วันที่ ๑๙ กันยา ๒๕๕๐ เจ็ดโมงกว่า พาคณะทีมงานรวมกัน ๑๑ ชีวิต อายุรวมกันหวิดห้าร้อยปี ออกมาจากที่พักโรงแรมพลอย เริ่มต้นเวลาที่รอคอย ข้ามสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่สอง ที่ทอดผ่านน้ำโขงเชื่อมโยงให้เดินทางสู่แขวงสะหวันเขตประเทศ สปป.ลาว ผ่านด่านลาวบาวชายแดนลาว-เวียดนาม ชมความงามตามธรรมชาติที่มีอย่างดาษดื่น บนพื้นแผ่นดินสองข้างทางหลวงหมายเลขเก้า เดินทางตั้งแต่เช้าจรดเย็น ได้พบเห็นได้เรียนรู้ดูและสัมผัสบรรยากาศที่บ่งบอกวิถีชีวิตผู้คนบนผืนแผ่นดินสองประเทศ อันเป็นเขตแดนชนแดน แม้นว่าความเจริญทางวัตถุนิยมจะไม่เท่าเทียมกันในปัจจุบันกาล แต่จากพื้นฐานการพัฒนาที่มาจากการเริ่มต้นที่แตกต่างกันนั้นเป็นผลให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาช้าเร็วต่างกัน อันเป็นผลมาจากสงคราม เวียดนามและลาวเพิ่งจะก้าวผ่านมาไม่นานนี้ สามสิบสองปีนับแต่ที่รวมประเทศเป็นปึกแผ่นดินแดนเวียดนามเหนือและใต้ จึงได้มาเริ่มการพัฒนากันอย่างจริงจังเป็นประเทศกำลังพัฒนา ที่ในไม่ช้าจะเป็นเสือตัวต่อไปในเอเชีย
ทีมงานขอเรียกชื่อสั้น ๆ อันประกอบด้วยผม คุณอัจฉรพรรณ คุณโนรี คุณสุพรรณ คุณกรรณิการ์ คุณสมหมาย คุณวัชรินทร์ คุณประทีป คุณรุ่งอรุณ คุณมาลี และคุณสุรศักดิ์ มีภารกิจหน้าที่รับผิดชอบกันคือ คุณสุพรรณเป็นผู้บริหารโครงการประสานงานในและต่างประเทศ คุณอัจฉรพรรณ ดูแลเรื่องเงินทองที่กองไว้เป็นค่าใช้จ่ายของพวกเรา คุณรุ่งอรุณเป็นคุณลิขิตบันทึกรายละเอียดการเรียนรู้จากการได้ดูได้เห็น คุณวัชรินทร์และคุณสุรศักดิ์ บันทึกภาพทั้งภาพนิ่งและภาพดีวีดีกิจกรรม นอกนั้นทำตัวเป็นลูกทัวร์ที่ดี มีอะไรให้ช่วยก็ร่วมด้วยช่วยกัน สิ่งสำคัญคือสร้างความหรรษาในช่วงเวลาการเดินทาง ทุกสิ่งทุกอย่างพยายามช่วยกันจดจำนำไปใช้เป็นทุนทางปัญญานำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่การทำงานกันต่อไป ซึ่งจะใช้บันทึกนี้เป็นเวทีให้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันต่อไป ซึ่งในวันที่บันทึกนี้ผมอยู่ที่เมืองเว้ เวียดนาม เป็นวันที่สามของการเดินทางแล้ว แต่ไม่สามารถใช้เน็ตได้ในหลายวันที่ผ่านมา วันนี้พอจะหาสัญญาณไร้สายได้ในโรงแรม NGOC HUONG ก็รีบขึ้นเน็ตมาทันที วันพรุ่งนี้ก็จะเดินทางกลับประเทศไทย จะได้สือสารกันอีกที วันนี้มีภาพบางส่วนมาแสดงก่อนครับ







- ยินดีด้วยนะคะที่มีโอกาสได้เรียนรู้นอกประเทศ
- ทางเหนือ...น้ำกำลังมา....พรุ่งนี้ นศ.สอบปลายภาค...คงต้องลุยน้ำกันทั้งครูและผู้เรียน.....
ท่าน ผอ.ดิศกุลครับ
ขอขอบคุณท่านผอ.ที่นำมวลประสบการณ์จากไปเรียนรู้และศึกษาความรู้ของประเทศเวียดนามมาฝากพวกเราทุกคน
เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับเวียตนาม
"ฮานอย"หมายถึงตอนต้นของแม่น้ำ ตั้งอยู่ตอนต้นอยู่บนลุ่มแม่น้ำแดง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ลี้สถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ.1553 โดยใช้ชื่อว่า"ทังลอง"จนกระทั่ง พ.ศ.2345 กษัตริย์ราชวงศ์เหงียนได้ย้ายเมือหลวงไปอยู่เมือง"เว้"เมื่อตกเป็นส่วนหนึ่ของอินโดจีนของฝรั่งเศส ฮานอยจึงกลับมาเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการอีกครั้งใน พ.ศ.2430 ภายหลังได้รับเอกราชในปี พ.ศ.2489 ดินแดนเวียดนามแยกออเป็นสองประเทศ โดยฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามเหนือ เมื่อรวมประเทศใน พ.ศ.2519 จึงเป็นเมืองหลวงหนึ่งเดียวของเวียดนามในปัจจุบัน
โฮจิมินห์ กัน นครโฮจิมินห์ นั้น ทุกท่านคงจะทราบดีอยู่แล้วว่า อยู่ที่เวียดนาม แต่ก็จะเป็นส่วนที่เรียกกันว่า เวียดนามใต้นะครับ แต่เดิมนั้น ที่นี่ ชื่อ ไซ่ง่อน ครับ แต่ต่อมาได้เปลี่ยน มาเป็นโฮจิมินห์ แทน สำหรับบางท่านอาจยัง สับสนนะครับว่า เมือง โฮจิมินห์ นี้เป็นเมืองหลวงของเวียดนาม แต่โดยแท้จริงแล้วนั้น เมืองหลวงของเวียดนามคือ เมืองฮานอยครับ แต่โฮจิมินห์ จะมีความสำคัญในลักษณะ ของเมืองที่ เป็นเมืองค้าขาย เสียมากกว่า เมืองโฮจิมินห์ นี้ จึงเป็นที่สนใจของชาวต่างชาติ ที่อยากทำธุรกิจ ต่างๆอยู่มาก
อุโมงค์ คูจิ Click here for Real Movie Slide Show
อุโมงค์คูจิ: เป็น ห้องใต้ดินในเมือง โฮจิมินท์ ที่ทหารเวียตกง ขุดไว้ในสมัยทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา ใช้เป็นกองบัญชาการ เป็นที่หลบทหารรัฐบาล เป็นกองกำลังส้องสุมกำลัง เป็นโรงพยาบาล ฯลฯ และเป็นทางลำเลียงทหารเข้าตี กรุงไซ่ง่อน หรือโฮจิมิน ปัจจุบัน จนสหรัฐฯ พ่ายแพ้
พิพิธภัณฑ์ สงคราม
ภายในพิพิธภัณฑ์นั้น จะแสดงแบ่งเป็นส่วนๆ คือ ส่วนที่มาของสงคราม รูปถ่ายต่างๆในช่วงสงคราม ส่วนของอาวุธในสงคราม ซึ่งบริเวณนั้นก็จะมี ปืนผาหน้าไม้ แสดงเอาไว้ รวมทั้งผลกระทบจากการได้รับการโจมตี ด้วย ฝนเหลือง สารพิษ ที่ร้ายแรงและน่ากลัวมากครับ ซึ่งเขาก็มีรูปผู้ที่ได้รับเคราะห์ให้ชมด้วย
ขอขอบคุณท่านผอ.มากที่ได้ประสบการณ์ในการไปศึกษาดูงานและเรียนรู้ในประเทศเวียดนามมาฝากพวกเรารทุกคนนี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่ท่านผอ.ได้ไปเยือนเวียดนามแล้วอย่าลืมนำภาพภายในประเทศเวียดนามมาให้พวกเราชมบ้าง
เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับเวียตนาม
"ฮานอย"หมายถึงตอนต้นของแม่น้ำ ตั้งอยู่ตอนต้นอยู่บนลุ่มแม่น้ำแดง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ลี้สถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ.1553 โดยใช้ชื่อว่า"ทังลอง"จนกระทั่ง พ.ศ.2345 กษัตริย์ราชวงศ์เหงียนได้ย้ายเมือหลวงไปอยู่เมือง"เว้"เมื่อตกเป็นส่วนหนึ่ของอินโดจีนของฝรั่งเศส ฮานอยจึงกลับมาเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการอีกครั้งใน พ.ศ.2430 ภายหลังได้รับเอกราชในปี พ.ศ.2489 ดินแดนเวียดนามแยกออเป็นสองประเทศ โดยฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามเหนือ เมื่อรวมประเทศใน พ.ศ.2519 จึงเป็นเมืองหลวงหนึ่งเดียวของเวียดนามในปัจจุบัน
โฮจิมินห์ กัน นครโฮจิมินห์ นั้น ทุกท่านคงจะทราบดีอยู่แล้วว่า อยู่ที่เวียดนาม แต่ก็จะเป็นส่วนที่เรียกกันว่า เวียดนามใต้นะครับ แต่เดิมนั้น ที่นี่ ชื่อ ไซ่ง่อน ครับ แต่ต่อมาได้เปลี่ยน มาเป็นโฮจิมินห์ แทน สำหรับบางท่านอาจยัง สับสนนะครับว่า เมือง โฮจิมินห์ นี้เป็นเมืองหลวงของเวียดนาม แต่โดยแท้จริงแล้วนั้น เมืองหลวงของเวียดนามคือ เมืองฮานอยครับ แต่โฮจิมินห์ จะมีความสำคัญในลักษณะ ของเมืองที่ เป็นเมืองค้าขาย เสียมากกว่า เมืองโฮจิมินห์ นี้ จึงเป็นที่สนใจของชาวต่างชาติ ที่อยากทำธุรกิจ ต่างๆอยู่มาก
อุโมงค์ คูจิ Click here for Real Movie Slide Show
อุโมงค์คูจิ: เป็น ห้องใต้ดินในเมือง โฮจิมินท์ ที่ทหารเวียตกง ขุดไว้ในสมัยทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา ใช้เป็นกองบัญชาการ เป็นที่หลบทหารรัฐบาล เป็นกองกำลังส้องสุมกำลัง เป็นโรงพยาบาล ฯลฯ และเป็นทางลำเลียงทหารเข้าตี กรุงไซ่ง่อน หรือโฮจิมิน ปัจจุบัน จนสหรัฐฯ พ่ายแพ้
พิพิธภัณฑ์ สงคราม
ภายในพิพิธภัณฑ์นั้น จะแสดงแบ่งเป็นส่วนๆ คือ ส่วนที่มาของสงคราม รูปถ่ายต่างๆในช่วงสงคราม ส่วนของอาวุธในสงคราม ซึ่งบริเวณนั้นก็จะมี ปืนผาหน้าไม้ แสดงเอาไว้ รวมทั้งผลกระทบจากการได้รับการโจมตี ด้วย ฝนเหลือง สารพิษ ที่ร้ายแรงและน่ากลัวมากครับ ซึ่งเขาก็มีรูปผู้ที่ได้รับเคราะห์ให้ชมด้วย
สวัสดีค่ะผอ.ดิศกุล
เห็นภาพแล้วอยากไปบ้างจังเลย คงสนุกมากเลยเนอะมีแต่คนถูกใจไปด้วยกัน ปีหน้าไปไหนขอไปด้วยนะ
แดงกับอ.แอ๊วก็เป็น2 ใน 1 คน ในคณะที่ไปกับครูนงด้วยนะ อาหารร้านลาว ลาว เด้อ อร่อยมากเลย แดงกับอ.แอ๊วไปถึงโรงแรมพลอยประมาณ 10 โมง ก็เลยไม่ทันได้เจอกัน
คาดว่าน่าจะมีเรื่องเล่าตอนต่อไปนะคะ แล้วจะติดตามต่อค่ะ
ครูหล้าครับ ขอบคุณครับที่มาเยี่ยม ขอเป็นกำลังใจช่วยฟันฝ่าน้ำเหนือนะครับ
lสวัสดีครับพี่ครูนง
