“ การประยุกต์จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การเพื่อพัฒนาตนเอง ”
ถ้าจะพูดถึงจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ นิยามของศาสตร์สาขานี้จะว่ากันสั้นๆ ก็คือ วิชาที่ศึกษาพฤติกรรมของบุคคลและกลุ่มคนในการทำงาน เพื่อให้เข้าใจสาเหตุของพฤติกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในโรงงานอุตสาหกรรมและองค์การ ในอันที่จะช่วยพยากรณ์และควบคุมพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำงานให้เกิดขึ้นหรือให้ลดลง และผู้ที่เป็นนักจิตวิทยาในศาสตร์สาขานี้ต้องพยายามตอบให้ได้ว่า อะไรคือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลผลิตและผลการปฏิบัติงาน อะไรคือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจและความผูกพันในการทำงาน สุดท้ายมีวิธีการใดหรือกระบวนการใดที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้แก่ผลผลิต ผลการปฏิบัติงาน และสามารถทำให้พนักงานมีความพึงพอใจในงานมากที่สุด การตอบคำถามและการแก้ปัญหาในองค์การนั้น เป็นการกระทำของบุคคลหรือกลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถทางด้านจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ ที่จะสามารถจัดการกับบุคคล กลุ่มคน และองค์กรได้
ส่วนการนำศาสตร์วิชานี้มาใช้กับตนเอง ถ้าจะอธิบายพอให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น โดยส่วนตัวคิดว่าอยากจะขอเปรียบตัวเองเป็นดังองค์กรหนึ่ง โดยร่างกาย รูปร่าง หน้าตา ทรงผม และการแต่งตัว เป็นดังสิ่งก่อสร้าง อาคาร สถานที่ และการตกแต่ง สมองและความคิดเป็นดังผู้บริหารระดับสูง พฤติกรรมและการแสดงออกเป็นดังการขับเคลื่อน ดำเนินกระบวนการต่างๆโดยบุคลากรภายในองค์กร ส่วนผลกรรมหรือผลลัพธ์ที่ได้แก่ตัวข้าพเจ้านั้นก็คือ ชื่อเสียง หน้าตา และผลกำไร/ขาดทุนสุทธิขององค์กรนั่นเอง และแน่นอนว่า การตอบคำถามและการแก้ปัญหาขององค์กรนี้ก็จะต้องเป็นตัวเรานั่นเอง
โครงสร้างองค์กร 
คุณสมองได้เปิดกิจการขึ้นมา ซึ่งทุนเดิมมาจากพันธุ์กรรมที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือจะมีใครไปผลักคุณสมองลงมาจากตำแหน่งสูงสุดได้ คุณสมองจะคิดดี คิดชั่ว คิดโง่ หรือ คิดฉลาดนั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยภายนอกที่เป็นตัวกระตุ้นให้คุณความคิด 1 และคุณความคิด 2 ได้แสดงความคิดเห็นออกมา
> คุณความคิด 1 = คิดอยากทำตามอารมณ์
> คุณความคิด 2 = คิดอยากทำในสิ่งที่ควรทำ
ซึ่งคุณความคิด 1 , 2 และ 3 เป็นกลุ่มผู้บริหารระดับสูง แต่คุณความคิด 3 นั้นมีอำนาจในการตัดสินใจที่จะสั่งการใดๆก็ตาม ให้คุณพฤติกรรม 1 และ คุณพฤติกรรม 2 ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
> คุณความคิด 3 = คิดตัดสินใจว่าจะทำในสิ่งที่อยากทำหรือทำในสิ่งที่ควร
ทำผลตอบแทนหรือผลกำไรแต่ละอย่างที่ต้องการ คุณความคิด 3 จะต้องตัดสินใจให้ถูกต้องว่าจะสั่งการให้คุณพฤติกรรม 1 หรือ 2 เป็นผู้ดำเนินการ ถ้าสั่งการผิดคนอาจทำให้สูญเปล่าหรือขาดทุนได้
> คุณพฤติกรรม 1 = ทำในสิ่งที่ยึดถือเอาอารมณ์เป็นใหญ่
