เมื่อเดือนมิถุนายนผู้บันทึกได้เขียน เรื่องเล่าจากดงหลวง 112 วงจรหน้าจืด ความจริงที่ซ่อนอยู่ และ เรื่องเล่าจากดงหลวง 113 วงจรที่ทำให้หน้าจืด ความจริงที่ไม่เป็นข่าว สาระก็คือ ผู้บันทึกได้เข้าไปศึกษาข้อมูลในชุมชนด้วยเครื่องมือ PRA แล้วพบว่าเกษตรกรระดับกลางเป็นหนี้มากขึ้นจนน่าตกใจคือ เกือบทุกหลังคาเรือนเป็นหนี้สินกองทุนหมู่บ้านและแหล่งเงินทุนอื่นๆ เมื่อสำรวจรายได้รายจ่ายแล้วไม่สมดุลกัน หลายหมู่บ้านติดลบ ทำนายว่านี่คือ “สึนามิลูกใหม่ของสังคมไทย” วันนี้คลื่นสึนามิลูกแรกมาแล้วครับ
หนังสือพิมพ์มติชนประจำวันที่ 22 กันยายน 2550 หน้า 7 พาดหัวว่า “ซิงเกอร์กระอักพิษประชานิยม” “รากหญ้าผ่อนมอเตอร์ไซด์ไม่ไหว” “หนี้เสีย 50% เจ๊งสุดในรอบ 150 ปี”
*************
เนื้อข่าวกล่าวโดยสรุปว่าประชานิยมพ่นพิษ รากหญ้าอ่วมหนี้กองทุนหมู่บ้าน แถมเกษตรกรเจอปัญหาผลผลิตตกต่ำ ทำซิงเกอร์กระอักลูกค้าเลิกผ่อนมอเตอร์ไซด์ หนี้เสียพรวด 50% ของพอร์ตรถยึดบานกว่า 5 หมื่นคันดันขาดทุน 1.2 พันล้านสูงสุดในรอบ 150 ปี.....
ข่าวระบุว่า หนี้เสียเกิดจากความสามารถในการผ่อนชำระลดลงหลังปรับเปลี่ยนรัฐบาลนโยบายประชานิยม ประเภทกองทุนหมู่บ้าน ไม่มีความต่อเนื่องทั้งกลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นลูกค้าหลัก 70% ของฐานลูกค้ารวม 2 แสนราย ประสบปัญหาผลผลิตยางพารา ราคาข้าวตกต่ำ ขณะที่กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมลูกค้าสัดส่วน 20% ตกงานจากปัญหาเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า และส่วนหนึ่งยังมีภาระหนี้สินต้องผ่อนชำระหนี้สินเชื่อ Non-Bank ในกลุ่มอิออน และเฟิร์สช้อยส์ อีกด้วย
เงินกองทุนหมู่บ้านส่วนหนึ่งนำมาซื้อมือถือกับมอเตอร์ไซด์ และซิงเกอร์ก็เป็นหนึ่งด้วย...ลูกค้าผ่อนไปได้ 3-4 เดือนก็ทิ้งรถ ไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่ที่มีปัญหาเรื่องเช่าซื้อมอเตอร์ไซด์จาก 140 ประเทศทั่วโลกที่ซิงเกอร์มีธุรกิจลักษณะนี้ ล่าสุดลูกค้ามอเตอร์ไซด์เหลือเพียง 7 หมื่นราย จากสูงสุด 2.5 แสนรายเมื่อ 3-4 ปีก่อน.....
****************
นี่เป็นเพียงบริษัทซิงเกอร์เท่านั้นนะครับ มีอีกกี่บริษัทที่ทำธุรกิจเช่าซื้อในปัจจุบัน ทั้งรายใหญ่ระดับชาติ เช่นซิงเกอร์ และบริษัทย่อยลงมาระดับภูมิภาค และจังหวัด จนถึงระดับอำเภอ มีเกลื่อนไปหมด จากข่าวดังกล่าวนี้เป็นเพียงระบุผลกระทบต่อบริษัทเช่าซื้อ แต่ผลกระทบจริงๆกับชาวบ้านผู้กู้เงิน และครอบครัว หมู่บ้าน ชุมชน สังคม คืออะไรเล่า
- หนึ่ง ไม่ได้ใช้มอเตอร์ไซด์อีกต่อไป
- สอง หนี้สินส่วนหนึ่งยังคงอยู่กับกองทุนหมู่บ้านหรือแหล่งเงินทุนอื่นๆ
- สาม การดิ้นรนหาเงินมาหมุนเวียนใช้หนี้สิน ในวิธีการต่างๆกัน
- สี่ การเป็นหนี้ หรือการขาดเงินส่งผลกระทบต่อการลงทุนการผลิตในวิถีชีวิตปกติ
- ห้า ในกรณีดงหลวง ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็อยู่ในวงจรนี้ อาจดิ้นรนเข้าป่า หาของป่าขาย อาจจะรุกเลยไปถึงการผิดกฎชุมชน กฎหมายบ้านเมืองด้วย เพียงเพราะต้องการขายเอาเงินมาหมุนเวียนในภาวะเช่นนี้
- หก ความอับจนในการหมุนเงินอาจก่อเหตุในทางไม่พึงประสงค์ต่างๆได้
- เจ็ด อาจส่งผลกระทบความสัมพันธ์ในครอบครัวอันเนื่องมาจากความเครียดได้
- แปด อาจเกิดการอพยพแรงงานอีกระลอก ทั้งๆที่โรงงานอุตสาหกรรมส่วนหนึ่งปิดตัวลง เขาจะไปไหน ?
- เก้า อาจเกิดการเปลี่ยนมือการถือครองที่ดิน หรือทรัพย์สินในวาระที่จำเป็น
- สิบ ผลกระทบอื่นๆที่ไม่อาจคาดการณ์ได้.....
มันเหมือนลัทธิประชานิยมาคือรอยเลื่อนทางเศรษฐกิจสังคมที่กำลังเลื่อนอย่างแรงแต่เงียบๆ ไม่มีระบบเตือนภัย ไม่มีหน่วยงานราชการทำหน้าที่เตือนภัยนี้ ตรงข้ามมีแต่บริษัทยักษ์ใหญ่แถลงดังกล่าวและหาทางปิดช่องโหว่ด้วยอำนาจของระบบธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ ปล่อยให้คลื่นหนี้สินซัดออกไปสู่ชนบทอันเป็นแหล่งหนี้สินใหญ่ที่สุดของระบบประชานิยมนี้ เหตุผลวิเคราะห์เบื้องต้นทั้งสิบข้อนั้นก็คือคลื่นแต่ละลูกที่ซัดเข้าหาชนบท
อย่างนี้ไม่ใช่สึนามิแล้วจะเรียกอะไรหนอ แต่เจ้าของลัทธิประชานิยมนั่งยิ้ม กระดิกเท้า ดูฟุตบอลพรีเมี่ยลีกซาบายเฉิบ แถมยัง [‘dkimk’dkig,nv’9jvwxvudw,jwfh-kfitpt หุ หุ..
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
สวัสดีครับท่านบางทราย
มาตัดลอกข้อความน่าสนใจบางตอนไปรวมครับ
http://gotoknow.org/blog/mrschuai/117622?page=9
สวัสดีครับพี่บางทราย
เป็นเรื่องที่ผมอยากลปรรมากๆครับ
ถึงไม่ได้ทำงานชุมชน แต่ก็รับรูปัญหานี้ดีครับ
มองกลับไปที่บ้านผมเอง มีปัญหาเรื่องนี้มากมายครับ
ทุกคนต่างเป็นหนี้ ผมยังคิดไม่ออกว่าถ้าผมยังคงทำนากับพ่ออยู่ ตอนนี้คงจะเครียดพอสมควรครับ
เงินคือประเด็นสำคัญ เป็นเรื่องที่มีผลกระทบกับชาวบ้านมากๆครับ เพราะว่ามาพร้อมกับความไม่รู้เท่าทัน
ตอนนี้ผมว่านคคงจะเครียดมากๆครับ เพราะว่ามีหนี้หลายที่ทาง ที่บ้านไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ พ่อกับพี่สาวผมยังเป็นหนี้กองทุนหมู่บ้านกันเลยครับ
สามปีแล้วผมบอกไม่ต้องกู้นะ แต่ก็ยังก็อยู่ ตอนจะใช้ก็อืม เป็นเราเองทุกครั้งครับ เดือนหน้าก็ถึงกำหนดแล้วเหมือนกันสำหรับปีนี้
ผมมองไปที่คนอื่นๆ เขาคงแบบว่าเท่าที่ทราบก็หมุนต่อไป ดอกเบี้ก็แพง กรรมการหมู่บ้านบางคนก็ไปรับเงินจากนายทุนเพื่อมาให้ก็ใช้หนี้กองทุนกันเลย