ระลึกถึงครับ เวลาจวนแจไม่ได้พบกัน ไม่ทราบรายละเอียดโครงการของสถาบันฯว่ามีพี่ครูนงมาด้วย เพียงแต่ได้รับหนังสือเชิญให้มาจัดนิทรรศการซึ่งก็ฝากรถสถาบันฯมาครับ เป้าหมายหลักจัดให้คณะทีมงานไปชาร์ทไฟที่ต่างประเทศ ได้ผลดีครับ และคณะที่ไปก็จะช่วยกันต่อยอดความรู้กันต่อไป ขอบคุณครับ
ขอบคุณเด็กบ้านสามขาครับ หาข้อมูลมาเพิ่มเติมให้มากเลย
คราวหน้าจะส่งข่าวครับ ขอบคุณครับ
บันทึกการเดินทาง ( เพิ่มจาก ผอ.ดิศกุล )
วันที่ 17 กย. 2550 เวลา 09.00 น. รถตู้เคลื่อนออกจากศูนย์จังหวัด โดยมีผอ.ดิศกุล เป็นหัวหน้าคณะ และพี่ขาว เป็นโชเฟอร์ พวกเราออกเดินทางโดยใช้เส้นทาง 304 จากฉะเชิงเทรา ผ่านกบินทร์บุรีขึ้นเขาปักธงชัยลงไปโคราชถึงเวลาประมาณเที่ยงแวะทายอาหารกลางวันกันที่ ลานนาปลาเผาร้านอาหารข้างทางประมาณ 1 ชม.เราออกเดินทางกันต่อจากโคราชผ่านเข้าเขตร้อยเอ็ดและยโสธรถึงมุกดาหารประมาณหกโมงเย็น เข้าโรงแรมที่พักชื่อพลอยพาเลทเช็คอินเรียบร้อยรับประทานอาหารเย็น ริมแม่น้ำโขงชื่อสุขาวดี เป็นอาหารพื้นเมือง ปลาน้ำโขง สม้ตำ ปลาร้า ผักสด ข้าวเหนียว ประทับใจทุกคน จากนั้นทุกคนกลับเข้าที่พัก เวลา 20.00 น.
วันที่ 18 กันยายน 2550
เราใช้สูตร 6 7 8 ออกจากพลอยพาเลทสู่หอแก้วมุกดาหารชมเมืองทั้งฝั่งไทยและลาว จากนั้นเดินทางไปภูผาเทิบ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอำเภอเมืองและอำเภอดงตาล เจ้าหน้าที่อุทยานพอทราบว่าเรามาจากแปดริ้วก็ช่วยนำชมและให้ข้อมูล ทั้งด้านภูมิศาสตร์และพืชศาสตร์ที่อยู่ในอุทยาน ซึ่งพวกเราคิดว่าธรรมชาติช่างน่าอัศจรรย์ที่สร้างสรรค์งานปฏิมากรรมหินเทิบ(ก้อนหินที่คนเข้าไปหลบแดดฝนได้) อ.แก้วช่วยอุดหนุนสินค้าโอทอป หลังจากรับประทานอาหารกลางวัน เดินทางไปนมัสการพระธาตุพนม ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมืองทั้งไทยและลาวเมื่อปี 2518 เป็นปีที่ฝนตกชุกมากทำให้องค์พระธาตุล้มลงมาทั้งองค์เป็นที่เสียใจทั้งไทยและลาวแต่ปัจจุบันองค์พระธาตุได้บูรณะขึ้นใหม่ให้สมกับเป็นที่เคารพบูชาของทั้งสองฝั่ง ช่วงบ่ายคล้อยเรากลับมาที่ตลาดอินโดจีนซึ่งพวกเราดีใจกันออกนอกหน้าตลาดชายแดนแห่งนี้มีทั้งสินค้าที่นำเข้าจากจีน เวียตนาม ลาว และของไทยเอง มีทั้งอาหาร ขนม ผลไม้แปรรูป เสื้อผ้า ของใช้ในครัวเรือน ของเล่นเด็ก กล้วยไม้ป่า(จากลาว) สมุนไพร อาหารทะเล(ปลาหมึก) จิปาถะมากมาย อาหารค่ำวันนี้เป็นข้าวต้มกับโต้รุ่ง อร่อยมากๆ กลับเข้าที่พักเพราะพรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางแต่เช้าเพื่อไปต่างประเทศ(ตื่นเต้น) แล้วจะกลับมาเล่าใหม่เมื่อไปเมืองนอก
คณะทีมงานที่ไปดูงานในครั้งนี้ เมื่อข้ามไปเวียตนามใช้เงินไปหลายแสน(ดอง) ถ้าเป็นเงินไทยคงหน้ามืด คณะช่างภาพกดชัตเตอร์กันไวมาก สรุปภาพที่เราได้มา 1 พันกว่าภาพ ดูกันสนุกสนานมาก บ้านเมืองเขากำลังพัฒนา แต่ยังตามเมืองไทยไม่ทัน สิ่งที่เราชอบมาก ๆ คือที่พัก แต่ละที่สวยงามสะดวกสบายน่าอยู่ หลาย ๆ เมืองที่เราเดินทางไปมักพบคณะของคนไทย ทราบว่ามีคนไทยไปเที่ยวศึกษาดูงานกันเยอะมาก สังเกตได้ว่า พ่อค้าแม่ค้าในตลาด สามารถพูดไทยได้บ้าง และเงินไทยก็สามารถใช้จ่ายได้ ส่วนเรื่องอาหารการกิน รสชาดของอาหารไม่ค่อยถูกปากคนไทยเท่าไร แต่ก็มีอาหารทะเล เช่นกุ้ง ปลาหมึก ปลา ที่ขาดไม่ได้คือผัก การเดินทางครั้งนี้เราใช้เวลาในการนั่งอยู่บนรถค่อนข้างนาน เวลาเที่ยวไม่ค่อยมาก แต่ความตื่นเต้นสนุกสนามครื้นเครงเราสร้างได้บนรถขณะที่เดินทาง เราไม่สามารถหลับบนรถได้ การขับรถในเวียตนามใช้ความเร็วต่ำก็จริงแต่ก็หวาดเสียวไม่เบาเพราะพื้นที่เป็นภูเขาสูง มีรถสวนบีบแตรกันขวัญผวา พอรถบีบแตรทีนึงเราก็ชะเง้อมองถนน บีบแตรกันตลอดทาง เมื่อยคอไปหมด อีกเรื่องที่น่าสนใจ สาว ๆ ชาวเวียตนามหุ่นสวยจริง ๆ มีเอวมีอก รู้จากไกด์ บอกว่าคนเวียตนามชอบกินผัก ออกกำลังกายไม่กินของหวาน ผิดกับสาวไทยชอบกินขนมหวาน กินจุบจิบ คณะที่เดินทางมองหาของกินตลอดทาง ซึ่งได้แต่มองเพราะไม่มีอะไรขายตามข้างทางเหมือนบ้านเรามีเฉพาะในตลาดเท่านั้น สถานที่ท่องเที่ยวสนุกตื่นเต้นทุกแห่ง ยกเว้นมุดลงรู เราคนเดียวที่ไม่สามารถมุดได้ เพราะเกิดความกลัว หายใจไม่ออก สรุปว่า เวียตนามครั้งนี้ คุ้มค่าจริง ๆ ถ้าได้ไปอีกก็จะไปเที่ยวแถวอ่าง ฮาลอง เขาว่าสวยน่าดู
สวัสดีครับน้องลูกหว้า
ไปคราวนี้สนุกดีครับ ขอบคุณครับที่แวะมาทักทาย
การแลกเปลียนเรียนรู้สู่ประเทศเวียดนาม อันทรงคุณค่าที่ยากจะลืมเลือน มาฝากทุก ๆท่าน ซินจ่าว เวียดนามเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม (เว้ ดานัง ฮอยอัน กวางตรี กวางบิน) เดินทางถึงเมืองเว้ อดีตศูนย์กลางของอาณาจักรเวียดนาม ช้อปกันไปคนละหลาย ๆดอง ได้ของกับสมใจนึก สิ่งที่ถูกใจกระเป๋าKlipling ที่มีราคาถูกมาก และก็ให้เลือกเยอะมากด้วย สิ่งที่ประทับใจของการเรียนรู้เราได้ทั้งองค์ความรู้ และการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันของทีมที่ผสมกลมกลืนที่มีความสุขถ้วนหน้าบนร่องรอยแห่งความสุขและสนุกสนาน การเดินทางครั้งนี้ค้มค่ามากที่สุด
การเดินทางเพื่อศึกษาหลายสิ่งหลายอย่างที่ชีวิตต้องการจะรู้...แล้วในที่สุดทุกคนจะค้นพบความหมายที่แท้จริง...ของการเรียนรู้....จริง ๆ
ทุกท่านมีโอกาสที่ดี ได้ศึกษาดูงาน ณ ต่างแดน ได้เรียนรู้จากสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยสายตาของตนเอง เป็นการเรียนรู้ที่ไม่อาจจะบรรยายได้
พนักงานราชการก็อยากไปบ้าง แต่คงไม่มีสิทธิ เรียบเรียงถ้อยคำมาอย่างผู้น้อยใจเล็กน้อย
อย่าน้อยใจเลยน้อง ชีวิตนี้ยังอีกยาวไกล.........
