อมีภัยพิบัติเกิดขึ้น แต่ส่วนอื่น จะทำอย่างไร และยังเป็นวันหยุดอีกต่างหาก

  นึกขึ้นมาได้ ถึงว่าคนเราไม่ว่าจะเฉพาะตน หรือหมู่คณะ ก็ต้องใช้ สุภาษิตที่ว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ดังนั้น เมื่อทราบว่าใครคือหน่วยลาดตระเวณในหมู่บ้านเมื่อคืนนี้บ้าง จึงได้โทรศัพท์ติดต่อ เขาก็ดีใจที่มีคนสนใจหมู่บ้านเขา และเล่าอย่างละเอียดว่า "พวกผมใช้วิธี ลาดตระเวณแบบปูพรม และอาศัยทิศทางลม คำนวณ เอาว่ามันน่าจะมาจากทางไหน แต่อุปสรรคคือความมืด ทำให้เราไม่เห็นแหล่งต้นเหตุ" ผู้เขียนคิดว่านี่คือความรับผิดชอบ และการทำหน้าที่เพื่อส่วนรวม ที่น่าสรรเสริญทีเดียว แต่เขากำลังจะหมดแรงและอยากจะพัก กันสักหน่อย แต่คำว่าอันตรายจะรอนานไม่ได้ ผู้เขียนจึงชวนคุย และว่าถ้าเราปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ คาดว่า ผลกระทบจะเกิดกับพวกเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกลมหายใจ มีแต่สิ่งที่เป็นพิษ และโยนคำถามกลับไปว่า เราคาดหวังจะให้ใครมาช่วยเราได้ไหม เขาเอง ก็ไม่ได้คาดหวัง เพราะตัวเขาเองซึ่งรู้พื้นที่ ยังหาไม่พบเลย ที่สุด ก็เกิดแรงฮึดขึ้นมาในใจพวกเขาอีกครั้ง สว่างแล้ว พวกเราจะค้นหาแหล่งควันพิษนี้อีกครั้งครับ

 ระหว่างที่ผู้เขียนเตรียมตัวจะเดินทางเข้าหมู่บ้าน ก็ได้ยินโทรศัพท์ เข้ามาสายสุดท้าย(ที่จริงมีเข้ามาตลอดว่า เช่นพอลมหยุดกลิ่นก็น้อย ลมแรงกลิ่นก็มากบ้าง หรือเราเห็นควันที่หลืบเขาถ้ำเรือแตก กำลังจะให้คนไปดู และฯลฯ......) โทรศัพท์สายนี้ เสียงตื่นเต้นมาก "พบแล้วครับ เป็นโรงงานของบริษัท ผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ที่เลิกกิจการ คนมาซื้อพื้นที่ต่อ ได้เก็บเอาแผงวงจรที่ทิ่งๆกันไว้ มาเผา เขาใช้น้ำมันมาราดเป็นระยะจึงเห็นควันไฟ แต่อยู่ท้ายบริษัทมีต้นไม้หนาแน่น จึงนำบันได ไปปืนรั้วดู"

  เขาค้นหากันจนพบ เก่งมากๆ เมื่อผู้เขียนไปถึง เป็นโรงงานของพื้นที่ อำเภอใกล้เคียง แต่มีการประสานงาน จน อบต.ของเราและเขาก็มา ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน พร้อม มีทั้งรถดับเพลิงฉีดน้ำดับ กองไฟมหาภัย จนสงบแล้ว ผู้เขียนเห็นใบหน้าทุกคน ยิ้มแย้มดีใจ แม้จะอิดโรยไปหน่อย เขาพากันเล่า ทั้งการค้นหา ทั่งสภาวะที่เขาต้องผจญกันมานาน ถึง 7 ชั่วโมง บรรยากาศเต็มไปด้วยความจริงจังคือผู้รับผิดชอบ ต้องนำขยะนี้ไปกำจัด ตามระบบ ในเขตอุตสาหกรรม เพราะเป็นมีสารเคมีอันตราบ มีการขอเบอร์โทร. เพื่อติดตามควบคุมผู้รับผิดชอบ เป็นปรากฎการณ์ที่น่าชื่นใจ การบริหารจัดการปัญหาที่ยอดเยี่ยม จนระงับเหตุแห่งภัยมืดนี้ได้ จากนั้นทุกคนร่ำลากัน จากกันด้วยความโล่งใจ ผู้เขียนกลับออกมาจากพื้นที่ แต่ยังไม่หมดความกังวลภายในใจ เพราะไม่แน่ใจว่า เวลา นับจากวันนี้ สุขภาพของผู้ที่สูด สารตะกั่วเข้าไป นานถึง 7 ชั่วโมงจะเป็นอย่างไร ก็ขอภาวนาให้ อากาศในพื้นที่ ได้ทำการฟอกพิษร้าย ให้เจือจางที่สุด ก่อน เข้าสู่ปอด ชาวบ้านของผู้เขียนก็แล้วกัน ส่วนอะไรจะเกิด ก็ต้องว่ากันไป

  ขณะที่ขับรถกลับบ้าน ไปถึงเขตหนึ่งที่มีรถติดกันหนาแน่น ผู้เขียนมองผ่านร้านรวงข้างทางมีอาหารขายมากมาย และแม้ว่าแอร์ในรถจะเย็นสบาย แต่ผู้เขียนกำลังรู้สึกวิงเวียนศรีษะ เอ๊ะ หรือเราจะได้รับสารพิษนะนี่ แต่เมื่อเราไปถึง ก็แทบไม่มีกลิ่นแล้ว แต่พอผู้เขียนขับรถต่อไป ท้องมันร้องจ๊อกทันที โธ่เอ๋ย ผู้เขียนกำลังรู้สึกหิวข้าวอย่างมาก จะเป็นลมนั่นเอง เลยต้องรีบจอดรถ แล้วก็บอกกับตัวเองว่า ดีเหมือนกัน กินมันทีเดียว สองมื้อรวมกัน เช้าและกลางวัน จากนั้นอาการดังกลาวก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง......