เล่าเรื่องสิงคาลกสูตร ๓

เมื่อพิจารณาศีลห้าให้ละเอียดยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่าการล่วงละเมิดศีลสี่ข้อแรก ผู้ล่วงละเมิดจะมีความรู้สึกผิดอย่างทันที และความรู้สึกผิดในการล่วงละเมิดศีลสี่ข้อแรกเหล่านี้ จะเป็นไปโดยสามวาระ กล่าวคือ เมื่อแรกคิดจะทำ  กำลังทำ และหลังจากทำแล้ว ก็จะเกิดความรู้สึกผิดได้ทันที.... อนึ่ง แม้การล่วงละเมิดเหล่านี้จะผ่านพ้นไปนานเพียงใดก็ตาม ตราบเท่าที่เรายังจำได้ จิตใจเราก็จะรู้สึกหดหู่ เกิดความเศร้าหมองภายในใจ ดังนั้น การล่วงละเมิดศีลสี่ข้อแรก พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าเป็น กรรมกิเลส

ขณะที่การดื่มสุราเมรัย ซึ่งเป็นการล่วงละเมิดศีลข้อห้า พระพุทธเจ้าจัดเป็นอบายมุขหรือทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ มิได้จัดเป็นกรรมกิเลสดังศีลสี่ข้อแรก... ประเด็นนี้คัมภีร์ได้อรรถาธิบายและขยายความไว้หลายนัย (ผู้สนใจอาจค้นคว้าประเด็นเหล่านี้จากคัมภีร์มงคลัตถทีปนี ซึ่งได้รวบรวมความเห็นจากคัมภีร์ต่างๆ ไว้)....  ในที่นี้ผู้เขียนจะอธิบายเฉพาะประเด็นความรู้สึกผิดภายในใจ....

การล่วงละเมิดศีลสี่ข้อแรกจะเกิดความรู้สึกผิดแน่นอนตามนัยข้างต้น... ส่วนการดื่มสุราซึ่งเป็นการล่วงละเมิดศีลข้อห้านี้ ผู้เขียนคิดว่าต่างจากนัยการล่วงละเมิดศีลสี่ข้อแรก กล่าวคือ ก่อนจะดื่มสุราก็ย่อมไม่มีความรู้สึกผิด ขณะดื่มก็ย่อมไม่รู้สึกผิด และหลังจากดื่มแล้วก็ย่อมไม่รู้สึกผิด... ส่วนความรู้สึกผิดเพราะดื่มสุราด้วยสาเหตุอื่น เช่น พนักงานรปภ. ดื่มสุราขณะปฏิบัติหน้าที่ นั่นเป็นความรู้สึกผิดเพราะเกิดจากการผิดกฎระเบียบอย่างหนึ่งเท่านั้น มิใช่นัยที่เกิดจากการดื่มสุราเป็นเหตุ.... ประมาณนี้

เฉพาะภาษาที่ใช้ในสิงคาลกสูตรนี้ก็แตกต่างกัน กล่าวคือ ในกรรมกิเลสนั้น พระพุทธเจ้าทรงระบุชัดเจนว่า การฆ่าสัตว์ การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ซึ่งได้แก่การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม และการพูดเท็จ จัดเป็นกรรมกิเลส .... ส่วนการดื่มสุรานี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า การประกอบเนื่องๆ ซึ่งการดื่มสุรา จัดเป็น อบายมุข คือทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์

นัยที่แตกต่างกันนี้ จะเห็นได้ว่า เฉพาะการดื่มสุรา ถ้ามิใช่ประกอบเนื่องๆ มิใช่การดื่มเป็นประจำ มิใช่การดื่มมากจนเกินเหตุ ดื่มทำนองเป็นยา หรือดื่มเพื่อสังสรรค์สนุกสนานเป็นครั้งคราว โดยมีความระลึกรู้สิ่งที่กระทำไป ก็สามารถควบคุมมิให้เป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ได้... ประมาณนี้   

อนึ่ง นัยที่พระพุทธเจ้าตรัสการล่วงละเมิดศีลสี่ข้อแรกเป็นกรรมกิเลส แต่ตรัสการละเมิดศีลข้อสุดท้ายว่าเป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ในสิงคาลกสูตรนี้ สอดคล้องกับพระบาลีในมงคลสูตรว่า

  • อารตี วิรตี ปาปา มชฺชปานา จ สัญฺญโม
  • การงดเว้นจากบาป และการสำรวมจากการดื่มน้ำเมา

ซึ่งบาปได้แก่กรรมกิเลส ๔ ประการนั่นเอง... ส่วนการดื่มน้ำเมามิได้เป็นบาปในฐานะเป็นกรรมกิเลส แต่เป็นบาปในฐานะเป็นทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ในเมื่อไม่มีการสำรวม หรือในเมื่อประกอบเนื่องๆ นั่นเอง.....

ประเด็นความแตกต่างกันในฐานะมงคลชีวิตของสองข้อนี้ ผู้เขียนได้เล่าไว้บ้างแล้วที่ ปรัชญามงคลสูตร ๒๒ : ตัวแทนทางศีลธรรม (ต่อ) ซึ่งผู้สนใจอาจเข้าไปดูเพิ่มเติมได้

................

ดังนั้น ผู้ใคร่ความเจริญตามพระอริยเจ้านั้น จะต้องละกรรมกิเลส ๔ ประการเหล่านี้ นั่นคือ จะต้องไม่กระทำบาปด้วยการฆ่าหรือเบียดเบียนสัตว์ ไม่ลักขโมยของผู้อื่น ไม่ประพฤติผิดในกาม และไม่พูดเท็จ เพราะว่าการกระทำเหล่านี้จะทำให้จิตใจเศร้าหมอง และเป็นบาป... ประมาณนี้

บางคนอาจแย้งว่า เรามิใช่พระอริยเจ้า ในการดำเนินชีวิตจริงๆ หรือการประกอบอาชีพในสังคมปัจจุบัน บางครั้งเราก็มิอาจหลีกเลี่ยงกรรมกิเลสที่จัดว่าเป็นบาปได้ เช่น เพราะการประกอบอาหารเราก็จะจำเป็นต้องฆ่าสัตว์ หรืออาชญากรบางคนก็จะต้องถูกประหารชีวิต เป็นต้น....

หลักธรรมในสิงคาลกสูตรหมวดต่อมาจึงบอกว่า เราจะต้องไม่กระทำบาปกรรมโดยฐานะ ๔ และนั่นคือ คำตอบที่อาจเฉลยข้อแย้งทำนองนี้ได้ ซึ่งผู้เขียนจะนำมาเล่าในตอนต่อไป....