เคล็ดลับข้อที่ 3 จากคุณ Josef Essberger ที่ http://www.englishclub.com บอกว่า บางครั้งจะได้ยินนักเรียนบอกว่า "ฉันไม่ฟังแล้วข่าวจากวิทยุ BBC เนี่ย พูดเร็วเกินไป ฟังไม่รู้เรื่อง" เค้าบอกว่า น่าเสียดาย เพราะเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่ามันเร็วเกินไป แล้วฟังไม่รู้เรื่อง นี่แหละคือสิ่งที่แสดงว่าเราต้องหัดฟัง 

คุณ Josef บอกว่า เราจะพัฒนาการฟังได้อย่างไรถ้าไม่ฝึกหัดฟัง
เค้ายกตัวอย่างว่าตอนที่เราเป็นเด็กเล็กๆ เราก็ไม่เข้าใจภาษาของเราเอง ถูกไหม อย่างตอนเราอายุ 3 อาทิตย์, 2 เดือน หรือแม้แต่ตอนขวบนึง เราเข้าใจทุกอย่างเลยไหม แน่นอนว่า ไม่ แต่เรา เรียนรู้ที่จะเข้าใจด้วยการฟัง

เค้าให้ลองคิดดุสิว่า เราเรียนรู้ที่จะเข้าใจภาษาของเราเองโดยการฟัง วันละ 24 ชั่วโมง อาทิตย์ละ 7 วัน หลังจากนั้นเราถึงจะเรียนรู้การพูด แล้วถึงจะต่อด้วยเรียนอ่านแล้วตามด้วยการเขียน จะเห็นว่า "การฟังมาเป็นอันดับแรก"

สำหรับการที่เราไม่ได้อยู่ในที่ๆมีภาษาอังกฤษให้ฟังบ่อยๆ เค้าก็แนะนำให้ใช้สื่อต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ และในสมัยที่วิทยาการก้าวหน้าอย่างนี้ ทั้งวิทยุ ทีวี วิด๊โอ ก็มีให้เราฝึกฟังได้หลายแหล่ง รวมทั้งทาง internet ด้วย

เค้ามี link ให้ฝึกหัดการฟังภาษาอังกฤษจากสิ่งต่างๆมากมายที่
http://www.englishclub.com/listening

สำหรับเคล็ดลับข้อนี้ พออ่านแล้วทำให้เข้าใจได้เลยว่าปัญหาของพวกเราที่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษสื่อสารให้ได้ดีกับเจ้าของภาษา ทั้งๆที่เราเรียนกันมาแต่เล็กแต่น้อย ก็เป็นเพราะเราหัดผิดขั้นตอนนี่เอง ตัวเองเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นเมื่อตอนอายุสักยี่สิบนิดๆ เค้าก็มีสามระดับ ซึ่งก็เริ่มจากการหัดฟังและพูด ก่อนจะอ่านและเขียน เรียนวันละสองสามชั่วโมง อยู่สักสองปี จนถึงตอนนี้ซึ่งไม่ได้ใช้เลย แต่พอต้องพูดก็จะยังสามารถพูดพอได้ และเคยได้รับคำชมจากเจ้าของภาษาว่าพูดได้สำเนียงดี ก็ต้องยกความดีให้สสท.(สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น) ซึ่งสอนได้ถูก step สำหรับการเรียนภาษา จะเห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากและมีผลในระยะยาว