อยากจะขอเปรียบตัวเองเป็นดังองค์กรหนึ่ง โดยร่างกาย รูปร่าง หน้าตา ทรงผม และการแต่งตัว เป็นดังสิ่งก่อสร้าง อาคาร สถานที่ และการตกแต่ง สมองและความคิดเป็นดังผู้บริหารระดับสูง พฤติกรรมและการแสดงออกเป็นดังการขับเคลื่อน ดำเนินกระบวนการต่างๆโดยบุคลากรภายในองค์กร ส่วนผลกรรมหรือผลลัพธ์ที่ได้แก่ตัวข้าพเจ้านั้นก็คือ ชื่อเสียง หน้าตา และผลกำไร/ขาดทุนสุทธิขององค์กรนั่นเอง

การประยุกต์จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การเพื่อพัฒนาตนเอง 

                   ถ้าจะพูดถึงจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ  นิยามของศาสตร์สาขานี้จะว่ากันสั้นๆ  ก็คือ  วิชาที่ศึกษาพฤติกรรมของบุคคลและกลุ่มคนในการทำงาน  เพื่อให้เข้าใจสาเหตุของพฤติกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในโรงงานอุตสาหกรรมและองค์การ   ในอันที่จะช่วยพยากรณ์และควบคุมพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำงานให้เกิดขึ้นหรือให้ลดลง  และผู้ที่เป็นนักจิตวิทยาในศาสตร์สาขานี้ต้องพยายามตอบให้ได้ว่า  อะไรคือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลผลิตและผลการปฏิบัติงาน  อะไรคือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจและความผูกพันในการทำงาน  สุดท้ายมีวิธีการใดหรือกระบวนการใดที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้แก่ผลผลิต  ผลการปฏิบัติงาน  และสามารถทำให้พนักงานมีความพึงพอใจในงานมากที่สุด  การตอบคำถามและการแก้ปัญหาในองค์การนั้น  เป็นการกระทำของบุคคลหรือกลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถทางด้านจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ  ที่จะสามารถจัดการกับบุคคล  กลุ่มคน   และองค์กรได้

                       ส่วนการนำศาสตร์วิชานี้มาใช้กับตนเอง  ถ้าจะอธิบายพอให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น  โดยส่วนตัวคิดว่าอยากจะขอเปรียบตัวเองเป็นดังองค์กรหนึ่ง  โดยร่างกาย  รูปร่าง  หน้าตา  ทรงผม  และการแต่งตัว  เป็นดังสิ่งก่อสร้าง  อาคาร  สถานที่  และการตกแต่ง  สมองและความคิดเป็นดังผู้บริหารระดับสูง  พฤติกรรมและการแสดงออกเป็นดังการขับเคลื่อน  ดำเนินกระบวนการต่างๆโดยบุคลากรภายในองค์กร  ส่วนผลกรรมหรือผลลัพธ์ที่ได้แก่ตัวข้าพเจ้านั้นก็คือ  ชื่อเสียง  หน้าตา  และผลกำไร/ขาดทุนสุทธิขององค์กรนั่นเอง   และแน่นอนว่า  การตอบคำถามและการแก้ปัญหาขององค์กรนี้ก็จะต้องเป็นตัวเรานั่นเอง 

                                                   โครงสร้างองค์กร 

                         คุณสมองได้เปิดกิจการขึ้นมา  ซึ่งทุนเดิมมาจากพันธุ์กรรมที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือจะมีใครไปผลักคุณสมองลงมาจากตำแหน่งสูงสุดได้   คุณสมองจะคิดดี  คิดชั่ว  คิดโง่  หรือ คิดฉลาดนั้น   ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยภายนอกที่เป็นตัวกระตุ้นให้คุณความคิด 1  และคุณความคิด 2 ได้แสดงความคิดเห็นออกมา 

>  คุณความคิด 1  =  คิดอยากทำตามอารมณ์

>  คุณความคิด 2  =  คิดอยากทำในสิ่งที่ควรทำ

ซึ่งคุณความคิด 1 , 2 และ 3 เป็นกลุ่มผู้บริหารระดับสูง  แต่คุณความคิด 3 นั้นมีอำนาจในการตัดสินใจที่จะสั่งการใดๆก็ตาม  ให้คุณพฤติกรรม 1  และ คุณพฤติกรรม 2 ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

>  คุณความคิด 3  =  คิดตัดสินใจว่าจะทำในสิ่งที่อยากทำหรือทำในสิ่งที่ควร

ทำผลตอบแทนหรือผลกำไรแต่ละอย่างที่ต้องการ  คุณความคิด 3 จะต้องตัดสินใจให้ถูกต้องว่าจะสั่งการให้คุณพฤติกรรม 1 หรือ 2 เป็นผู้ดำเนินการ  ถ้าสั่งการผิดคนอาจทำให้สูญเปล่าหรือขาดทุนได้

>  คุณพฤติกรรม 1  =  ทำในสิ่งที่ยึดถือเอาอารมณ์เป็นใหญ่

>  คุณพฤติกรรม 2  =  ทำในสิ่งที่ยึดถือเอาความถูกต้องเป็นใหญ่               

                         มาถึงข้อมูลขององค์โดยคร่าวๆ  อันตัวข้าพเจ้านี้ก็ได้ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2528   ศิริรวมอายุก็ 22 ปีแล้ว  ที่ผ่านมาได้ดำเนินกิจการไปตามยถากรรม  ไม่มีแม้กระทั่งวิสัยทัศน์และพันธกิจ  ไม่มีการจัดระบบข้อมูล  ไม่มีหลักการในการคัดสรรข้อมูล  ไม่มีการจัดฝึกอบรมที่เหมาะสมกับองค์กร  ไม่มีการวางแผน  ได้แต่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ    เนื่องจากกิจการได้ดำเนินการไปแล้ว  และไม่สามารถล้างโครงสร้าง  ทรัพยากรต่างๆในองค์กร  หรือปิดกิจการลงได้   เราจึงต้องไปเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น   เริ่มต้นจากการกำหนดวิสัยทัศน์  พันธกิจ  และค่านิยม 

วิสัยทัศน์  (Vision)

เราจะเป็นบุคคลที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข  และสามารถเป็นที่พึ่งพาของบุคคลในครอบครัวหรือผู้อื่นได้

พันธกิจ  (Mission)

 ทำหน้าที่ที่รับผิดชอบให้ครบถ้วนและสัมฤทธิ์ผล  ไม่สร้างความเดือดร้อนให้บุคคลในครอบครัวและผู้อื่น 

ค่านิยม  (Values)

เราจะทำทุกอย่างให้อยู่บนรากฐานของความจริงใจ  ความซื่อสัตย์  และ  ศีลธรรม                

                         มองดูสวยหรูเป็นคนดีที่เดียว  แต่จะทำได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และยุทธวิธีที่เราจะนำมาใช้ให้เหมาะสม  แต่ก็อีกนั่นแหละไม่มีอะไรที่จะสามารถยืนยันได้ว่าจะทำได้อย่างที่กำหนดและตั้งเป้าเอาไว้  หรือทำตามแล้วผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะเป็นอย่างที่คาดหวังไว้หรือไม่                  

                         ต่อมาก็คงจะต้องเป็นการกำหนดกลยุทธ์  สมรรถนะ (Competency)  วิเคราะห์งาน (Job  Analysis)  ทำการวางแผนการทำงานทั้งในระยะยาวและระยะสั้น  หาแนวทางในการพัฒนาทรัพยากรมุษย์ต่อไป               

                         ก่อนที่เราจะมากำหนดวางแผนอะไรต่างๆมากมายตามที่เกริ่นมาข้างต้นนั้น  เรามาวิเคราะห์ SWOT ขององค์กรกันก่อนดีกว่า  เพื่อจะได้เป็นแนวทางที่จะสามารถกระทำการต่างๆไปได้อย่างมีทิศทาง  และตรงตามเป้าหมาย                                 SWOT  Analysis

> Strengths (S) =  จุดแข็ง (ปัจจัยภายใน)

-  ถ้าเลือกที่อยากจะทำอะไรจริงๆแล้วจะทุ่มเท  ใช้แรงกาย ความคิด  และเวลากับสิ่งนั้นเต็มที่

-  คิดทำในสิ่งที่เห็นแนวทางในการประสบความสำเร็จ

-  คุณความคิดมีเป้าหมายค่อนข้างชัดเจน

> Weaknesses (W) =  จุดอ่อน  (ปัจจัยภายใน)

-  สิ่งที่อยากทำจริงๆมันมีน้อยเหลือเกิน

-  ไม่ทำจริงๆซักที

-  คุณสมองมีงบประมาณจำกัด(ไม่ค่อยฉลาด)  และคุณพฤติกรรมก็ไม่ค่อยทำตามหน้าที่ตามที่ได้รับ    มอบหมาย 

> Opportunities (O) =  โอกาส  (ปัจจัยภายนอก)

-  ครอบครัวชื่นชม  สนับสนุนในความคิดและการทำกิจกรรมต่างๆ 

-  เพื่อนเข้าใจ ให้กำลังใจและคิดว่าเรามีความสามารถในการทำสิ่งที่ตั้งใจให้ประสบความสำเร็จ   ได้ด้วยดี

> Threats (T) =  อุปสรรค  (ปัจจัยภายนอก)

-  บุคคลภายนอก(ใกล้ตัว) มองว่าเป็นคนไม่เอาถ่าน 

-  มีกลุ่มสังคมบางส่วนที่ต่อต้านและรังเกียจ-  ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว  กับสังคมไม่ไปในทิศทางเดียวกัน  

Strategy (กลยุทธ์)

1)  คิดตัดสินใจอย่างหนักแน่นไม่ลังเล  และลงมือปฏิบัติจริง

2)  ปรับความคิดอยากทำให้ตรงกับสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมให้มากที่สุด

3)  พัฒนาเพิ่มพฤติกรรมอันจะนำไปสู่ความสำเร็จตามวิสัยทัศน์และพันธกิจ

4)  ลดพฤติกรรมอันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ขาดทุน                

                        หากดูจาก SWOT แล้วจะเห็นว่ากลยุทธ์ข้อที่ 2  สำคัญมากเพราะถ้าสิ่งที่อยากทำกับสิ่งที่ควรทำมันต่างกันมาก  เมื่อคุณความคิด 3 ตัดสินใจแล้ว  งานหนักก็จะตกอยู่กับคุณพฤติกรรม 1 หรือไม่ก็คุณพฤติกรรม 2 ฝ่ายได้ฝ่ายหนึ่งเท่านั้น  ถ้าสามารถปรับได้คุณพฤติกรรมทั้ง 2 ก็จะช่วยกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสบายใจ                  

Competencies

Core  Competency (สมรรถนะกลาง)

-  รักตัวเองและครอบครัว  เลือกสรรสิ่งที่ดีและเหมาะสมให้กับตนเองและครอบครัว

-  รักดี  เลือกคิดดีและสร้างพฤติกรรมที่ดี  ถูกต้อง  เหมาะสม 

Functional  Competencies (สมรรถนะเฉพาะสายงาน)               

> Education  Competency (สมรรถนะทางการศึกษา)

-  ตั้งใจเรียน  ส่งงานครบ  ตั้งใจอ่านหนังสือ  และตั้งใจทำข้อสอบ 

Role  Competencies (สมรรถนะตามบทบาท)

บทบาทลูก             -  เป็นคนดี  ไม่ทำให้ พ่อ แม่  เป็นกังวลหรือเสียใจ

บทบาทพี่               -  คอยดูแล ช่วยเหลือ  ให้คำปรึกษา

บทบาทเพื่อน       -  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  แบ่งปัน 

