สวัสดีครับทุกท่าน
สบายดีกันไหมครับ...เคยนำเสนอแนวคิดไปกับท่าน อ.แสวง รวยสูงเนิน ไปหลายครั้งนะครับ ซึ่งเป็นการพูดคุยเพื่อขายแนวคิดในเรื่องการหาทางออกให้กับชุมชน ให้มีการสั่งสมฐานความรู้ปัญญาของชุมชน และเชื่อมโยงกันทั่วประเทศเพื่อเป็นเครือข่ายสำนักงานปราชญ์ชุมชน ให้เป็นเครือข่ายปราชญ์แห่งชาติ ใช้คำว่าปราชญ์ อาจจะสูงส่ง แต่ผมเชื่อว่าผู้เป็นปราชญ์แท้ๆ ในเมืองไทยยังมีอยู่เยอะครับ แล้วให้ทรัพยากรบุคคลเหล่านี้ ในการถ่ายทอดความรู้ แนวคิด จิตวิญญาณ สู่ชุมชน
มีบทความที่ อ.แสวง ได้นำเสนอไปแล้วนะครับ ได้แก่
ช่องว่างระหว่างความฝัน แผนงานและความเป็นจริงในการพัฒนา ระบบสนับสนุนเครือข่ายปราชญ์แห่งชาติ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทาง MSN กับคุณเม้ง: ความจำเป็นต้องมีสำนักงานปราชญ์แห่งชาติ
สำนักงานปราชญ์แห่งชาติ (๑) กรอบแนวคิดในการตั้ง
สำนักงานปราชญ์แห่งชาติ (๒) แนวทาง "การจัดทำโครงการต้นแบบ"
สำนักงานปราชญ์แห่งชาติ (๓) แนวทางและเป้าหมายในการดำเนินงาน
ปราชญ์ในชุมชนนั้นเป็นผู้ที่มีความสำคัญมากๆ ในการศึกษาและอยู่กับชุมชน มาเป็นเวลานาน ซึมซับกลิ่นไอของชุมชนมาเป็นเวลายาวนาน สร้างบทเรียนให้กับตัวเอง แล้วเผยแพร่ให้กับคนรอบข้างเพื่อนำไปสู่แนวคิดทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืน และอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเข้าใจ กลายเป็นการอยู่แบบชุมชนพึ่งพา เกื้อกูลธรรมชาติ
ได้ถกกับ ท่านอาจารย์แสวง ในเรื่องนี้ เพื่อหาทางออกหลายๆ ปัญหา และที่สำคัญปราชญ์ชุมชนนั้น ต้องอยู่ในชุมชน มีิอิสระมากพอที่จะทำงานอย่างอิสระในชุมชน แต่ปัญหาที่เกิดในแต่ละชุมชนย่อมมีทั้งเหมือนและแตกต่างกัน ดังนั้นที่ทำได้ก็คือ ควรจะมีโมเด็ม (ใครจะเป็น โมเด็ม ระหว่างรัฐกับชุมชน ชุมชนกับชุมชน) ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงชุมชนเข้ากับชุมชน และชุมชนเข้ากับรัฐให้ได้ แนวทางหนึ่งก็คือ การมีสำนักงานปราชญ์ชุมชนขึ้น
ถามว่าเราจะจัดการอย่างไร ใครจะเป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้
เป็นโอกาสดีมากๆ ครับ ที่ในทุกๆ จังหวัด เมื่อก่อนจะมีสถาบันราชภัฏอยู่กระจายออกไปทั่วประเทศ และกลายมาเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งแต่ละที่นั้นก็จะมีฝ่ายห้องสมุด สำนักวิทยาบริการ ห้องสมุด ซึ่งจะมีฝ่ายโสตและฝ่ายไอที