ขอบคุณน่ะค่ะ ที่ให้กำลังใจ ไม่น้อยใจก็ได้ แต่จะตั้งใจทำงาน และเก็บเงินไว้ท่องเที่ยว และเรียนรู้ประสบการณ์ด้วยตนเองค่ะ ....
บันทึกการเดินทาง ( เพิ่มจาก ผอ.ดิศกุล ) 2
วันที่ 19 กันยายน 2550
เราใช้สูตร 5 6 7 เพราะเรานัดไกด์ที่จะมารับเราที่พลอยพาเลท นำสัมภาระขึ้นรถคันใหม่ที่จะพาเราไปต่างแดน เราข้ามสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว 2 จังหวัดมุกดาหาร เข้าด่านตรวจคนเข้าเมือง เวลา 08.00 น. พอดี เสียค่าผ่านแดนทั้ง 11 คน 600 บาท เข้าสู้เมืองสหวันเขตเพื่อไปชายแดน ลาว-เวียตนาม โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 9 ของ สปป.ลาว ระยะทาง 241 กิโลเมตร จึงถึง ด่านลาวบาว ( ลาวบ่เอา) สหวันเขตเป็นแขวงที่ใหญ่ที่สุดของ สปป.ลาว จากชายแดนไทยถึงชายแดนเวียตนามจะผ่านแขวงสหวันเขตเพียงแขวงเดียว
ลักษณะภูมิประเทศ ด้านที่ติดไทยจะเป็นที่ราบ มีป่าโปร่งสลับทุงหญ้าจะเรียกลาวลุ่ม(ลาวที่ราบ) ส่วนด้านที่ติดเวียตนามจะเป็นที่ราบสูงและภูเขาจะเป็นพวกลาวเทิง(ลาวสูง)บ้านเรือนจะเป็นบ้านยกพื้นเสียเป็นส่วนใหญ่ คล้ายๆ บ้านของไทยทางอีสานเมื่อสมัยก่อนแต่หลังจะไม่ใหญ่โตมาก ส่วนถ้าบ้านไหนมีเงินจะปลูกบ้านทรงสมัยใหม่และหลังใหญ่ แต่เป็นส่วนน้อยเท่านั้น ไกด์(คนลาว) บอกเราว่าถ้าบ้านที่มีเงินส่วนใหญ่จะทำงานกับรัฐบาลหรือรับราชการ สวัสดิการจะดีมาก และถ้าใครเรียนจบมาจากอเมริกา หรือไทย จะได้ทำงานดีๆ แต่ที่ สปป.ลาว ยังใช้ระบบเส้นสายในการเข้าทำงาน ดังนั้นคนจนๆ จะไม่มีโอกาส และที่น่าสังเกตุ บ้านเรือนสองข้างทางที่ผ่านมาจะไม่ค่อยเห็นบ้านที่มีห้องส้วมเลย แม้แต่โรงเรียนก็ไม่มีห้องส้วม(ไกด์ลาวยืนยัน) โรงเรียนของ สปป.ลาว สองข้างทางก็เล็กมากบางโรงมีอาคารไม้เก่าๆ และไม่มีประตู 1 หลังเท่านั้น บางโรงดีหน่อยก็จะมีอาคารปูนเพิ่มอีกหนึ่งหลัง นักเรียนจะเดินหรือถีบจักรยานไปโรงเรียนนักเรียนหญิงจะนุ่งผ้าซิ่นและเสื้อสีขาว นักเรียนชายนุ่งกางเกงสีดำมีทั้งขาสั้นและยาวใส่เสื้อสีขาว
ประมาณ 11.45 เราถึงด่านชายแดน แวะกินอาหารเที่ยงที่ร้านข้างทางที่จัดไว้รับนักท่องเที่ยว ลาบ แกงป่า ส้มตำปลาร้า ผัดผักรวม ไข่เจียว และข้าวเจ้า แต่ที่ทุคนสนในโดยเฉพาะผู้หญิงคือห้องส้วม เพราะต้องอั้นกันมานาน จากนั้นเราเข้าด่านตรวจคนเข้าเมืองของเวียตนามคือด่านลาวบาว ในด่านมีร้ายขายของด้วย 1 ร้าน พวกเราเข้าไปซื้อขนมและน้ำ เพราะตลอดสองข้างทางที่ผ่านมาไม่มีร้านขายเหมือนเมืองไทย จากนั้นเดินทางเข้าสู่ประเทศเวียตนาม(ตื่นเต้น) แล้วพบกันใหม่ที่เวียตนาม