วันที่ ๑๙ กันยา ๒๕๕๐ เจ็ดโมงกว่า พาคณะทีมงานรวมกัน ๑๑ ชีวิต อายุรวมกันหวิดห้าร้อยปี ออกมาจากที่พักโรงแรมพลอย เริ่มต้นเวลาที่รอคอย ข้ามสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่สอง ที่ทอดผ่านน้ำโขงเชื่อมโยงให้เดินทางสู่แขวงสะหวันเขตประเทศ สปป.ลาว ผ่านด่านลาวบาวชายแดนลาว-เวียดนาม ชมความงามตามธรรมชาติที่มีอย่างดาษดื่น บนพื้นแผ่นดินสองข้างทางหลวงหมายเลขเก้า เดินทางตั้งแต่เช้าจรดเย็น ได้พบเห็นได้เรียนรู้ดูและสัมผัสบรรยากาศที่บ่งบอกวิถีชีวิตผู้คนบนผืนแผ่นดินสองประเทศ อันเป็นเขตแดนชนแดน แม้นว่าความเจริญทางวัตถุนิยมจะไม่เท่าเทียมกันในปัจจุบันกาล แต่จากพื้นฐานการพัฒนาที่มาจากการเริ่มต้นที่แตกต่างกันนั้นเป็นผลให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาช้าเร็วต่างกัน อันเป็นผลมาจากสงคราม  เวียดนามและลาวเพิ่งจะก้าวผ่านมาไม่นานนี้ สามสิบสองปีนับแต่ที่รวมประเทศเป็นปึกแผ่นดินแดนเวียดนามเหนือและใต้ จึงได้มาเริ่มการพัฒนากันอย่างจริงจังเป็นประเทศกำลังพัฒนา ที่ในไม่ช้าจะเป็นเสือตัวต่อไปในเอเชีย

    ทีมงานขอเรียกชื่อสั้น ๆ อันประกอบด้วยผม คุณอัจฉรพรรณ คุณโนรี คุณสุพรรณ คุณกรรณิการ์ คุณสมหมาย คุณวัชรินทร์ คุณประทีป คุณรุ่งอรุณ คุณมาลี และคุณสุรศักดิ์ มีภารกิจหน้าที่รับผิดชอบกันคือ คุณสุพรรณเป็นผู้บริหารโครงการประสานงานในและต่างประเทศ คุณอัจฉรพรรณ ดูแลเรื่องเงินทองที่กองไว้เป็นค่าใช้จ่ายของพวกเรา คุณรุ่งอรุณเป็นคุณลิขิตบันทึกรายละเอียดการเรียนรู้จากการได้ดูได้เห็น คุณวัชรินทร์และคุณสุรศักดิ์ บันทึกภาพทั้งภาพนิ่งและภาพดีวีดีกิจกรรม นอกนั้นทำตัวเป็นลูกทัวร์ที่ดี มีอะไรให้ช่วยก็ร่วมด้วยช่วยกัน สิ่งสำคัญคือสร้างความหรรษาในช่วงเวลาการเดินทาง ทุกสิ่งทุกอย่างพยายามช่วยกันจดจำนำไปใช้เป็นทุนทางปัญญานำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่การทำงานกันต่อไป  ซึ่งจะใช้บันทึกนี้เป็นเวทีให้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันต่อไป  ซึ่งในวันที่บันทึกนี้ผมอยู่ที่เมืองเว้ เวียดนาม เป็นวันที่สามของการเดินทางแล้ว แต่ไม่สามารถใช้เน็ตได้ในหลายวันที่ผ่านมา วันนี้พอจะหาสัญญาณไร้สายได้ในโรงแรม NGOC HUONG ก็รีบขึ้นเน็ตมาทันที วันพรุ่งนี้ก็จะเดินทางกลับประเทศไทย จะได้สือสารกันอีกที วันนี้มีภาพบางส่วนมาแสดงก่อนครับ