วันที่ 25 กันยายน 2550
วันนี้เป็นวันอังคารของสัปดาห์ที่ 21 นับถอยหลังไปก็เหลือเพียง 50 วันแล้ว พรุ่งนี้ขึ้นต้นด้วยเลข 4 ผมเพิ่งกลับมาจากที่บ้านครับ ไปชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม ลูกสาวคนเล็ก พัฒนาการก้าวไปไกล พูดเก่ง เป็นประโยคยาวๆ ถามตอบคล่องแคล่ว ชอบร้องเพลง กินข้าวเอง ยอมให้แปรงฟันโดยดี ลูกสาวคนโต ฟันหน้าหลุดไปอีกซี่ เลยเป็นหลอลี่เต็มตัว ยิ้มทีไรเห็นเกือบถึงลิ้นไก่ คนนี้เรียนเก่ง เธอบอกว่าประกาศผลสอบบางวิชา วิชาสังคมได้ที่ 1 วันนี้ได้มาอีกวิชา รู้สึกว่าจะเป็นการงาน ได้คะแนนสูงลิ่ว ผมก็ได้แต่พยายามเตือนว่า อย่าหลงใหลกับคะแนนมากนัก พ่อไม่อยากให้ลูกคร่ำเคร่งกับการสอบมากเกินไป เรียนให้สนุกก็พอ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมยังต้องไป round ตอนเช้าตามปกติ แต่ round กับคุณหมอลุปน่าแทน เนื่องจากอาร์เธออยู่เวร เขาเลยขอ round วันอาทิตย์ เขาเปิดฉากการอยู่เวรด้วยการโทรศัพท์ด่าหมอเวรเมื่อคืนวันศุกร์เสียนาน ด่าสียงดังลั่นวอร์ดเชียว เริ่มต้นได้ดีจริงๆ ลุปน่ากระซิบบอกผมด้วยว่า คนที่จะถูกด่าคนต่อไปก็คือเธอเอง เพราะเมื่อคืนเป็นเวรของเธอ ผมเลยบอกว่า งั้นผมไปก่อนนะ ขี้เกียจอยู่ดูคนถูกด่า ว่าแล้วก็ออกไปซื้อผลไม้แล้วก็กลับบ้านในทันใด <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ผมถึงบ้านตรงเวลาเป๊ะ ลูกสาวทั้ง 2 ก็มารับพร้อมกับแม่ของเธอเช่นเคย พี่แป้งทักทายพ่อด้วยการกอดและจูบ ส่วนคุณจ้าถูกรัดอยู่ใน car seat เลยไปกอดและจูบก่อนที่พ่อจะเป็นคนขับรถกลับบ้านเอง วันนั้นตอนเย็นพี่แป้งเสนอว่าอยากกินสเต๊กที่ร้านเบซิล ร้านนี้เป็นที่ชอบของลูกสาวคนโต เนื่องจากพี่เปิ้ล (อ.กรัณฑรัตน์) ได้เคยพาไปกิน แล้วเธอติดใจชี๊สทอดและสเต๊กแซลมอนขึ้นมา ส่วนคุณจ้าไม่มีการเลือก ใครไปที่ไหนหนูไปที่นั่น ใครจะกินอะไรหนูกินได้หมด คนเล็กนี่สงสัยจะติดนิสัยการกินเหมือนพ่อ ปัญหาตอนนี้ก็คือ เธอไม่ยอมกินนมอีกเลยหลังจากที่อาเจียนและท้องเสียเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อนนู้น แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาของผม เพราะผมไม่เคยสนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว คนที่ร้อนใจเห็นจะเป็น แม่ ย่า และยายเท่านั้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เช้าวันอาทิตย์เราตื่นเช้าเพื่อไปกินเกาเหลาเลือดหมูเจ้าประจำที่หน้ากิมหยง คนขายทักทาย บอกว่าผมหายไปนาน ท่านนี้เป็นคนขายที่น่ารักมาก ดูแลลูกค้าอย่างดี ถ้ามีเด็กมาจะจัดเก้าอี้ซ้อนกันให้เด็กนั่งสูงๆแทน น่ารักจริงๆ พี่แป้งกินข้าวหมดไปเลย 1 ถ้วย ส่วนคุณจ้าหมดไปครึ่งถ้วย น่าประทับใจพ่อมาก ส่วนมื้อเที่ยงไปกินกันที่ฟูจิ ที่ลีการ์เด้น ที่ไปที่นี่ก็เพราะว่าอยากจะพาลูกไปหาหมอฟันเด็ก พี่แป้งรบเร้าอยากจะไป (เพราะได้ของขวัญจากหมอฟันทุกครั้ง) ส่วนคุณจ้า ซึ่งรู้ตัวว่าตัวเองฟันผุ เลยบ่ายเบี่ยง พูดตลอดว่า “ไม่หาหมอฟัน” ดูเธอสิครับ รู้เรื่องแค่ไหน นี่อายุ 1 ปีกับ 11 เดือนเต็มครับ แต่ทว่าไม่มีคิว เลยบอกจิ๋มว่า ให้นัดในช่วงที่ผมกลับมาแล้วก็ได้ จริงๆแล้วผมอยากไปหาในโรงพยาบาลทันตกรรมในม.