                          ความเชื่อมโยงระหว่าง Competency  กับกลยุทธ์ขององค์กร  ถูกถ่ายทอดโดยการกำหนดงานและหน้าที่  ที่บุคลากรจะพึงปฏิบัติเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างที่ควรจะเป็น  ดังนั้นบุคลากรจึงจำเป็นต้องมีคุณลักษณะและความสามารถที่ตรงกับงานที่จะต้องปฏิบัติ   จากการทำ SWOT  Analysis  แล้ว  พบว่าจุดแข็งขององค์กรคือคณะผู้บริหารระดับสูง  จุดอ่อนคือเจ้าของกิจการ(คุณสมอง)  และบุคลากรในองค์การนั่นเอง  ดังนั้นเราจะต้องทำการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  หรือพัฒนาคุณพฤติกรรมทั้งหลายนั่นเอง                                        

Human  Resource  Development               

กระบวนการการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

การสำรวจและกำหนดความต้องการในการพัฒนาบุคลากร

การวางแผนการพัฒนาบุคลากร

การคัดเลือก  ออกแบบ  และดำเนินกิจกรรมการพัฒนาบุคลากร

การประเมินผล

การพัฒนาบุคลากร

            
                เมื่อคุณความคิดทั้งหลายได้รวมหัวกันวิเคราะห์องค์กรนี้   ก็ได้พบว่าที่สิ่งเป็นปัญหาต่อการดำเนินกิจการเพื่อที่จะให้บรรลุวิสัยทัศน์และพันธกิจ  มีอยู่มากมาย  และได้สรุปมาเป็นประเด็นเพื่อที่จะวางแผนพัฒนา   และเลือกเครื่องมือที่จะใช้พัฒนาให้เหมาะสมต่อไป 

>  จากการสำรวจสิ่งที่ต้องการพัฒนาบุคลากร (คุณพฤติกรรม)  มีดีงนี้

1)  เสริมสร้างความมีสติและสมาธิในการเรียน  ทำงาน และอื่นๆ

2)  รู้จักวางแผนจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่าย

3)  รู้จักวางแผนจัดสรรเวลาในการเรียน  ทำงาน  อ่านหนังสือ  ทำงานบ้าน  ไปเที่ยวและ     เรื่อยเปื่อยได้

4)  รู้จักคัดสรรสิ่งที่เป็นสารประโยชน์  และให้เหมาะสมกับงานหรือกิจกรรมที่ทำอยู่  เพื่อที่จะ     สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการได้ 

>  จากการสำรวจสิ่งที่ต้องการพัฒนาผู้บริหาร (คุณความคิด 1)  มีดีงนี้

1)  รู้จักคิดบวก

2)  รู้จักปล่อยวางสิ่งที่ไม่เป็นสาระกับชีวิต  เรื่องที่ทำให้หนักใจแบบที่คิดไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาก็พยายามเลิกคิด               