ในการที่จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากันสู่ระบบเครือข่ายได้ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ดังนั้นหากได้ มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่เข้าร่วม ตลอดจนหอสมุดประชาชนร่วมกันเป็นเครือข่าย และองค์กรอื่นๆ ที่ี่สนใจ ในการเผยแพร่ภูมิปัญญาเข้าสู่ฐานข้อมูลภูิมิปัญญาของชุมชน ภายใต้สำนักงานปราชญ์แห่งชาติร่วมกัน เช่นหากชุมชนหนึ่งในภาคอีสาน มีแนวทางในการกำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าว เราอาจจะเจอปัญหานี้ ทั่วประเทศไทย แต่จะมีวิธีการต่างๆ ในการจัดการหรือการหาทางออก หากกระบวนการเหล่านี้ เชื่อมโยงเข้ากัน คนก็จะเข้าถึง หากชุมชนไหนไม่รู้วิธีการแก้ไข ก็อาจจะเข้าไปใช้บริการในระบบฐานข้อมูลปราชญ์แห่งชาติ ก็จะได้ข้อมูล จากนั้น ตัวแทนในแต่ละชุมชน ก็อาจจะมีการนัดประชุมรายเดือนกันทุกๆ เดือน แล้วนำมาเสนอ และต่อยอดความรู้กันได้ และเข้าสู่การปฏิบัติจริงครับ หากเอาไปทำแล้วไม่ได้ผล อาจจะแจ้งต่อไปผ่านตัวแทนชุมชนหรือโมเด็ม (ใครจะเป็น โมเด็ม ระหว่างรัฐกับชุมชน ชุมชนกับชุมชน) ของชุมชน เพื่อส่งไปยังระเบียนของข้อมูลนี้ ว่านำไปใช้แล้วไม่ได้ผล จากที่ไหน พร้อมข้อเสนอแนะต่างๆ ก็จะได้การนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ชัดเจนขึ้น
ตัวสำนักงานปราชญ์แห่งชาตินั้น อาจจะเป็นองค์กรหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการบริหารการนำภูมิปัญญาชุมชนไปใช้และให้บริการอย่างอิสระและทุกชุมชนเข้าถึงฐานข้อมูลอย่างอิสระ ไม่มีผลประโยชน์ทางการค้าใดๆ ทั้งสิ้น โดยจะต้องสร้างแรงศรัทธาให้เกิดกับประชาชนในประเทศได้ในทุกระดับ และทุกภาคส่วน
สำนักงานปราชญ์แห่งชาติ จะต้องดูแลปราชญ์ชาวบ้าน ในเรื่องของสวัสดิการทั่วไป เช่นด้านสุขภาพ ด้านปัญหา หรือการส่งเสริมเื้อื้ออำนวยความสะดวกให้กับปราชญ์ชาวบ้าน ในการทำงานอย่างมีิอิสระ เพื่อต่อยอดความรู้ของชุมชนให้เข้าสู่ความยั่งยืนมากขึ้น ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านทั่วประเทศเข้าด้วยกันครับ
ผมเกริ่นแค่นี้ก่อนนะครับ ไว้จะมาฝันละเมอไว้ต่อนะครับ ก่อนจะจาก ฝากภาพแผนที่ประเทศไทย ไทรงาม สำนักงานปราชญ์ชุมชนเอาไว้ดูเล่นๆ นะครับ

มีความคิดดี สร้างสรรค์ จัดตกแต่งบล็อกได้สวยงามดีมาก
lวัสดีค่ะ
กำลังศึกษาตามคุณอยู่ แนวคิดนี้ดีมาก การจะค้นหาใครสักคน เพื่อมายกย่องเชิดชู นับเป็นกุศลจิต ที่จะก่อให้เกิดความเจริญแก่ผู้คิด ริเริ่มค่ะ ทำให้เป็นจริงให้ได้ ยินดีสนับสนุน ให้ความร่วมมือค่ะ
</ul>
</ul>
“I don't want you to be only a doctor, but I also want you to be a man”
เป็นแรงใจในการเริ่มต้นในสิ่งดีอีกแรงค่ะ
</ul>
ดีจ้า น้องเม้ง
แวะมาเติมเชื้อไฟค่ะ
อิอิ เห็นว่ากำลังอุ่นเครื่อง ไง
</ul>
สวัสดีครับเพิ่มเติมนะครับ
จาก
ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของโปรเฟสเซอร์
</ul>
การอุ่นเครื่องตั้งต้นก็คือ
การวัดใจพันธมิตรอิงระบบเพื่อ KM ธรรมชาติ
ว่าใครจะพร้อมเข้ามาในตอนนี้
และใครคิดว่าเราจะปรับแผนรายละเอียดอย่างไร
ใครจะมาเพิ่มได้บ้าง
ใครจะตัวประสานในเบื้องตัน ระยะกลาง ระยะยาว
ในเรื่องอะไร
การวางแผนที่ดีสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งครับ
นี่คือการอุ่นเครื่องในความรู้สึกของผมครับ
สวัสดีค่ะน้องเม้ง
ประทับใจพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชบิดาที่เบิร์ดนำมาฝากมากเลยค่ะ เม้งแปลไว้ดีนะคะ ทำให้ได้ตระหนักว่า ไม่ว่า"การได้มา" จะมีคุณค่าเพียงไหน ก็เทียบไม่ได้กับคุณค่าของการ "ให้"
แนวคิดเรื่องสำนักงานปราชญ์แห่งชาตินี้น่าสนใจมากค่ะ และพี่แอมป์ชอบแนวคิดเรื่องฐานข้อมูลภูมิปัญญาชาวบ้านมากๆด้วย โดยเฉพาะความเป็นฐานข้อมูลแบบเปิดเพื่อให้ต่อยอด เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมได้
เห็นด้วยที่มหาวิทยาลัยในท้องถิ่น(รวมถึงราชภัฏ)ควรมีส่วนร่วมเป็นเครือข่ายนะคะ ถ้ามี "โมเด็ม" ดีๆ ที่เล็งเห็นประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นสำคัญ ก็น่าจะเชื่อมโยงฐานข้อมูลกันได้โดยไม่ยากนัก เพราะราชภัฏส่วนมากก็มีระบบฐานข้อมูลชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่แล้ว
ส่วนในเชิงเทคนิคการจัดการ ก็คงต้องร่วมคิดร่วมคุย ร่วมลุยเป็นเครือข่าย ซึ่งพี่ก็ยังเชื่อว่าผู้มีจิตสาธารณะจะมีอยู่ในทุกที่
แล้วก็ทำให้นึกไปถึงระบบ GIS ด้วยนะคะ (ไม่ทราบว่าจะใช้ระบบนี้กับงานฐานข้อมูลลักษณะที่เม้งเล่าให้ฟังได้ด้วยหรือไม่) ตอนนี้ก็ทราบว่ามีการสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น เช่น อบต. ศึกษาเพื่อการนำไปใช้จริง ราวเดือนมกราคมปีหน้าหากพี่มีโอกาสได้เข้าร่วมงานแถวบ้าน จะมาเล่าให้ฟังอีกทีนะคะ
พี่แอมป์แวะมาร่วมด้วยช่วยกัน เข้ามาร่วมฝัน(แบบไม่ทันละเมอ)ด้วยคนอะค่ะ : )
ขอให้เม้งลุยงานเสร็จไวๆนะคะ : )
สวัสดีครับทุกท่าน
พอดีย้ายหอพักครับ หายไปย้ายของ ขนของ ทำให้รู้ว่าการโยกย้ายประสบการณ์และสมบัติและการจัดการเพื่อให้ลงตัวนี่ไม่ใ่ช่เรื่องง่าย และไม่ใช่เรื่องยากเช่นกันนะครับ
ขอบคุณสำหรับความเห็นดีๆ มากๆ เลยนะครับผม
คิดถึงทุกท่านครับผม
</ul>
</ul>
</ul>
ผมศุภัทร์ลาภ ทาสะโก ขอแสดงความคิดเห็นทั่วไปที่เกี่ยวกับปราชญ์ ปัญญาถิ่นและปัญญาสากลนะครับ
ถ้าเราจะช่วยกันควานหาปราชญ์ชุมชนหรือปราชญ์ท้องถิ่นคงพอหาได้ แต่ถ้าเนินนานไปกว่านี้อาจสูญหายกลายพันธุ์ไปก่อนนะครับ
แต่ถ้าไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นต้อง(อย่างเร่งด่วน)
ให้มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศแก้ไขคำสอนและเนื้อหาการสอนในวิชาที่ว่าด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิปัญญาสากลก่อนครับ เพราะหากไม่แก้จุดนี้ความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนนี้จะถูกสอนและแพร่กระจายไปด้วยบัณฑิตราชภัฏ ประชาชน เยาวชนก็จะรับและซึมซับเอาความที่กำลังจะบอกนี้อย่างลึกซึ้งและแก้ไม่ได้
ตำราราชภัฏบอกว่า"ภูมิปัญญาสากล คือภูมิปัญญาตะวันตกและคือภูมิปัญญาสมัยใหม่"
อันนี้ผิดแบบมหันตภัยเลยนะครับ เพราะจะทำให้ภูมิปัญญาถิ่นด้อยค่าและอ่อนลงทันที่ ทั้งในความรู้สึกหรืออยากแสดงออก รวมทั้งความภาคภูมิใจไม่มีเลย ถึงมีก็รู้สึกว่าด้อยกว่าฝรั่งชาติตะวันตก
ต้องแต่งตำราและสอนกันใหม่พร้อมทั้งประกาศให้บัณฑิตที่จบไปแล้วถ่ายทอดไปแล้วด้วยว่า สอนผิดไปและส่งบทแก้ความหมายคำว่าภูมิปัญญาสากลให้ไปศึกษาใหม่ถ้วนหน้าด้วย
คำว่า หรือความหมายว่า หรือภาษาที่สื่อทั่วโลกกันว่า สากลนั้น หมายถึง "ที่ใดก็แล้วแต่ในโลกเหมือนกันหมด" หรืออาจรวมถึงในยุค หรือกาลเวลา ที่พร้อมๆกันด้วย
ภูมิปัญญาสากลมันไม่ใช่ของฝรั่งแต่พวกเดียว ภูมิปัญญาสมัยใหม่ก็ไม่ได้อุบัติขึ้นแต่เฉพาะถิ่นตะวันตกเท่านั้น มันเกิดขึ้นได้จากทุกอารยธรรม วัฒนธรรม เกิดขึ้นได้จากทุกซอกหลืบของโลกใบนี้ จากการคิด สังเกตุ ปฏิบัติ เรียนรู้ หยั่งรู้ พัฒนา ได้จากมนุษย์ทุกสายพันธุ์ ม่ใช่เฉพาะพวก คอเคเซียน พวกเดียวนะครับ
เช่น ทำไมมนุษย์ทุกพวกทุกหมู่เหล่าทุกสังคมทุกซอกหลืบในโลกนี้ ถึงทำถ้วยชามจานออกมามีขนาดเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน
คำตอบ เพราะมนุษย์ทั้งหมดมีกระเพาะอาหารขนาดเท่าหรือใกล้เคียงกัน ถ้วยชามจาน จึงถูกสร้างขึ้นมามีขนาดเท่าหรือใกล้เคียงกัน อันนี้แหละที่เรียกว่า"สากล" แม้นว่าเราจะเร่มต้นที่ถ้วยชามทำมาจากดินก็ตาม
หรืออย่างไม้จิ้มฟัน มนุษย์ก็ผลิตไม้จิ้มฟันได้ทั่วโลกเหมือนกัน นี้ก็สากล