อ.มากกว่า แต่เนื่องจากเรายุ่งทั้งคู่ เลยหาเวลาในช่วงเวลาราชการได้ยากมาก แต่จะลองดูสักครั้งเมื่อได้กลับบ้านถาวรไปแล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ตอนแรกเราตกลงกันว่าจะไปกินไอศกรีมกันต่อ แต่เนื่องจากฟูจิทำเอาเราแน่นพุง เลยตัดสินใจกลับบ้านกันก่อน คงเหลือแต่คุณจ้าที่บ่นตลอดทางว่า จะกินไอติมและก็หลับคารถไป ตื่นมาอีกทีตอนเย็นพ่อก็พาขึ้นรถจักรยานปั่นรอบอ่างน้ำเพื่อระลึกความหลังกัน พี่แป้งถีบเองเป็นแล้ว เมื่อก่อนนั่งกับพ่อหมด จ้าอยู่เก้าอี้ด้านหน้า พี่แป้งอยู่ตะกร้าด้านหลัง ตุเลงตุเลงกันไปตลกดี ตอนนี้ก็กลายเป็น 2 คัน ส่วนแม่ล้างจานครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> มื้อเย็นวันอาทิตย์ เราออกไปกินข้าวต้มร้านนายยาว ลูกสาวทั้ง 2 ได้ลองกินผัดหอยลาย ดูลูกกินแล้วชื่นใจครับ เธอติดใจหอยลายผัดกันทั้งคู่ เอ๊ะ ทำไมผมจึงต้องพูดว่าลองกินน่ะหรือครับ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> พี่แป้งเป็นเด็กกินยากมากตั้งแต่เด็กๆ อะไรที่เธอไม่เคยกิน ก็แทบจะไม่แตะลิ้น โดยเฉพาะอาหารทะเล หลังๆนี้เริ่มติดใจหอยชักตีน สืบเนื่องมาจากการได้ไปกินที่กระบี่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ปูและกุ้งไม่ต้องพูดถึง ไม่กินเด็ดขาด จนกระทั่งเมื่อได้ไปที่สิงคโปร์เมื่อเดือนก่อน ได้ลองกินปูผัดพริกไทยดำ แล้วถูกโฉลก กอปรกับเราตื่นเต้นว่าเธอกินเผ็ดๆได้ เธอเลยได้ใจ วันต่อมาก็กินสลัดกุ้งแล้วพบว่ามันอร่อย จากนั้นมาเธอเลยเริ่มกินได้ดีขึ้นและดีมาก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ส่วนคุณจ้า ในช่วงที่เธอดูดแต่นมทั้งวันจนฟันผุนั้น เราตัดสินใจให้เธอเลิกนมแบบละมุนละม่อม โดยการบอกเธอว่า พ่อกับแม่จะทิ้งขวดนมแล้วนะจ๊ะ นานราว 2 สัปดาห์ เธอก็บ่นทุกวันว่าจะเอานมขวดเป็นการหยั่งเชิง จนถึงวันนั้นจริงๆ ไม่มีนมขวดเลย (ผมอยู่ที่สิงคโปร์ครับ เลยไม่ทรมานใจมากเท่าแม่เขา) เธอร้องไห้อยู่คืนเดียว วันต่อมาจึงดูดนมกล่องได้เลย เล่นเอาทุกคนตะลึงตึงตึง แต่ดูดไปแค่ 1 สัปดาห์ ก็ท้องเสีย จากนั้นมาก็ไม่ดูดนมอีกเลยเช่นกัน ย้อนหลังไปขณะที่เธอดูดนมทั้งวันนั้น ว่าไปแล้วก็ราวๆ 3 ขวด (6-7 ออนซ์ต่อขวด) ตอนกลางวัน และ 4 ออนซ์ตอนกลางคืนเท่านั้นเอง แต่เนื่องจากดูดแบบจิบทั้งวัน จึงเกิดผลเสีย 2 อย่าง ก็คือ ฟันผุอย่างรวดเร็ว และไม่กินข้าว บางมื้อได้แค่ 3 คำเท่านั้น แต่ตอนนี้ไม่มีนม เธอจึงกินทุกอย่างที่ขวางหน้า กินเก่งกว่าพี่แป้งในอายุเท่าๆกันมากเลย ถึงตอนนี้ก็เลยเบาใจ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เรื่องกินของลูกนี่ต้องถามผม เพราะว่ามีประสบการณ์โชคโชนครับ ผมคิดเสมอว่า ผมยังโตได้เลย นมก็ไม่เคยกินมากมายเหมือนเด็กสมัยนี้ ลูกผมก็ต้องโตได้ ไม่กินนมก็ช่างหัวเธอ เราเป็นลูกคนไม่ใช่ลูกวัวครับ คนที่มาปรึกษาผมเรื่องลูกไม่กินเลยผิดหวังกลับไปทุกราย เพราะท่านๆที่มาปรึกษาว่าลูกไม่กินนั้น ตัวใหญ่กว่าลูกผมทุกคน (ขำไม่ออกเลยแฮะ) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เราปิดท้ายมื้อกลางคืนที่ไอศกรีม Swenzen ที่คาร์ฟู พี่แป้งลองกินช๊อกโกแล็ตแล้วติดใจ ส่วนจ้าก็ตักไอศกรีมกินเอง สะใจพ่อมันครับ ตื้นตันตื้นตัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> วันจันทร์ผมไปส่งพี่แป้งที่โรงเรียน พาคุณจ้าไปด้วย แล้วเลยไปส่งแม่เขาที่โรงพยาบาลราษฎร์ยินดี แล้วกลับมานอนเล่นกับจ้าที่บ้าน ตอนเที่ยงก็บอกเธอว่า พ่อจะไปกินข้าวนอกบ้านกับแม่นะ ให้ลูกอยู่บ้านกับป้าเขียด เธอก็ไม่ว่าอะไร ไม่ตาม (น่ารักจริงๆ) ผมไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านเฮียปิง ร้านนี้เรามากินกันบ่อยเพราะอร่อยถึงใจ (ต้องลอง) โดยเฉพาะกลุ่มอาจารย์สูติฯที่นำโดยผม เจ๊จิน พี่หลิง พี่เปิ้ล อ.สุธรรมและเกี๊ยง ซึ่งเราจะออกมากินกันทุกวันพุธ เมื่อวันก่อนอ.สุธรรม (พวกผมเรียกท่านว่าป๋า) mail มาหาบอกว่าทุกคนคิดถึงผม ทุกวันพุธเดี๋ยวนี้ไม่มีการกินเที่ยงด้วยกันแล้ว เขาบอกว่า “รอน้องแป๊ะก่อน”<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> พูดเรื่องรอผมนี่ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ภาควิชารอผมอยู่ ก็คือการจัดกิจกรรมจริยธรรมสัญจร ซึ่งเป็นกิจกรรมเด่นของภาควิชาสูติเราที่พาอาจารย์ แพทย์ใช้ทุนและแพทย์ประจำบ้านออกไปเที่ยวต่างจังหวัด โดยจัดกิจกรรมสอดแทรกจริยธรรมเข้าไปด้วย ครั้งแรกเราจัดที่อ.สิชล ตอนนั้นเราจัดเรื่อง “เทคนิคการบอกข่าวร้าย” ครั้งต่อมาจัดที่จ.ตรัง เราจัดเรื่อง “การทำงานเป็นทีม” เราเคยนำเสนอกิจกรรมนี้ในงานนำเสนอ QA ของคณะด้วย ทราบมาว่าหลังๆนี้ หลายภาควิชาได้จัดกิจกรรมนี้กันหลายภาควิชาแล้ว ดีจริงๆครับ นี่กลับไปคงต้องจัดให้อีก ซึ่งผมมีโปรเจ็คในหัวแล้วครับ นั่นคือจัดเรื่อง “palliative care” และเรื่อง “กิจกรรม 5ส.” เรื่องหลังนี้เป็นยาขมของพวกผมจริงๆ จะลองดูว่าจัดแล้ว จะทำให้เรารู้สึกดีกับมันขึ้นบ้างไหม และผมวางแผนไว้ว่า จะส่งหนังสือเชิญแพทย์ประจำบ้านของสถาบันอื่นให้มาร่วมด้วย จะได้รู้จักกันและเชื่อมความสัมพันธ์ด้วยกัน คิดไปไกลเลยครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เย็นวันจันทร์นี้เรากินข้าวที่บ้านกันครับ หลังจากที่ออกนอกบ้านทุกมื้อตั้งแต่พ่อกลับบ้านมา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ตื่นเช้าขึ้นมาวันนี้ (วันอังคาร) ผมก็บอกลูกสาวคนเล็กว่า พ่อจะไปสิงคโปร์อีกแล้วนะ คราวนี้ไป 12 วัน แล้วจะกลับบ้านติดกัน 2 สัปดาห์เลย เธอยิ้ม แต่ไม่รู้ว่าเข้าใจที่ผมบอกหรือไม่ ผมเลยพาไปดูที่ปฏิทิน แล้ววงให้ดูว่าจะกลับวันไหนบ้าง เดือนหน้าพ่อกลับบ้าน 3 ครั้ง (จนไปเลยครับ) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ตอนเช้าไปส่งพี่แป้งที่โรงเรียน แล้วพาคุณจ้าไปกินแต่เตี้ยมร้านอารี เธอลองกินแปะก๊วยแล้วติดใจ กินไส้กรอกและขนมจีบ แล้วไปส่งแม่ที่ที่ทำงาน ระหว่างทางกลับก็หลับคารถ เพราะว่าเมื่อคืนนอนดึก ที่ดึกเพราะว่ากลัวพ่อหาย เมื่อวานเป็นคืนแรกที่เธอยอมให้พ่อลงไปนอนกอดเธอในที่นอนจนนอนหลับ เมื่อก่อนต้องแม่เท่านั้น เล่นเอาผมชื่นใจอยู่นาน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> พ่อตามาถึงที่บ้านราว 10 โมง คราวนี้เป็นเวรท่านที่ต้องมาเฝ้าหลาน นี่ผมช่างมีบุญจริงๆครับ มาเรียนที่นี่เป็นเดือนที่ 5 แล้ว พ่อตา แม่ยาย และแม่ตัวเองต่างก็ผลัดกันมาอยู่เป็นเพื่อนที่บ้าน ช่วยให้ผมคลายความกังวลได้อย่างมาก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> คุณจ้าตื่นขึ้นมาราว 11 โมง ผมเลยพาออกไปซื้อของที่หน้าม.อ. ผมให้เธอเลือกซื้อฝาครอบส้วมด้วยตัวเอง เพราะว่าจะฝึกให้ลูกขับถ่ายโดยไม่ใส่ผ้าอ้อมอีกต่อไป เธอสามารถบอกความต้องการได้แล้วด้วย และนี่ก็เป็นพัฒนาการอีกขั้นที่ลูกทำได้ จากนั้นก็มาส่งให้เธอกินข้าว และบอกลาลูก เพราะว่าพ่อจะไปไหนคะ ผมถาม เธอก็กระซิบแบบทะเล้นว่า “สิงคาโป” เรื่องทะเล้นนี่เป็นที่ยอมรับกันว่าได้มาจากผมเต็มๆ จากกันครั้งนี้ชื่นมื่น เพราะว่าไม่ร้องไห้ บ๊ายบายส่งพ่ออย่างดี แล้วผมก็ไปรับจิ๋มเพื่อไปกินข้าวเที่ยง เราอยากกินข้าวขาหมูอาเก๊า แต่ไม่ขาย เลยเวียนไปที่ก๋วยเตี๋ยวเรือถนนแสงจันทร์ ก็ปิด เอ๊ะ ยังไงกัน เลยไปที่ร้านข้าวมันไก่คลองเตยแทน ก็ได้กินสมใจ ก่อนกลับได้สวัสดีอ.อุทัย ท่านบอกว่า เดือนก่อนมีคนที่กรุงเทพติดต่อท่านมา เพื่อให้ผมไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องเพศศึกษาที่กทม. ก็เลยงงเล็กน้อยว่าเขารู้จักผมได้อย่างไร <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ไปรับพี่แป้งที่โรงเรียนตอนบ่ายโมง เพื่อจะได้ไปส่งพ่อที่สนามบิน ผมได้คุยกับครูไก่ซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียนเล็กน้อย บอกเธอว่า ลูกสาวเปิดเทอมหน้าคงต้องลาหลายหน ครูไก่บอกว่าจำได้ ว่าครอบครัวเราจะลาทุกเดือนพฤศจิกายน เพราะแม่เขามีประชุมราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ประจำปี เราเที่ยวกันทุกปี ปีที่แล้วไปปากช่อง เราบอกครูไก่ว่า ปลายเดือนเราจะไปเที่ยวฉลองการเรียนจบของพ่อ (และแม่ประชุม) จิ๋มวางแผนจะให้เรานั่งรถไฟไปนอนที่หัวหิน 2 คืน แล้วพักที่กรุงเทพอีก 3 คืน ซึ่งพี่แป้งต้องลาหยุด กลางเดือนธันวาคมก็ต้องลาอีก 1 สัปดาห์ เพราะว่าพ่อไปประชุมเรื่องแท้งที่เชียงรายในวันที่ 11-13 และเป็นวิทยากรที่กรุงเทพต่อในวันที่ 14 ลูกก็เลยติดสอยห้อยตาม(ไม่ใช่ติดส้อยหอยตามนะครับ) ไปด้วย เรื่องการตามไปเป็นพรวนนี้เป็นที่รู้กัน พี่แป้งตามผมไปเกือบทุกที่จนเป็นที่รู้จักในหมู่อาจารย์ผู้ใหญ่ที่ร่วมงานด้วย ต่อไปนี้ก็เพิ่มคุณจ้าเข้าไปอีก 1 คน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เรื่องเที่ยวกับเรียนนี่ ผมเคยคุยกับครูไก่ว่า เรื่องเที่ยวมีความสำคัญกับชีวิตลูกผมมากครับ เพราะว่าครูคงสอนเรื่องนี้ได้ไม่ดีเท่าพ่อ การเที่ยวเป็นการเรียนที่ดีและสนุกกว่าในห้องเรียน และผมก็ปฏิบัติอย่างนี้เสมอมาตั้งแต่ลูกเข้าโรงเรียน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ผมถึงสิงคโปร์ราว 5 โมงครึ่งตรงตามเวลาเป๊ะ มากินข้าวเย็นราคาถูกที่ Rochor center แล้วกลับบ้าน จบลงไปอีกวัน สิงคโปร์
สวัสดีครับ
อ่านบันทึกแล้วนึกภาพตาม เป็นครอบครัวที่น่าอิจฉามากๆนะครับ
นานๆจะได้กลับมาบ้านก็ชดเชยความสุขนั้นเต็มที่นะครับ หากจะให้ดีเอารูปมาใส่ไว้ในบันทึกก็ดีนะครับ
เวลาดีๆของชีวิต..