                       การพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาของคุณพฤติกรรมในข้อแรก  ควรมีการฝึกทำกิจกรรมที่เสริมสร้างให้เกิดสมาธิ  เช่น  ในห้องเรียน แบบว่าเป็นคนฟังจดจ่อนานๆไม่ได้  ก็เอามือนี่แหละจดตามไปเรื่อยๆก่อน  เพราะจะทำให้มีสมาธิเพื่อที่จะได้จดตามทัน  หลังจากนั้นค่อยมาอ่านทำความเข้าใจ  อาจเป็นวิธีที่ไม่ดี  แต่ก็จะสามารถเก็บเนื้อหามาได้ครบมากที่สุด   จากนั้นควรฝึกให้สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานๆ  เริ่มจากสิ่งที่ชอบทำก่อน   อาจเล่นเปียโนซัก 2 ชั่วโมง  ฝึกอ่านหนังสือ  เริ่มจากเรื่องง่ายๆ  สบายๆก่อน  อาจสลับกับเล่มที่จำเป็นต้องอ่าน  เพื่อปลูกฝังนิสัยการอ่านหนังสือให้อยากอ่านเป็นประจำ  อาจมีการสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง  โดยการกำหนดว่าวันนี้ต้องอ่านจบ 2 บทนะ  แล้วจะได้ไปอ่านนิตยาสาร  หรือนั่งแต่งรูปฟรีสไตล์ตามใจฉันได้   ในข้อสอง  เนื่องจากยังไม่มีงานทำ  รายได้ก็เป็นค่าขนมจากพ่อ แม่ นั่นเอง  แต่ก็ได้เป็นรายเดือนเท่าๆกันทุกเดือน  คงจะต้องแบ่งส่วนเอาไว้เก็บซัก 1 ใน 5  ส่วนที่เหลือก็แบ่งสรรปันส่วนดูว่าต่อวันควรจะใช้ไม่เกินเท่าไหร่  อาจทำบัญชีรายรับ รายจ่ายของตัวเองไว้   เพื่อจะได้ประมาณการถูกว่าต่อไปในภายภาคหน้าเราควรจะใช้เงินอย่างไร  รู้ได้ว่าเหลือเก็บจากแต่ละวันประมาณเท่าไหร่   เผื่อเก็บไว้ซื้อของที่อยากได้   ในข้อสาม  ส่วนของตารางเวลาเรียนเราคงกำหนดไม่ได้  แต่เวลาที่เหลือหลังจากนั้น  ควรมีการวางแผนระยะสั้น(Weekly  Plan)  อย่างสัปดาห์นี้นอกเหนือจากที่ไปเรียนแล้วอาจต้องกำหนดว่าจะทำการบ้านวิชาอะไรให้เสร็จ  อ่านหนังสือกี่บท  แบ่งงานบ้านกับคนในบ้านในเวลาที่เราสะดวก  และทำให้ได้อย่างที่วางแผนไว้  อาจทำตารางขึ้นมาแล้วจดบันทึกไว้ด้วย  ในข้อนี้การอยากไปเที่ยวคงเป็นแรงจูงใจที่ดี   แต่ต้องตั้งใจจริงๆว่างานนี้เสร็จก่อนถึงจะได้ไปเที่ยว  เพราะที่ผ่านมามักจะกลายเป็นวางแผนไว้แล้วไปเที่ยวซะก่อน  ส่วนเวลาเรื่อยเปื่อยของชีวิตนั้น  มักเป็นเวลาที่เสียไปโดยไม่ได้ก่อกำเนิดประโยชน์ใดใดขึ้นมา  นอกไปเสียจาก  ความสุขเล็กๆน้อยๆที่ได้นั่งคิดเพ้อฝันอะไรไปเรื่อย  นั่นแหละเวลาที่น่าเสียดาย  แทนที่จะเอาเวลาไปเพ้อเจ้อ  มาทำอะไรให้ได้ประโยชน์ดีกว่า  แต่อีกนั่นแหละ  ความคิดคนเราห้ามยากซะด้วยถ้าสมาธิไม่คงที่  วอกแวก  ขนาดขณะทำงานอะไรอยู่ยังหยุดไปซะอย่างงั้น  ต้องหากิจกรรมมาเบี่ยงเบนความสนใจ  อาจดูข่าวหรือรายการที่เป็นสาระ  จะได้สะสมองค์ความรู้ไปในตัวด้วย  ส่วนเรื่องของการเบี่ยงเบนด้วยการอ่านหนังสือก็ดี  แต่ค่อนข้างจะยากที่จะสามารถอ่านให้รู้เรื่องได้โดยที่ในหัวสมองยังมีประเด็นอะไรวนเวียนอยู่  ก็อ่านออกเสียงซะเลยก็ได้  อันนี้พอจะได้ผลอยู่บ้าง  ในข้อสี่  งานหลักของชีวิตขณะนี้ก็คือการเรียนในสาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การนั่นเอง  แต่จากที่ได้สัมผัสไปๆมาๆ  ทำไมมันถึงช่างต่างจากวิถีชีวิตอันแสนจะไร้ซึ่งความอยากรู้อยากเห็น  และการไม่มีความรู้รอบตัวอยู่เลยซะนี่กะไร  แต่หากได้เลือกทางเดินและอยากสำเร็จแล้ว  พฤติกรรมที่ควรปรับปรุงก็คงต้องเป็นการสร้างชีวิตประจำวันที่เปิดรับข้อมูลข่าวสารบ้านเมืองให้มากๆ  นี่อาจเป็นพฤติกรรมของบุคคลทั่วไปมากมาย  แต่สำหรับตัวข้าพเจ้านี้  ถือเป็นการปฏิวัติตัวเองเลยทีเดียว  อาจต้องใช้อินเตอร์เนทในการดูข่าวสารรายวัน  เปลี่ยนเวลานอนมาเป็นตอนกลางคืนแล้วตื่นให้เช้าขึ้นมาดูรายการที่เป็นสาระ   ดูข่าวสาร  อ่านหนังสือพิมพ์(ที่ไม่ใช่หน้าบันเทิง)   พบปะพูดคุยกับผู้คนที่มีประสบการณ์ทำงาน  สอบถามฟังความคิดเห็นและเก็บข้อมูลเอาไว้  แทนพฤติกรรมแบบคุยเอาแต่นินทา  บันเทิงเริงรมณ์เฮฮาไปวันๆ  ให้มันลดน้อยลงบ้าง  ส่วนเรื่องหนังสือถ้าปรับตามข้อแรกๆได้แล้วก็คงจะต้องมาเลือกเรื่องที่อ่านกันแหละทีนี้   อย่างเศรษฐกิจ  HOW  TO   ทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวข้อง  และที่สำคัญที่สุดคือพัฒนาเรื่องภาษา  นี่แหละสุดยอดแห่งปมด้อยทางวิชาการขององค์กรนี้เลย  วิธีการก็คงเหมือนดังเช่นคนทั่วไปที่เค้าสามารถทำได้  ตอนนี้อยู่ที่ใจว่าสู้และพร้อมที่จะทำเพื่อสิ่งที่ต้องการได้มากแค่ไหน