> คุณพฤติกรรม 2 = ทำในสิ่งที่ยึดถือเอาความถูกต้องเป็นใหญ่
มาถึงข้อมูลขององค์โดยคร่าวๆ อันตัวข้าพเจ้านี้ก็ได้ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2528 ศิริรวมอายุก็ 22 ปีแล้ว ที่ผ่านมาได้ดำเนินกิจการไปตามยถากรรม ไม่มีแม้กระทั่งวิสัยทัศน์และพันธกิจ ไม่มีการจัดระบบข้อมูล ไม่มีหลักการในการคัดสรรข้อมูล ไม่มีการจัดฝึกอบรมที่เหมาะสมกับองค์กร ไม่มีการวางแผน ได้แต่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ เนื่องจากกิจการได้ดำเนินการไปแล้ว และไม่สามารถล้างโครงสร้าง ทรัพยากรต่างๆในองค์กร หรือปิดกิจการลงได้ เราจึงต้องไปเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น เริ่มต้นจากการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และค่านิยม
วิสัยทัศน์ (Vision)
เราจะเป็นบุคคลที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และสามารถเป็นที่พึ่งพาของบุคคลในครอบครัวหรือผู้อื่นได้
พันธกิจ (Mission)
ทำหน้าที่ที่รับผิดชอบให้ครบถ้วนและสัมฤทธิ์ผล ไม่สร้างความเดือดร้อนให้บุคคลในครอบครัวและผู้อื่น
ค่านิยม (Values)
เราจะทำทุกอย่างให้อยู่บนรากฐานของความจริงใจ ความซื่อสัตย์ และ ศีลธรรม
มองดูสวยหรูเป็นคนดีที่เดียว แต่จะทำได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และยุทธวิธีที่เราจะนำมาใช้ให้เหมาะสม แต่ก็อีกนั่นแหละไม่มีอะไรที่จะสามารถยืนยันได้ว่าจะทำได้อย่างที่กำหนดและตั้งเป้าเอาไว้ หรือทำตามแล้วผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะเป็นอย่างที่คาดหวังไว้หรือไม่
ต่อมาก็คงจะต้องเป็นการกำหนดกลยุทธ์ สมรรถนะ (Competency) วิเคราะห์งาน (Job Analysis) ทำการวางแผนการทำงานทั้งในระยะยาวและระยะสั้น หาแนวทางในการพัฒนาทรัพยากรมุษย์ต่อไป
ก่อนที่เราจะมากำหนดวางแผนอะไรต่างๆมากมายตามที่เกริ่นมาข้างต้นนั้น เรามาวิเคราะห์ SWOT ขององค์กรกันก่อนดีกว่า เพื่อจะได้เป็นแนวทางที่จะสามารถกระทำการต่างๆไปได้อย่างมีทิศทาง และตรงตามเป้าหมาย SWOT Analysis
> Strengths (S) = จุดแข็ง (ปัจจัยภายใน)
- ถ้าเลือกที่อยากจะทำอะไรจริงๆแล้วจะทุ่มเท ใช้แรงกาย ความคิด และเวลากับสิ่งนั้นเต็มที่
- คิดทำในสิ่งที่เห็นแนวทางในการประสบความสำเร็จ
- คุณความคิดมีเป้าหมายค่อนข้างชัดเจน
> Weaknesses (W) = จุดอ่อน (ปัจจัยภายใน)
- สิ่งที่อยากทำจริงๆมันมีน้อยเหลือเกิน
- ไม่ทำจริงๆซักที
- คุณสมองมีงบประมาณจำกัด(ไม่ค่อยฉลาด) และคุณพฤติกรรมก็ไม่ค่อยทำตามหน้าที่ตามที่ได้รับ มอบหมาย
> Opportunities (O) = โอกาส (ปัจจัยภายนอก)
- ครอบครัวชื่นชม สนับสนุนในความคิดและการทำกิจกรรมต่างๆ
- เพื่อนเข้าใจ ให้กำลังใจและคิดว่าเรามีความสามารถในการทำสิ่งที่ตั้งใจให้ประสบความสำเร็จ ได้ด้วยดี
> Threats (T) = อุปสรรค (ปัจจัยภายนอก)
- บุคคลภายนอก(ใกล้ตัว) มองว่าเป็นคนไม่เอาถ่าน
- มีกลุ่มสังคมบางส่วนที่ต่อต้านและรังเกียจ- ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว กับสังคมไม่ไปในทิศทางเดียวกัน
Strategy (กลยุทธ์)
1) คิดตัดสินใจอย่างหนักแน่นไม่ลังเล และลงมือปฏิบัติจริง