ได้ชาร์ทแบตเตอรี่เต็มๆเลยนะครับ... ;)
พี่แดงครับ อย่าอิจฉาผมเลย
มีรักก็มีทุกข์จริงๆ ทุกข์ที่ต้องจาก ทุกข์ที่ต้องเป็นห่วง หลากทุกข์หลากระทมครับ
สุขก็มีมากจริง ม๊ากมาก เมื่อคืนก่อน อ่านหนังสือของพระ ว.วชิรเมธี ให้ลูกฟัง เรื่องนี้พอดีเลย ได้อธิบายให้พี่แป้งฟังด้วย ไม่รู้ว่าจะเข้าใจหรือไม่ แต่ก็ให้เธอเปรียบเทียบความรู้สึกเมื่อต้องไปส่งพ่อที่สนามบิน นั่นแหละ ทั้งรัก ทั้งสุขและทั้งทุกข์ เธอทำท่าเหมือนจะเข้าใจ และหลับไปเลยครับ
สวัสดีครับคุณเอก
เรื่องเอารูปใส่นี่เป็นปัญหาของผมเองครับ เพราะว่าใช้ Vista ซึ่งมีปัญหาเรื่องโปรแกรม เคยทำตามที่พี่โอ๋ อโณ แนะนำ แต่ทว่าโปรแกรมนั้นเข้ากันไม่ได้ เลยเลิกไปก่อนชั่วคราว เพราะว่าเสียเวลามาก
ผมเองก็แอบอิจฉาคุณเอกเช่นเดียวกัน เรื่องอะไรน่ะหรือ
เที่ยวพร้อมทำงาน น่าอิจฉาจะตายไป
ทำงานไป ได้หนังสือออกมาเล่มหนึ่งแล้ว ปกสวยเสียด้วย น่าอิจฉาจริงๆ
แปลกดีนะครับ..วิสต้ากับปัญหาเรื่องการขึ้นรูป ทำให้ผมอดดูรูปน่ารักๆของลูกๆหมอเลย
คราวที่แล้วมีบันทึกหนึ่งครับ ที่มีรูป..เลยได้เห็นหน้าค่าตาเด็ก น่ารักมากๆ
ผมทำงานแบบ นักวิจัยอิสระครับ ก็ไปเรื่อยของผม ตามใจครับ แต่ก็วางแผนเรื่องเรียนแล้วครับ คิดว่าโอกาสต่อไปก็อาจจำกัดเรื่องเวลามากขึ้น
มีโอกาสผมไปเยี่ยมนะครับ กะว่าจะไป จะเอ๋ กับ หมอเต็ม ด้วยครับ คิดถึงท่านมาก...
เรื่องการเขียน ผมเองเขียนเรื่องลงนิตยสาร หนังสือพิมพ์ แต่ไม่เป็นชิ้นเป็นอันครับ ก็มาถึงเล่มนี้หละครับ..
ขอบคุณครับที่ชมว่า "สวย" เป็นรูปที่ผมถ่ายเอง ในหมู่บ้านบนดอย
จริงเหรอครับคุณเอก
ไปถึงเมื่อไหร่ บอกวันและเวลาด้วยครับ ถ้าถึงตอนเย็นไปรับที่สนามบินได้เลย
จะพาไปกินข้าวต้มขากบ
ผมกำลังจินตนาการเรื่อง ข้าวต้ม "ขากบ" มันเป็นยังไง??
หอยชักตีน ผมเคยไปทานที่กระบี่ครั้งหนึ่ง ติดใจมาก ร้านที่อยู่เป็นกลุ่มๆในสวนสาธารณะสักแห่ง..
