ชั่วโมงของความสนุกสนานและได้เรียนรู้ต่างสถานที่ ต่างบริบทที่เคย พร้อมมวลมิตรมีความสุข อยากจะถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับรู้ความรู้สึกและความเป็นไปในวิถีการเรียนรู้ของผม

การเดินทางกับการเรียนรู้ ไม่เคยสิ้นสุดเมื่อเราก้าวต่อไปเรื่อยๆ การไปทำงานของผมครั้งนี้ที่เมืองหลวงก็ได้มีโอกาสได้สัมผัสกับสิ่งที่แปลกใหม่และนั่นเอง คือ "การเรียนรู้ตลอดชีวิต"

บันทึกก่อน>>> เสน่ห์กรุงเทพ : วิถีคนบ้านนอกกับเมืองกรุง -วัดพระแก้ว สนามหลวง ท่าพระจันทร์

หลังจากที่ผมกับดิเรกไปถึง มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมแล้ว ทางอาจารย์พินิจ Handy  ได้เชิญเข้าไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับน้องนักศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์และปิดด้วยการเขียน Blog เพื่อการเรียนรู้ ก่อนไปทานข้าวและดิเรกก็ขอตัวกลับเพราะต้องไปเตรียมตัวทำงานต่อ

การรับไม้ของมิตรภาพก็เกิดขึ้นต่อ ซูซาน Little Jazz \(^o^)/ มาหาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และพี่กบ ข้ามสีทันดร ตามมาสมทบติดๆ

ค่ำนี้เราตกลงว่าจะไปเดินเที่ยวเยาวราช อีกหนึ่งของมนต์เสน่ห์ของกรุงเทพ ที่อุดมไปด้วยความหลากหลายของศิลปะ วัฒนธรรมความเชื่อและศาสนา ผมเองก็ได้ยินชื่อเสียงเยาวราชมานานแต่ไม่เคยไปสัมผัสสักที ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกของผม

ช่วงที่ผมเรียนอยู่ระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยความที่ชื่นชอบภาษาจีน หลงไหลศิลปะแบบจีน จึงสมัครเรียนภาษาจีนในช่วงตอนค่ำของทุกวันที่สำนักธรรมแห่งหนึ่งหลัง มช. ในครั้งนั้นก็เหมือนเด็กอนุบาลเริ่มคัดเริ่มเรียน  กอ ไก่ ขอ ไข่

หนี่ห่าว....

หนี่ห่าวมะ

หนี่ห่าว เซี๊ยะ เซี๊ยะ หนี่

ดูเหมือนจะได้แค่นี้สำหรับการเรียนครั้งนั้น แต่คำที่ผมท่องจนจำขึ้นใจคือ หว่อ ไอ้ หนี่ แต่จนแล้วจนรอด ไม่มีโอกาสที่จะบอกคำๆนี้แก่ใครเลย

ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้ชมเยาวราช  เมื่อตกลงเรื่องสถานที่แล้ว ผมกับพี่กบพร้อมกับซูซานก็ขับรถบึ่งมุ่งหน้าไปยังหัวลำโพงทันที  ซูซานเธอบอกว่า ถนนเส้นนี้ รถติดมากๆเลยนะ...??? เธอบอกข้อมูลเล็กน้อยแทรกบทสนทนาบนรถ แต่วันนี้โชคดีที่ถนนมีการจราจรที่คล่องตัว เราจึงไปถึงหัวลำโพงอย่างเร็วเมื่อเทียบกับการคำนวณเวลาก่อนหน้านี้...ผมก็ได้เรียนรู้ว่า ในกรุงเทพหากคุณจะไปที่ไหน ต้องคำนวณเวลาให้พอดี เพื่อให้ทันเวลา ระยะทางใกล้ๆแบบที่บ้านผมใช้ ๕ นาทีที่นี่อาจใช้เวลาถึงสองชั่วโมงได้ในวันคับคั่งของรถยนต์วันทำงาน

เรามาถึงหัวลำโพงแบบสบายๆ ไม่ค่ำมาก "จอดรถไว้ที่หัวลำโพงน่าจะสะดวกที่สุด " ไกด์สาวของเราเปรยๆ ทริปเยาวราชในค่ำคืนนี้เราคิดว่าเราจะเดินเท้าเที่ยวทุกซอกทุกมุมเพื่อเก็บรายละเอียด และผมจะได้ถ่ายรูปด้วย (ซูซานบอกว่า ผมชอบถ่ายรูป การเดินน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด)

เราโชคดีครับ ...พอเดินออกจากหัวลำโพงตรงแยกซ้ายมือ เราพบสาวน้อยสวมชุดกี่เพ้าสองท่าน แนะนำรถรางชมเยาวราชจุดนั้นเป็นสถานีต้นทางครับ ผมเกือบจะเผลอตัวทักทายว่า หว่อไอ้หนี่ แล้ว แต่ว่ารถจะรีบออกเราก็ต้องรีบๆขึ้นรถ...บริการนี้ฟรีครับ ช่างโชคดีอะไรเช่นนี้!!!

         

เราเริ่มต้นที่ซอยโปริสภา

แล้วรถรางก็เคลื่อนตัวช้าๆ เข้าสู่ไชน่าทาวน์เมืองไทย...ช่างเยี่ยมยอดเสียจริง นอกจากได้นั่งรถรางสบายๆแล้ว แม่สาวกี่เพ้าชุดแดง ก็บรรยายสถานที่ที่เราผ่านอย่างละเอียด ผมนั่งไม่ห่างเธอมาก สังเกตเธอไปด้วย เธอเป็นสาวหมวยครับ  น่าจะเป็นลูกหลานชาวจีนแถบนี้ การบรรยายที่รู้ละเอียด ลีลาการพูดคุยที่เป็นธรรมชาติ ทำให้ผมเพลิดเพลินกับการนั่งรถครั้งนี้มาก...

