จิตอาสา บนมรรคาแห่งความสุข

ผมเคยเขียนไว้ต่างกรรม ต่างวาระว่านักเรียนแพทย์ควรจะรู้สึกว่า "ได้" ตอนที่คนไข้ได้ หากทำได้เช่นนี้แล้ว เขาก็จะเป็นแพทย์ที่มีความสุขตลอดทั้งชีวิต บางทีประโยคที่ว่านี้น่าจะนำมาขยายความ สาธก และอุปมาอุปไมยให้ชัดเจนขึ้นอีกสักหน่อย

ผมพึ่งกลับมาจากงานประชุม The 7th Annual Conference of Asia-Pacific Hospice and Palliative Care Conference ที่กรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ งานประชุมวิชาการของกลุ่ม Palliative care นี้ผมชอบมากเป็นการส่วนตัว เพราะบรรยากาศจะไม่เหมือนงานประชุมวิชาการใดๆเลย เพราะงาน palliative care นั้น มีชื่อเสียงว่าการวัด การประเมิน รวมทั้งแรงบันดาลใจให้คนมาทำ ไม่เหมือนกับวิชาการสายสาขาอื่นๆ กลุ่ม Targets ที่เราทำงานด้วยเป็นหลักก็คือผู้ป่วย และสมาชิกของครอบครัวที่อยู่ในสภาวะใกล้ถึงแก่ชีวิต คนมาร่วมงานประชุม จะไม่เพียงมีแต่ หมอ พยาบาล หรือ health care professionals  เท่านั้น แต่จะมีอาสาสมัครจากต่างที่ทำงาน ต่างอาชีพ และบางครั้ง ต่างภาษาเชื้อชาติเสียด้วยซ้ำ มาร่วมกันทำงาน เพียงเพราะ "นี่เป็นสิ่งที่ใครสักคนควรจะทำ" อันเป็นเหตุผล แรงผลักดันที่ self-less และเำพื่อประโยชน์ของผู้อื่นอย่างแท้จริง งานนี้การนำเสนอจึงเป็นในรูปแบบของเรื่องเล่าเป็นหลัก เรื่องทฤษฎีเป็นรอง เรื่องอารมณ์เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องความคิดเป็นส่วนประกอบ

บรรยากาศในงาน และรายการนำเสนอจึงไม่อึมครึม เคร่งเครียด ดวงตาของผู้มาร่วมจึงไม่อิดโรย กร้าวแกร่ง แต่อ่อนโยน และเปี่ยมความหวัง

ทำไมคนเหล่านี้ ที่ทำงานล้อมรอบด้วยคนใกล้ตาย ครอบครัวที่สูญเสีย จึงได้มีพลังที่แตกต่่างจากกลุ่มอื่นๆ? อะไรเป็น "เคล็ดลับ" ของเหล่าผู้มีจิตอาสาเหล่านี้?

สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ งานที่คนเหล่านี้มาทำ แต่ละคน "อยากทำ" และเน้นที่ "ทำ" เป็นหลัก ไม่ได้อยู่ที่ผลปลาย เหมือนกับอาชีพหมอ พยาบาล ตั้งแต่โบราณกาล ที่รักษาอย่างไร การตายก็ยังเป็นเรื่องธรรมดา แต่คนกลุึ่่มหนึ่ง ก็ยังรู้สึกว่า "ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร เราคิดว่าน่าจะมีใครสักคน ทำอะไรสักอย่างไร จึงจะเป็นเรื่องเหมาะสม" นี่คือจิตอาสาตั้งแต่เริ่มแรก และจิตอาสาที่มาด้วยแรงผลักเช่นนี้ เปี่ยมพลัง ไม่ได้มาเพราะผลลัพธ์เช่นไรจะเกิดขึ้น แต่มาเพราะเชื่อในความแตกต่างของการอาสามาทำ

ในยุคที่การวัด การจับต้องได้เป็นเรื่องสำคัญ อาจจะทำให้เกิดจิตอาสาที่คาดหวังผลมากขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายมากมายนัก แต่อาจจะทำให้ไม่สามารถตักตวงสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นจากการอาสาทำงานได้เต็มที่เท่าที่ควร

จุดเริ่มแรกของการบ่มเพาะจิตอาสานั้นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของมรรคาชีวิตที่มีความหมาย

ในจิตอาสาจะปราศจากความกลัว เพราะไม่ได้คาดหวังอะไรเพื่อตนเอง แต่เป็นการใช้พลังกาย พลังใจ พลังความคิด สร้างสรรค์เพื่อสิ่งดีงาม และเพื่อคนอื่น จากฐานที่ปราศจากอัตตายึดมั่นถือมั่นนี่เองที่เป็นกำลังสำคัญ และเป็นแหล่งพลังงานอันบริสุทธิ์ ปราศจากมลภาวะ ที่สามารถก่อเกิดเกลียวพลวัตต่อเนื่องไม่มีที่สิ้่นสุดไปได้เรื่อยๆ

อาสาสมัครจึงมีความคิดสร้างสรรค์ มีแรงบันดาลใจ ฐานความคิด เชื่อมโยงต่อกับความรู้ ความจริง ที่สังเกตและสัมผัสได้รอบตัว ทำกิจกรรมความดีแก่ผู้อื่น กลายมาเป็นความงามส่วนบุคคล ความจริง ความดี ความงาม ผสมผสานบูรณาการเป็นเนื้อเดียว เป็นเมล็ดที่งอกงามด้วยตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีแต่จะให้ ให้ ให้ เท่านั้น นับเป็นวิถีชีวิตเฉกเช่นของพระโพธิสัตว์นั่นเอง

ในการเรียนแพทย์นั้น เนื่องจากมีเนื้อหาสาระเยอะ และความรับผิดชอบในการประกอบอาชีพการทำงานนั้นสูงมาก นักเรียนแพทย์ควรจะมีจิตอาสาเป็นต้นกำเนิดพลังขับดันไปข้างหน้า อย่าไปเปรียบเทียบว่าเราเีรียนหนักกว่าผู้อื่น นั่นเป็นเพราะงานของเราในอนาคตนั้น เป็นงานอันน่าเคารพนับถือ และมีีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างมาก การที่เราฝึกทำงานหนักให้ได้ เป็นการฝึกความรับผิดชอบแต่เนิ่นๆ ฝึกรับหน้าที่ทำในสิ่งที่ได้รับมอบหมายอย่างมีเจตน์จำนง ความมุ่งมั่นที่ไม่ท้อถอยโดยง่าย เพราะงานอาชีพแพทย์นั้น เราจะต้องมีพลังใจเหลือเฟือ มาพอที่จะจุนเจือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้แก่ผู้ที่กำลังใจตก เพราะฐานกายเจ็บป่วย ฐานใจก็ไม่ค่อยดี หากแพทย์มีกำลังใจไม่มั่นคง ขาดความมุ่งมั่น ก็จะทำให้เกิดความยากที่จะไปช่วยประคับประคองผู้อื่น กลับกลายเป็นผู้ต้องการการประคับประคองแทน