ประทับใจอีกอย่าง คือ "ขนมจีน" นะครับ ชอบผักเยอะๆ เป็นผักพื้นบ้านทางใต้
สวัสดีค่ะคุณหมอ
sasinanda
เล่าเรื่องสนุกตามเคยค่ะ
ดุแต่หัวเรื่อง นึกว่า เป้นเรื่องเด็กไม่กินข้าว รีบเข้ามาอ่านเลย ตอนนี้ มีปัญหา หลานไม่ค่อยยอมทานข้าว กว่าจะหมดถ้วย ก็เล่นเอาเหนื่อยกันหมด เขาเบื่อ กับข้าเดิมๆ เลยต้องสรรหา ทำไม่ให้ซ้ำในมื้อติดกัน แต่ชอบผลไม้มาก และชอบนม
นี่คือปัญหาของครอบครัวตอนนี้ แต่พอไปตรวจสุขภาพ น.นได้ 74 percentitle ความสูงได้70 percentile หมอบอก ไม่ผอมหรอก
เลยจริงอย่างคุณหมอว่า คนที่มาปรึกษา ลูกไม่ผอมสักคน
คนเป็นพ่อแม่ จะเดือดร้อนมาก ถ้าลูกกินไม่ค่อยดี บางทีกังวลเกินกว่าเหตุค่ะ
สวัสดีครับคุณศศินันท์
คงไว้ซึ่งหลักการเดิมครับ คนเราเกิดมาเพื่อมีชีวิตครับ
ไม่มีใครยอมอดจนตาย ดูอย่างคนที่ประท้วงอดอาหารนั่นสิครับ
ลูกผมเป็นลูกจับกัง ผมบอกคุณแม่ที่มาปรึกษาผมเสมอ เลี้ยงแบบอดๆอยากๆ มันยังโตได้เลย เรียนเก่งซะด้วย
ลูกผมไม่กินนม ผลก็คือ ไม่ค่อยแพ้อาหาร ไม่ค่อยเป็นหวัด (ก๊อก ก๊อก) ไม่มีโปรตีนแปลกปลอมจากนมเข้าไปกระตุ้น (นี่เป็นความเชื่อส่วนตัวจากการสังเกตครับผม)
ลูกกินเองบ้าง ป้อนบ้าง พอเธอบอกว่าอิ่ม เราก็หยุดทันที คือเราต้องเคารพเขาเช่นเดียวกันครับ เขาจะโกหกหรือล้อเราเล่นผมไม่สน แต่เมื่อบอกว่าพอ ผมก็หยุดทันที
เด็กที่กินนมมาก จะอิ่มนานครับ ดูอย่างคนเล็กก่อนเลิกนมขวด ไม่ยอมกินข้าวเลย ตอนนี้ไม่มีนม ท้องเลยหิวบ่อย ผมเลยสบายใจแล้ว
สวัสดีค่ะคุณหมอธนพันธ์
ตามอ่านมาถึงบันทึกนี้เลยแวะมาเยี่ยมค่ะ ชอบทุกครั้งที่คุณหมอเล่าเรื่องลูกสาวที่น่ารักสองคน(รวมถึงความเป็นคุณแม่ที่น่ารักและเอาใจใส่ลูกมากๆของภรรยาคุณหมอด้วย) คุณหมอเล่าได้มีชีวิตชีวาน่าอ่านนะคะ
นอกจากจะได้หัวเราะเพราะอารมณ์ขันสนุกๆในบันทึกของคุณหมอแล้ว เวลาคุณหมอเล่าเรื่องลูกๆ ยังทำให้นึกถึงที่คุณอาคนหนึ่งเคยบอกไว้ว่า "เด็กน่ะ... สุขทุกข์รู้เลย" ดิฉันชอบจัง
เด็กๆช่างไร้เดียงสานัก รู้สึกอย่างไร เป็นอย่างไร ก็แสดงออกเช่นนั้นได้อย่างน่ารัก คือถึงแม้ว่าบางทีจะดื้อสุดชีวิต แต่ในความดื้อสุดชีวิตของเด็ก
........ก็ยังดูน่ารักกว่าผู้ใหญ่อยู่ดีอะค่ะ... อิอิ
ปล.เข้ามาดีใจ(ร่วมกับพี่โอ๋)อีกทีที่คุณหมอชอบเพลงของคุณJim Croce นะคะ
สวัสดีค่ะ...