                         การพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาคุณความคิด 1 นั้น  คงจะยากมากมายอยู่  เนื่องจากเป็นเรื่องที่เป็นนามธรรมสูง   แต่ก็อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าถ้าสามารถปรับความคิดอยากทำให้ตรงกับสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมให้มากที่สุด  คุณพฤติกรรมทั้ง 2 ก็จะสมัครสมานสามัคคีกันทำงานได้เป็นอย่างดี  ไม่เหนื่อยใจเพราะต้องมัวแต่มาแอบคิดกังวล  วอกแวก  ถึงสิ่งที่อยากทำอยู่ด้วย  อาจส่งผลให้ไม่เหนื่อยกายด้วย  ก็เพราะอยากทำแล้วนี่อะไรก็เต็มที่อยู่แล้ว  มีความสุขกับการกระทำทุกอย่าง  การพัฒนาในข้อแรก  ต้องหัดเป็นคนมองในหลายๆมุม  พลิกไปพลิกมา  เอาใจเขามาใส่ใจเรา  เป็น Observer ให้ตัวเองให้ได้   ส่วนข้อสอง  อันนี้ต้องรู้จักปลง  ศาสนาช่วยได้มาก  ฝึกทำจิตใจให้สงบ  เข้าโบสถ์บ่อยๆ  ตั้งใจฟังคุณพ่อท่านเทศน์แล้วเอามาประยุกต์กับความคิดซะบ้าง  หากิจกรรมที่จรรโลงใจทำ   หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นได้    ถ้าจะยกตัวอย่างในเรื่องคน หรือความรัก ประโยคที่จะเอามาปลอบใจได้ดีคงเป็น คนที่ค่ามากพอที่จะทำให้เราเสียน้ำตา  จะไม่มีวันทำให้เราเสียน้ำตา    จุดสำคัญของข้อนี้  ต้องยอมรับสิ่งที่เป็นจริง  ถ้าเป็นข้อบกพร่องของตนเองก็ต้องพยามยามปรับปรุงแก้ไข  แต่ถ้าเป็นข้อบกพร่องของคนอื่นก็ต้องรู้จักปรับตัวที่จะหลีกเลี่ยงหรือควบคุมที่อารมณ์และพฤติกรรมของเรา อย่าคาดหวังให้คนอื่น  รู้สึก  เหมือนที่เรา  รู้สึก   ขั้นที่จะไปควบคุมคนอื่นเค้าคงยังไม่สามารถทำได้  ตัวเองยังคุมไม่ค่อยได้เลย   ก่อนที่เราจะคิดเปลี่ยนแปลงโลก  จงเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงต