การด่าว่าเป็นภาพสะท้อนของวัฒนธรรมอำนาจ เป็นเรื่องราวของการบังคับ ข่มขู่และความไม่เท่าเทียมกันซึ่งเป็นอุปสรรคของการเรียนรู้

            เมื่อวานตอนบ่าย คุณหมอเสฐียรพงศ์ได้เล่าให้ฟังว่า มีคนไข้ที่ผ่าตัดทางหน้าท้องจากโรงพยาบาลศูนย์แห่งหนึ่ง แล้วเย็บปิดแผลด้วยเสต็บเปิลหรือเย็บแม๊กซ์มาตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อมาทำแผลต่อเนื่อง และพบว่าคนไข้มีแผลไม่ค่อยดีเป็นหนอง น่าจะมีการตัดวัสดุที่เย็บออก แต่ปรากฎว่าโรงพยาบาลบ้านตากไม่มีคีมตัดวัสดุประเภทนี้ จึงต้องส่งตัวผู้ป่วยไปโรงพยาบาลจังหวัดและพยาบาลของโรงพยาบาลจังหวัดได้โทรศัพท์มาต่อว่าพยาบาลหัวหน้าหอผู้ป่วยว่าของแค่นี้ทำไมไม่ซื้อไว้ใช้ ทีทำอย่างอื่นทำได้ ทำไมต้องเสียค่าน้ำมันรถส่งมาให้เขาดูด้วย ลักษณะการพูดเป็นการตำหนิ เหน็บแนม ต่อว่า พอน้องเขาเล่าเสร็จผมก็ของขึ้นเลย และเตรียมที่จะหาทางด่ากลับไป แต่พอสักพักก็ระลึกได้ว่าทำไมต้องด่ากลับไปด้วยเพราะเขาก็อุตส่าห์โทรมาบอกแม้จะใช้วาจาไม่เหมาะสมไปหน่อยก็ตาม

             ทางคุณหมอเขาก็ได้ให้ทางศูนย์เครื่องมือแพทย์สำรวจรายการและราคาเพื่อเตรียมการจัดซื้อ จึงมาเล่าให้ฟังและขอซื้อคีมตัดไหมแบบพิเศษนี้และฟังแล้วราคาก็ไม่กี่พันบาท แต่เผอิญที่เราไม่มีเพราะเราไม่ได้เย็บแผลแบบนี้และแทบจะไม่ได้เจอคนไข้แบบนี้เลย ก็เลยไม่ได้เตรียมไว้ ผมก็เลยบอกไปว่าให้จัดซื้อได้เลย

              ก่อนจะขึ้นมาเขียนบล็อควันนี้ ก็เพิ่งกลับจากการประชุมที่คณะแพทย์ มน. พอขึ้นมาที่ตึกก็ได้แวะคุยกับเจ้าหน้าที่ห้องแล็บ ก็ได้รับฟังเรื่องทำนองนี้อีก ว่ามีการด่าว่ากลับมาบ่อยเวลาไปส่งแล็บ ล่าสุดคนขับรถก็มาเล่าให้ฟังว่าไปส่งแล็บไข้หวัดนกตอน 3 ทุ่มก็ถูกด่ากลับมาอีก พยาบาลโอพีดีไปประชุมก็ถูกต่อว่ามาว่าทำไมโรงพยาบาลบ้านตากรีเฟอร์เยอะ

               เรื่องการต่อว่ากันระหว่างสถานพยาบาลจะพบบ่อยมาก เวลาส่งคนไข้ฉุกเฉินไปที่รพ.จังหวัด พยาบาลที่ไปส่งคนไข้ก็มักจะกลับมาด้วยการถูกบ่นว่าในเรื่องต่างๆ และพอไปคุยกับพยาบาลของโรงพยาบาลจังหวัดก็เล่าให้ฟังว่าเวลาไปส่งต่อคนไข้ที่โรงพยาบาลศูนย์ก็ถูกบ่นว่ามาเช่นกัน ผมก็นึกไปถึงเวลาสถานีอนามัยส่งคนไข้มาตรวจ ทางโรงพยาบาลชุมชนก็บ่นว่าเหมือนกันเรียกว่าโดนกันเป็นทอดๆ(ใช้คำว่าบ่นว่า จะดูรุนแรงน้อยหน่อย) นอกจากนี้ยังมีการทะเลาะกันหรือเข้าใจผิดกันด้วยคำบอกเล่าที่ได้จากคนไข้อีกด้วย

                พฤติกรรมการด่าว่า ดุด่านี้อาจจะเป็นวัฒนธรรมในระบบสาธารณสุขหรือเปล่าที่คอยจ้องจับผิดกันแล้วหาคนผิดพร้อมทั้งระบายความรู้สึกเข้าไปด้วยเพื่อให้สะใจ แต่จะได้ผลในการปรับเปลี่ยนหรือไม่ นั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ผงที่เกิดขึ้นคือความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกัน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ต่อกันไม่ดี โอกาสในการจะนำเอาข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดมาแก้ไขปัญหาเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้นก็จะเกิดได้น้อยมากหรือไม่เคยเกิดเลยในหลายพื้นที่ ทำให้เราพลาดโอกาสในการเรียนรุ้ร่วมกันไปอย่างน่าเสียดาย พอจัดประชุมกันก็ตั้งป้อมแล้วว่า จะโทษใครผิดดี ต้องมีคนผิด ต้องมีคนเสียหน้า พอเป็นอย่างนี้ถึงจัดเวทีดียังไง คนก็ไม่อยากเข้าไปร่วม โดยเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องเพราะพอไปก็ถูกตำหนิ

                  การแก้ปัญหาเหล่านี้จะไม่ยาก ถ้าเราเปิดใจ สลายอาณาจักร ยอมรับว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีใครอยากให้เกิด ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องพยายามมองกันและกันในทางบวก แล้วมองหาระบบที่บกพร่องอันเป็นสาเหตุนำไปสู่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น โดยมองว่าคนเป็นเหยื่อของระบบที่ไม่ดี การพูดคุยจะเป็นการพยายามวางระบบที่ดีที่เหมาะกับบริบทของแต่ละแห่ง ภายใต้บรรยากาศของการสร้างสรรค์ ความเท่าเทียม การยอมรับในข้อจำกัดของแต่ละฝ่าย การแก้ปัญหาก็จะจบลงได้ด้วยดี แม้ปัญหาอาจจะแก้ไขไปได้ไม่หมดแต่ความรู้สึกความสัมพันธ์ต่างๆก็จะดีขึ้น และจะนำไปสู่การวางระบบที่ดี ที่มีความสุขได้ง่ายในอนาคต