พิณ ซอ เครื่องสายต่าง มีน้อต 7 ตัว มีบันไดเสียง 7 ขั้นเหมือนกัน น่าประหลาด อัศจรรย์ ไหมหละครับ นี้ก็สากลเหมือน แต่ราชภัฎบอกว่าต้องเครื่องใช้ไฟฟ้าถึงจะเป็นปัญญาสากล งั้นต้องกีตาร์ไฟฟ้าเท่านั้นสิถึงจะเป็นปัญญสากล ต้องแก้ไหมหรัยอย่างนี้
อย่างกระสวยทอผ้าของบ้านเรา หรือฟืมทอเสื่อ ทอผ้าก็เป็นปัญญาสากลนะครับ ฝรั่งเรียนแบบเอเซีย แต่ก่อนฝรั่งนุ่งห่มด้วยหนังสัตว์นะจะบอให้ เรานี้แหละคือเผ่าพันธุ์สากล
ตัวอย่างกระสวย คุณเคยคิดไหม่ว่าทำไมเจ่งกิสข่านถึงบุกอังกฤษไม่ได้ ก็เพราะชาวมองโกลไม่เคยทอผ้า เคยถักสานเท่านั้น เมื่อไม่รู้จักกระสวยปัญญาไม่พัฒนาจึงมองไม่เห็นเรือพาย และดินแดนมองโกลก็ไม่ต้องใช้เรือด้วย ขี้แต่ม้า พอบุกไปถึงยุโรปก็ได้แต่แปกเพราะบุกอังกฤษไม่ได้ ถ้าว่ายน้ำขนบกก็จะโดนทหารอังกฤษฟันคอขาด จึงได้ถ่อยทัพกลับ อังกฤษเองก็อยู่แต่บนเกาะขี้ม้าก็ไม่เก่ง เก่งแต่ทางเรือ ก็พายเรือไล่ล่าหามองโกลมานับร้อยปี ไม่เห็นมองโกล ไปเจอแต่เกาะฮ่องกง แล้วก็เฝ้ารอมองโกลอีกตั้ง 99 ปี ก็ถอยกลับ นี่ก็อาจจะเป็นแนวความคิดของการสร้างเกมส์หมากรุกยุคใหม่ก็ได้นะครับ เพราะเรือกับม้าไล่กันยังไงก็ไม่จน(จลย์)มีแต่อับ ผมเล่านิทานประกอบเรื่องปัญญาสากลให้ฟังเล่นๆนะครับ อาจจะจริงอย่างผมว่าก็ได้ นี่แหละเรื่องปัญญาถิ่นมันเป็นสากลอยู่ในตัวและบางครั้งปัญญาถิ่นอาจมีคุณค่ากว่าบางอย่างที่สากลก็ได้
ท่านทั้งหลายเห็นรึยังว่าปัญญาถิ่น หรือปัญญาของเราบางอย่างมันเป็นสากลอยู่ในตัวและจะพัฒนาไปได้ทั้งในทางสูงและทางกว้างแบบชาวโลกอายเลยหรือด้อยกว่าเราชนิดก้มหน้าคลานเข้ามาถามเลยก็ได้
ฝากบอกทางราชภัฏด้วยอย่าสอนให้คนไทยดูถูก ตีค่าตนเองต่ำต้อยอีกต่อไป อาจารณ์ผู้สอนและแต่ตำราของรา๙ภัฏที่ถ่ายทอดเรียนรู้กันมาอย่างสิ้นคิด ควรแก้ไขได้แล้วบ้านเมืองจะได้พัฒนา
ผมไม่ได้ด่านะ แต่ผมบอกอย่างนั้นจริงๆ
วันนี้เพียงแค่นี้ก่อน จะเพิ่มเติมใหม่ในเรื่องนี้โอกาสหน้า
ขอแก้ไขเพิ่มเติม
ความหมายของคำว่าสากล หมายถึง "สิ่งใด ขบวนการทำใด การดำเนินวิถีใด ที่เหมือนกันทั่วทั้งโลกหรือเป็นไปส่วนมาก อาจจะเกิดขึ้ยุคเดียวกันหรือไม่ก็ได้ แม้ต่างภูมิลักษณะถิ่นที่ตั้งของชุมชนก็ตาม"
ตำราที่ราชภัฏนำมาสอนที่พูดถึงนั้นอยู่ในวิชา "วิถีไทย" สอนในชั้นปีที่หนึ่ง เทอมหนึ่ง
หมายเหตุ นักศึกษาทุกคนต้องเชื่อมและฝังอยู่ในความทรงจำ เพราะไม่เชื่อตามนั้นก็ต้องเสียคะแน หรือสอบตก อาจตกได้จริงๆเพราะคำถามทดสอบข้อสอบย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นกลุ่มคำถามคล้อยตามกันหลายข้อ