สวัสดีครับอาจารย์ดอกไม้ทะเล
(อาจารย์หมายถึง Sea anemone ใช่ไหมครับ)
ผมเป็นคนรักเด็กครับ ชนิดที่ว่าประกวดนางสาวไทยได้เลยเชียว (ฮา)
เพื่อนผมบอกผมว่า หากเด็กคนไหน ที่ผมเล่นด้วยแล้ว ไม่เกินครึ่งชั่วโมง เด็กคนนั้นจะติดผมทันที ผมเองก็เพิ่งรู้ตัวแฮะ
เด็กป่วย เป็นสุดยอดแห่งความทรมานใจ เลยไม่สามารถเรียนต่อด้านเด็กได้ครับ
กลับบ้านครั้งนี้ ผมเอา CD เพลงฟ้าจรดทรายไปฟังที่บ้าน ภรรยาผมอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากฟังเพลงนี้เมื่อ 2 เดือนก่อน
และเช่นเคย ผมไม่ได้ฟังอย่างตั้งใจ เพราะลูกสาวคนโต เธอถามตลอดเวลา ว่าเหตุการณ์ตอนนี้เป็นยังไง เรียกว่าถามทุกครั้งที่ขึ้นเพลงเลยก็ว่าได้ และตอนนี้เธอบอกว่าไม่อยากฟังแล้ว สงสัยกลัวตอนที่จะมีการลอบสังหารกัน ลูกสาวผมนี่ สุดยอดจริงๆ
เรื่อง Jim Croce ยังหาซื้อไม่ได้เช่นเคยครับ ตอนนี้ฟังใน You tube ไปพลางๆครับ
สวัสดีครับอาจารย์หญ้าบัว
ใครๆที่มีครอบครัวที่ถูกมองว่าน่ารัก นั่นคงเป็นเพราะเรารักกันนะครับ
บางครอบครัวระทม เพราะลูกไม่เป็นดั่งใจ แต่ในคำว่าไม่ได้ดั่งใจนั้นก็ซ่อนเร้นไว้ด้วยหลายสิ่งครับ เพราะความคาดหวังของเรามักทำให้เราเจ็บปวดได้ง่ายๆ
ผมคุยกับภรรยาไว้นานแล้วว่า เราจะไม่คาดหวังว่าให้ลูกเป็นดั่งใจเราต้องการ ขออย่างเดียวเถอะ คือการเป็นคนดี เท่านั้นเองครับ
สวัสดีครับอาจารย์ขจิต
น่ารักครับ ยืนยัน นอนยัน นั่งยัน และวิ่งยัน
ที่แตกต่างจากท่านแผ่นดิน แดนไทย คงจะเป็นของผมไม่สังคมจัดเท่าท่านทั้ง 2 ครับ
พยายามพาออกงานเหมือนกัน แต่ติดขี้อายเหมือนแม่เขา (พ่อเธอด้านสุดๆครับ ขอบอก)
สวัสดีครับ...
น่ารักมากครับ... ผมชอบบรรยากาศเช่นนี้มาก แต่บางทีก็ดูเคว้งเหมือนกัน
คราวนี้ไป 12 วัน แล้วจะกลับบ้านติดกัน 2 สัปดาห์เลย เธอยิ้ม แต่ไม่รู้ว่าเข้าใจที่ผมบอกหรือไม่ ผมเลยพาไปดูที่ปฏิทิน แล้ววงให้ดูว่าจะกลับวันไหนบ้าง
สวัสดีครับอาจารย์แผ่นดินแดนไทย
"เคว้งคว้างเหมือนหลงทางกลางป่า ยืนมองฟ้าไร้ดาว"
เพลงนี้ผมฟังเมื่อปี 2534 ขณะที่เป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่ 2 ร้องโดยศรัญญ่าครับ
เหตุการณ์นี้คงจะจริงในช่วง 2 เดือนแรกที่สิงคโปร์ แต่ตอนนี้ลูกสาวผมพัฒนาการก้าวไปไกลครับ
เมื่อกลับบ้านไปครั้งต้นเดือน เธอทราบว่าผมจะจากไปอีก คืนนั้นไม่ยอมนอนเลย เพราะกลัวพ่อหาย
แต่รอบนี้ ผมคุยและถามเธอเพื่อลองประเมินความเข้าใจ (ในระดับอายุ 1 ปี 1 เดือน) รอบนี้นอนหลับดี ให้ผมนอนกอดในที่นอนของเธอ ตื่นขึ้นมาก็ตะกายขึ้นมากอดพ่อตอนเช้า ตอนที่พ่อจะออกจากบ้าน ก็บ๊ายบาย ไม่โวยวาย
อย่างนี้เรียกว่าเห็นฝั่งครับ ไม่มีคลื่นลม ไม่มีโขดหิน เพราะว่าเดือนหน้ากลับบ้าน 3 ครั้ง และก็จบแล้ว ครั้งที่ 4 ที่บินกลับ เป็นครั้งที่จะได้อยู่บ้านถาวรแล้วครับ นี่จะว่าไป ผมเริ่มเห็นท่าเรือแล้วนะครับท่าน เห็นแผ่นดินแล้ว (ยืมมาใช้หน่อยนะครับ)
เมื่อคืนเขียนความเห็นตั้งยาว แต่พอกดบันทึกปั๊บก็ error ขึ้นมา เซ็งไปเลยค่ะ มาใหม่อีกรอบ
จะมาบอกว่าร.พ.ทันตกรรมม.อ.เรามีนอกเวลาด้วยนะคะ เห็นมีเด็กเล็กๆมาทำเหมือนกัน น้องฟุงลูกพี่โอ๋ก็กลัวการทำฟัน แต่ชอบหมอฟันและผู้ช่วยค่ะ ครั้งหลังสุดฟันน้ำนมโยก เค้าเจ็บเลยถามว่าจะไปถอนไหม เค้าไม่เอาจะให้หลุดเอง เพราะครั้งแรกที่เคยไปถอนฟันโยกต้องฉีดยาชา เจ็บตอนฉีดยาน้ำตาไหล น้องฟุงประทับใจผู้ช่วยคุณหมอว่า พี่เค้าเช็ดน้ำตาให้ด้วย ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากหา แต่ดีที่เขารักษาฟันได้ค่อนข้างดีค่ะ
กับเรื่องกินของลูก ที่พี่โอ๋ก็คิดว่าเป็นลักษณะเฉพาะตัวของทั้งเด็กและพ่อแม่แต่ละบ้านจะเอามาปรับใช้กันบางทีก็ทำไม่ได้ แต่วิธีที่พี่โอ๋ใช้กับลูกๆและเห็นว่าดี เป็นนิสัยติดตัวลูกมาจนถึงปัจจุบันก็คือ ทุกครั้งที่ถึงเวลากินต้องกิน กินให้หมดจานไม่เหลือทิ้ง เราจะดูเอาตามสภาพน่ะค่ะ ตอนเขาเล็กๆ ถ้าเขาดูไม่อยากกินก็จะตักให้น้อยๆ (น้อยขนาด 2 ช้อนก็เคยมี) แต่ต้องกิน เวลาตักข้าวก็ให้ตักเท่าที่คิดว่าตัวเองจะกินหมดเท่านั้น ไม่อิ่มเติมเท่าไหร่ก็ได้ แต่ห้ามเหลือ ตอนเขาเล็กๆเราจะค่อนข้างจะสร้างวินัยในชีวิตประจำวันให้เขาหน่อย (ใช้เทคนิคบังคับแบบไม่ให้ลูกรู้ตัวมากน่ะค่ะ) ตอนนี้ที่เขาโตแล้ว ได้เห็นผลว่าสิ่งที่เราฝึกเขานั้น เป็นสิ่งที่ดีที่พ่อแม่ควรทำเพื่อลูกค่ะ เขาได้ลักษณะกินง่าย อยู่ง่าย ไม่เรื่องมากติดตัวมาตลอดเลยค่ะ เรื่องอะไรที่เป็นหน้าที่ต่อตัวเองของลูกเขาก็จะทำจนเป็นนิสัย เราไม่ต้องไปจ้ำจี้จ้ำไชอะไรอีก
อ้อ...คราวหน้าที่เจออ.เจษ จะฝาก CD ลุง Jim Croce ไปให้นะคะ เป็น local made จาก"คนใจดี" ค่ะ Burn ต่อให้อ.หมอแป๊ะอีกทีแล้ว เรียกว่าเป็นเพราะเขียนบันทึกใน GotoKnow แท้ๆเชียวค่ะ ทำให้ได้ประทับใจกับความใจดีของคนที่เราไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน
อ.ธวัชชัย (ของอ.จัน) ก็เอาใส่ handy drive มาฝากวันก่อนที่เจอกันด้วย ตอนนี้มีฟังอย่างสุขใจมากๆค่ะ
เป็นยังไงครับพี่โอ่
หายเคล็ดขัดยอกหรือยัง
ว่าด้วยเรื่องกินนี่คงเป็นเวรเป็นกรรมครับ
กรรมของเมียผม เพราะเธอนั้นกินยากเหลือเกินตั้งแต่เด็ก แม่และพ่อเหนื่อยแทบตาย
คงเป็นกรรมของแม่ยายผม เพราะท่านก็คงกินยากเหมือนกัน (อันนี้เดาเอง ตามบริบทของครอบครัว)
จำได้ว่า ครั้งหนึ่ง เราไปบ้านแม่ยายกัน ผมคร่ำครวญกับพี่แป้งว่า
ลูกจ๋า ลูกรู้มั้ยว่าพ่อเหนื่อยกับเรื่องกินของแม่และลูกมากแค่ไหน
พ่อตาเดินลงจากจากชั้นบนก็ต่อมาว่า ตาน่ะ เหนื่อยมาตั้งแต่รุ่นยายแล้วล่ะลูกเอ๋ย
ฮาครับ ฮากันทั้งบ้าน
ตอนนี้ภรรยาของผมก็เริ่มแสดงบทบาททางพันธุกรรมบ้างแล้ว
เวลากินข้าว เธอก็จะคอยดูว่า ใครกินได้แค่ไหน คอยบอกว่าให้ตักตรงนู้นบ้าง ตรงนี้บ้าง แต่ทำไปทำมา เธอกลับเป็นคนที่กินน้อยที่สุด คอยแต่จะเขี่ยของจากจานตัวองมาใส่จานผม จนผมสมบูรณ์ล้นเลยครับ
มาดูบ้านผมกินสิ แล้วจะรู้สึกว่าสนุกสุดๆ บางครั้งเหมือนไปรบ
แต่ตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้นมาก ต้องของใจเจ้าจ้าครับ