 

อากาศเย็นๆกับช่วงค่ำๆ ฟ้าเริ่มเป็นสีน้ำเงินอมเทา เรานั่งรถผ่านซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชมนพรรษา ว่ากันว่าจุดนี้เป็นจุดรับ พลังฟ้าดินเนื่องจากเป็นจุดบรรจบของถนนสายต่างๆในย่านนี้  ผมถ่ายรูปออกมาได้สวยใช้ได้เลยทีเดียวครับ ซุ่มประตูที่สว่างด้วยแสงไฟ แบคกราวเป็นท้องฟ้าสีน้ำเงินทึม ๆ วิเศษมาก

จากนั้นไปต่อที่เทียนฟ้ามูลนิธิ หรือ เทียนอุยยี่ เปิดให้บริการทั้งแบบแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีนมากว่า ๑๐๐ ปี 

เราเพลิดเพลินกับแสงสีของเยาวราชช่วงหัวค่ำที่เริ่มจอกแจกจอแจ ไปจนถึงย่านตลาดเก่า ถนนวานิช(สำเพ็ง) ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าบนถนนกว้างไม่เกินสี่เมตรจะคลาคล่ำด้วยผู้คน ร้ายรวงละลานตา เสียงเพลงจีนดังแทรกขึ้นมา ทำให้ผมรู้สึกเป็นไอ้ตี๋หนุ่มที่กำลังท่องยุทธภพ..ตามหาเรียนรู้เพลงดาบยังไงยังงั้น

จากจุดนี้ไม่นาน มองเข้าไปเห็นวัดจีน สวยงาม ซูซานกระซิบบอกว่าเป็นวัด เล่งเนยยี่ สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมจีน  เป็นสถานที่ไหว้เจ้าที่ผู้คนมักจะคิดถึงเป็นแห่งแรกเสมอ เราลงรถรางที่จุดนี้เพื่อจะขอเดินชมให้ใกล้ชิด เดินทะลุไปยังตลาด เล่งบ๊วยเอี๊ย ซูซานไปซื้อของฝากให้กับคนที่บ้าน ผมก็ติดตามดูสินค้า แปลกๆ แถวๆนี้ ...

เราเดินเที่ยวกันทุกซอกทุกมุม  จนไปถึง ศาลเจ้า แห่งหนึ่ง ผมจึงขอเสี่ยงเซียมซีสักครั้งเพื่อทำนายอนาคตของตัวเอง เดินเข้าไปคุกเข่าอธิษฐาน พร้อมกับเขย่ากระบอกอย่างเคร่งเครียด  ผมได้เซียมซีหมายเลข...และผมได้อ่านข้อความจากกระดาษสี่เหลี่ยมเล็ก เงียบๆคนเดียว และค่อยๆเก็บกระดาษเสี่ยงทายใบนั้น เข้ากล่องเหมือนเดิม ชวนซูซานและพี่กบเดินทางออกไปจากสถานที่แห่งนั้น...ไม่มีใครถามว่าผมได้ใบอะไร เสี่ยงทายได้ว่าอย่างไร?? แต่รู้ว่าคงไม่ได้พูดคำว่า หว่อไอ้หนี่ แล้ว...

เดินเที่ยวทุกซอกทุกมุม เสียงตะโกนพูดคุยส่งเสียงเป็นภาษาจีน ดูโกลาหลได้บรรยากาศดีจัง ร้านรวงเริ่มแน่นเต็มพื้นที่ หนุ่มจีนเหงื่อท่วมตัวกำลังดันไม้วนในกระทะเกาลัด ท่าทางร้อนน่าดู  ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านรังนก ร้านขนมหวานเรียงรายกันเต็มที่ กระเพาะเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า เป็นเวลาของเขาแล้ว

เราทั้งสามคนคิดเมนูไว้ในใจ ก่อนที่จะเลี้ยวเข้าภัตตาคารเล็กๆตรงมุมตึก เดินเข้าไปเห็นติ่มซำเรียงราย กลิ่นหอมฉุย ผู้คนมากมายนั่งทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ผู้มาเยือนสามคนนั่งลงอย่างเหนื่อยอ่อน...(เดินตลอดเวลา) เราสั่งหมี่เส้นจันทร์เป็ด และติ่มซำชุดกลาง ...ทำไมถึงอร่อยแบบนี้นะ เราทานอาหารที่สั่งมาหมดแบบรวดเร็ว พร้อมกับเรียกกำลังวังชาขึ้นมาในทันที แต่ยังครับ!! เราต้องตามหา บัวลอยน้ำขิง ต่อ เพราะซูซานเธอพูดบ่อยครั้งในช่วงที่เราเดินว่าต้องหากินให้ได้...บัวลอยน้ำขิงนี่เด็ดนัก

เดินตามหาร้านขายขนมจนได้ชิมบัวลอยน้ำขิงในบรรยากาศเยาวราชสมใจครับ...พุงเราแต่ละคนก็ขยายจนเดินขากาง   (ลองคิดดูครับ ว่าเราอิ่มกันขนาดไหน)   ผมเดินกลับไปที่จอดรถที่สถานีรถไฟหัวลำโพงอย่างมีความสุข

ชั่วโมงของความสนุกสนานและได้เรียนรู้ต่างสถานที่ ต่างบริบทที่เคย พร้อมมวลมิตรมีความสุข อยากจะถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับรู้ความรู้สึกและความเป็นไปในวิถีการเรียนรู้ของผม

หว่อไอ้หนี่ เยาวราช!!!!

ไจ้ เจี่ยน ไอ้ เหยิน

เต๋อชาง

                                                               กรุงเทพ,ประเทศไทย