2) ปรับความคิดอยากทำให้ตรงกับสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมให้มากที่สุด
3) พัฒนาเพิ่มพฤติกรรมอันจะนำไปสู่ความสำเร็จตามวิสัยทัศน์และพันธกิจ
4) ลดพฤติกรรมอันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ขาดทุน
หากดูจาก SWOT แล้วจะเห็นว่ากลยุทธ์ข้อที่ 2 สำคัญมากเพราะถ้าสิ่งที่อยากทำกับสิ่งที่ควรทำมันต่างกันมาก เมื่อคุณความคิด 3 ตัดสินใจแล้ว งานหนักก็จะตกอยู่กับคุณพฤติกรรม 1 หรือไม่ก็คุณพฤติกรรม 2 ฝ่ายได้ฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ถ้าสามารถปรับได้คุณพฤติกรรมทั้ง 2 ก็จะช่วยกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสบายใจ
Competencies
Core Competency (สมรรถนะกลาง)
- รักตัวเองและครอบครัว เลือกสรรสิ่งที่ดีและเหมาะสมให้กับตนเองและครอบครัว
- รักดี เลือกคิดดีและสร้างพฤติกรรมที่ดี ถูกต้อง เหมาะสม
Functional Competencies (สมรรถนะเฉพาะสายงาน)
> Education Competency (สมรรถนะทางการศึกษา)
- ตั้งใจเรียน ส่งงานครบ ตั้งใจอ่านหนังสือ และตั้งใจทำข้อสอบ
Role Competencies (สมรรถนะตามบทบาท)
บทบาทลูก - เป็นคนดี ไม่ทำให้ พ่อ – แม่ เป็นกังวลหรือเสียใจ
บทบาทพี่ - คอยดูแล ช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา
บทบาทเพื่อน - เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน
ความเชื่อมโยงระหว่าง Competency กับกลยุทธ์ขององค์กร ถูกถ่ายทอดโดยการกำหนดงานและหน้าที่ ที่บุคลากรจะพึงปฏิบัติเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นบุคลากรจึงจำเป็นต้องมีคุณลักษณะและความสามารถที่ตรงกับงานที่จะต้องปฏิบัติ จากการทำ SWOT Analysis แล้ว พบว่าจุดแข็งขององค์กรคือคณะผู้บริหารระดับสูง จุดอ่อนคือเจ้าของกิจการ(คุณสมอง) และบุคลากรในองค์การนั่นเอง ดังนั้นเราจะต้องทำการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือพัฒนาคุณพฤติกรรมทั้งหลายนั่นเอง
Human Resource Development
กระบวนการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
การสำรวจและกำหนดความต้องการในการพัฒนาบุคลากร |
การวางแผนการพัฒนาบุคลากร |
การคัดเลือก ออกแบบ และดำเนินกิจกรรมการพัฒนาบุคลากร |
การประเมินผล การพัฒนาบุคลากร |
เมื่อคุณความคิดทั้งหลายได้รวมหัวกันวิเคราะห์องค์กรนี้ ก็ได้พบว่าที่สิ่งเป็นปัญหาต่อการดำเนินกิจการเพื่อที่จะให้บรรลุวิสัยทัศน์และพันธกิจ มีอยู่มากมาย และได้สรุปมาเป็นประเด็นเพื่อที่จะวางแผนพัฒนา และเลือกเครื่องมือที่จะใช้พัฒนาให้เหมาะสมต่อไป
> จากการสำรวจสิ่งที่ต้องการพัฒนาบุคลากร (คุณพฤติกรรม) มีดีงนี้
1) เสริมสร้างความมีสติและสมาธิในการเรียน ทำงาน และอื่นๆ
2) รู้จักวางแผนจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่าย
3) รู้จักวางแผนจัดสรรเวลาในการเรียน ทำงาน อ่านหนังสือ ทำงานบ้าน ไปเที่ยวและ เรื่อยเปื่อยได้
4) รู้จักคัดสรรสิ่งที่เป็นสารประโยชน์ และให้เหมาะสมกับงานหรือกิจกรรมที่ทำอยู่ เพื่อที่จะ สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการได้
> จากการสำรวจสิ่งที่ต้องการพัฒนาผู้บริหาร (คุณความคิด 1) มีดีงนี้
1) รู้จักคิดบวก
2) รู้จักปล่อยวางสิ่งที่ไม่เป็นสาระกับชีวิต เรื่องที่ทำให้หนักใจแบบที่คิดไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาก็พยายามเลิกคิด
การพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาของคุณพฤติกรรมในข้อแรก ควรมีการฝึกทำกิจกรรมที่เสริมสร้างให้เกิดสมาธิ เช่น ในห้องเรียน แบบว่าเป็นคนฟังจดจ่อนานๆไม่ได้ ก็เอามือนี่แหละจดตามไปเรื่อยๆก่อน เพราะจะทำให้มีสมาธิเพื่อที่จะได้จดตามทัน หลังจากนั้นค่อยมาอ่านทำความเข้าใจ อาจเป็นวิธีที่ไม่ดี แต่ก็จะสามารถเก็บเนื้อหามาได้ครบมากที่สุด จากนั้นควรฝึกให้สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานๆ เริ่มจากสิ่งที่ชอบทำก่อน อาจเล่นเปียโนซัก 2 ชั่วโมง ฝึกอ่านหนังสือ เริ่มจากเรื่องง่ายๆ สบายๆก่อน อาจสลับกับเล่มที่จำเป็นต้องอ่าน เพื่อปลูกฝังนิสัยการอ่านหนังสือให้อยากอ่านเป็นประจำ อาจมีการสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง โดยการกำหนดว่าวันนี้ต้องอ่านจบ 2 บทนะ แล้วจะได้ไปอ่านนิตยาสาร หรือนั่งแต่งรูปฟรีสไตล์ตามใจฉันได้ ในข้อสอง เนื่องจากยังไม่มีงานทำ รายได้ก็เป็นค่าขนมจากพ่อ – แม่ นั่นเอง แต่ก็ได้เป็นรายเดือนเท่าๆกันทุกเดือน คงจะต้องแบ่งส่วนเอาไว้เก็บซัก 1 ใน 5 ส่วนที่เหลือก็แบ่งสรรปันส่วนดูว่าต่อวันควรจะใช้ไม่เกินเท่าไหร่ อาจทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายของตัวเองไว้ เพื่อจะได้ประมาณการถูกว่าต่อไปในภายภาคหน้าเราควรจะใช้เงินอย่างไร รู้ได้ว่าเหลือเก็บจากแต่ละวันประมาณเท่าไหร่ เผื่อเก็บไว้ซื้อของที่อยากได้ ในข้อสาม ส่วนของตารางเวลาเรียนเราคงกำหนดไม่ได้ แต่เวลาที่เหลือหลังจากนั้น ควรมีการวางแผนระยะสั้น(Weekly Plan) อย่างสัปดาห์นี้นอกเหนือจากที่ไปเรียนแล้วอาจต้องกำหนดว่าจะทำการบ้านวิชาอะไรให้เสร็จ อ่านหนังสือกี่บท แบ่งงานบ้านกับคนในบ้านในเวลาที่เราสะดวก และทำให้ได้อย่างที่วางแผนไว้ อาจทำตารางขึ้นมาแล้วจดบันทึกไว้ด้วย ในข้อนี้การอยากไปเที่ยวคงเป็นแรงจูงใจที่ดี แต่ต้องตั้งใจจริงๆว่างานนี้เสร็จก่อนถึงจะได้ไปเที่ยว เพราะที่ผ่านมามักจะกลายเป็นวางแผนไว้แล้วไปเที่ยวซะก่อน ส่วนเวลาเรื่อยเปื่อยของชีวิตนั้น มักเป็นเวลาที่เสียไปโดยไม่ได้ก่อกำเนิดประโยชน์ใดใดขึ้นมา นอกไปเสียจาก ความสุขเล็กๆน้อยๆที่ได้นั่งคิดเพ้อฝันอะไรไปเรื่อย นั่นแหละเวลาที่น่าเสียดาย แทนที่จะเอาเวลาไปเพ้อเจ้อ มาทำอะไรให้ได้ประโยชน์ดีกว่า แต่อีกนั่นแหละ ความคิดคนเราห้ามยากซะด้วยถ้าสมาธิไม่คงที่ วอกแวก ขนาดขณะทำงานอะไรอยู่ยังหยุดไปซะอย่างงั้น ต้องหากิจกรรมมาเบี่ยงเบนความสนใจ อาจดูข่าวหรือรายการที่เป็นสาระ จะได้สะสมองค์ความรู้ไปในตัวด้วย ส่วนเรื่องของการเบี่ยงเบนด้วยการอ่านหนังสือก็ดี แต่ค่อนข้างจะยากที่จะสามารถอ่านให้รู้เรื่องได้โดยที่ในหัวสมองยังมีประเด็นอะไรวนเวียนอยู่ ก็อ่านออกเสียงซะเลยก็ได้ อันนี้พอจะได้ผลอยู่บ้าง ในข้อสี่ งานหลักของชีวิตขณะนี้ก็คือการเรียนในสาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การนั่นเอง แต่จากที่ได้สัมผัสไปๆมาๆ ทำไมมันถึงช่างต่างจากวิถีชีวิตอันแสนจะไร้ซึ่งความอยากรู้อยากเห็น และการไม่มีความรู้รอบตัวอยู่เลยซะนี่กะไร แต่หากได้เลือกทางเดินและอยากสำเร็จแล้ว พฤติกรรมที่ควรปรับปรุงก็คงต้องเป็นการสร้างชีวิตประจำวันที่เปิดรับข้อมูลข่าวสารบ้านเมืองให้มากๆ นี่อาจเป็นพฤติกรรมของบุคคลทั่วไปมากมาย แต่สำหรับตัวข้าพเจ้านี้ ถือเป็นการปฏิวัติตัวเองเลยทีเดียว อาจต้องใช้อินเตอร์เนทในการดูข่าวสารรายวัน เปลี่ยนเวลานอนมาเป็นตอนกลางคืนแล้วตื่นให้เช้าขึ้นมาดูรายการที่เป็นสาระ ดูข่าวสาร อ่านหนังสือพิมพ์(ที่ไม่ใช่หน้าบันเทิง) พบปะพูดคุยกับผู้คนที่มีประสบการณ์ทำงาน สอบถามฟังความคิดเห็นและเก็บข้อมูลเอาไว้ แทนพฤติกรรมแบบคุยเอาแต่นินทา บันเทิงเริงรมณ์เฮฮาไปวันๆ ให้มันลดน้อยลงบ้าง ส่วนเรื่องหนังสือถ้าปรับตามข้อแรกๆได้แล้วก็คงจะต้องมาเลือกเรื่องที่อ่านกันแหละทีนี้ อย่างเศรษฐกิจ HOW TO ทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญที่สุดคือพัฒนาเรื่องภาษา นี่แหละสุดยอดแห่งปมด้อยทางวิชาการขององค์กรนี้เลย วิธีการก็คงเหมือนดังเช่นคนทั่วไปที่เค้าสามารถทำได้ ตอนนี้อยู่ที่ใจว่าสู้และพร้อมที่จะทำเพื่อสิ่งที่ต้องการได้มากแค่ไหน
การพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาคุณความคิด 1 นั้น คงจะยากมากมายอยู่ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เป็นนามธรรมสูง แต่ก็อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าถ้าสามารถปรับความคิดอยากทำให้ตรงกับสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมให้มากที่สุด คุณพฤติกรรมทั้ง 2 ก็จะสมัครสมานสามัคคีกันทำงานได้เป็นอย่างดี ไม่เหนื่อยใจเพราะต้องมัวแต่มาแอบคิดกังวล วอกแวก ถึงสิ่งที่อยากทำอยู่ด้วย อาจส่งผลให้ไม่เหนื่อยกายด้วย ก็เพราะอยากทำแล้วนี่อะไรก็เต็มที่อยู่แล้ว มีความสุขกับการกระทำทุกอย่าง การพัฒนาในข้อแรก ต้องหัดเป็นคนมองในหลายๆมุม พลิกไปพลิกมา เอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็น Observer ให้ตัวเองให้ได้ ส่วนข้อสอง อันนี้ต้องรู้จักปลง ศาสนาช่วยได้มาก ฝึกทำจิตใจให้สงบ เข้าโบสถ์บ่อยๆ ตั้งใจฟังคุณพ่อท่านเทศน์แล้วเอามาประยุกต์กับความคิดซะบ้าง หากิจกรรมที่จรรโลงใจทำ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นได้ ถ้าจะยกตัวอย่างในเรื่องคน หรือความรัก ประโยคที่จะเอามาปลอบใจได้ดีคงเป็น “ คนที่ค่ามากพอที่จะทำให้เราเสียน้ำตา จะไม่มีวันทำให้เราเสียน้ำตา ” จุดสำคัญของข้อนี้ ต้องยอมรับสิ่งที่เป็นจริง ถ้าเป็นข้อบกพร่องของตนเองก็ต้องพยามยามปรับปรุงแก้ไข แต่ถ้าเป็นข้อบกพร่องของคนอื่นก็ต้องรู้จักปรับตัวที่จะหลีกเลี่ยงหรือควบคุมที่อารมณ์และพฤติกรรมของเรา “ อย่าคาดหวังให้คนอื่น รู้สึก เหมือนที่เรา รู้สึก ” ขั้นที่จะไปควบคุมคนอื่นเค้าคงยังไม่สามารถทำได้ ตัวเองยังคุมไม่ค่อยได้เลย “ ก่อนที่เราจะคิดเปลี่ยนแปลงโลก จงเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงต
085 1171513 ผมกำลังจะเรียนแล้วครับ ชอบ ที่เขียนมาไห้อ่านครับ
กำลังหาหนังสือเรื่องนี้อ่าน ดีมากเลยค่ะ แต่ก็ยังต้องการหนังสือช่วยแนะนำด้วยนะค่ะ ขอบคุณค่ะ