สภาพสังคมมันเปลี่ยนไปมากมาย รุนแรง พื้นฐานคุณธรรม จริยธรรม ความดีงามลดลงอย่างมาก ทุกคนต่างเปลี่ยนไป เพื่อเอาตัวรอด
ผมแอบถามตัวเองเสมอนะครับ จะมีวิธีใดที่จะทำให้ชุมชนอยู่อย่างเป็นสุขและพอเพียงเหมือนตอนที่ผมยังเด็กนะครับ
เหมือนๆกับคิดว่าจะทำอย่างไรให้หน่วยงานที่ตนเองอยู่ เป็นองค์กรแห่งความสุข
สวัสดีหนู
อรณัฐ วิไชยภูมิ
สวัสดีครับ
TAFS
สวัสดีค่ะพี่บางทราย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก แต่ถูกทำให้เป็นเรื่องเล็กของผู้เสวยสุข
สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณบอกเหตุความร้อนเป็นไฟ เป็นภัยของทุกคนในสังคม คนที่ถึงทางตันก็จะหาทางออกแบบง่ายๆ หากไม่หนีปัญหาก็คือหันไปปล้น โขมย หรือทำผิดกฎหมายในหลากรูปแบบ น่ากลัวจริงๆ
สวัสดีครับน้องราณี
Ranee
ด้วยความยินดีครับ คุณ
สิทธิรักษ์ พวกเรา ต้องขอปรมมือให้ที่ช่วยทำหน้าที่ดี ดี เช่นนี้ครับ เป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆที่เข้าไปแล้วได้หลายเรื่องครับ
ขอบคุณและยินดีครับ
สวัสดีครับน้องหมอ
kmsabai
สวัสดีครับน้องคุณนาย
คุณนายดอกเตอร์ <ul>
</ul>
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
สึนาิมิีเศรษฐกิจที่มีการเตือนภัยจากการไหวตัวของระบอบวงจรมาเนิ่นนานประมาณ สามถึงสี่ปีได้มั้งคะว่าให้ระวัง..แต่ดูเหมือนว่าคำเตือนจะเป็นเหมือนๆกับระบบเตือนภัยต่างๆในประเทศนี้เลยนะคะี่พี่่บางทราย..ที่ต้องรอให้เกิดเหตุก่อนถึงจะนึกได้ว่าคุ้นๆเหมือนมีคนพูดอย่างนี้ !
ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วน่ะค่ะพี่บางทรายสำหรับ " การเรียกร้องการอุ้มชูจากรัฐ " ในหลายๆเรื่องราว ตั้งแต่การพยุงราคาข้าว การประคับประคองสถาบันเงินฝาก การไม่ยอมกินไก่ของคนไทย ฯลฯ จนกลายเป็นความเคยชิน ภายใต้ความรู้สึกนึกคิดที่ว่ามันเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของทางภาครัฐ รัฐบาลจะต้องเข้ามาทำการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่า่ปัญหาความเดือดร้อนนั้นจะมีสาเหตุมาจากอะไรก็ตาม.. ..แต่่เราเห็นการรวมกลุ่มเพื่อพึ่งพาตนเอง การจัดตั้งสหภาพหรือสหกรณ์ หรือการเฝ้าจับตาระแวดระวังนโยบายของส่วนบริหารประเทศได้ีน้อยเต็มทีเลยล่ะค่ะพี่บางทราย
นโยบายประชานิยมเป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ได้ตรงจุดมากๆเลยนะคะพี่บางทรายตั้งแต่ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ความสะดวกสบายต่า่งๆ ฯลฯ ( เอาเงินไปให้ถึงบ้าน ) จึงเป็นนโยบายที่ " โดน " ซะ เหลือเกินนะคะพี่บางทราย และไม่มีรัฐบาลไหนทำอย่างนี้มาก่อนซะด้วยสิคะ ..( แต่ต่อไปน่าจะมีคนเดินตามเยอะอยู่ค่ะ เพราะมัน " ขาย " ได้ และโปรโมชั่นน่าจะหวือหวาขึ้นเรื่อยๆ อิ อิ )
เราถูกบังด้วยมายาภาพของการตลาดที่ฉลาดสุดๆเลยล่ะค่ะ " สื่อ " จึงมีความสำคัญมากๆอย่างที่พี่บางทรายเคยทิ้งไว้ในบันทึกของเบิร์ืดจริงๆ ภาพลวงตาที่ผ่านสื่ออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนชินชา ทำให้เราเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีหรือฟุบอยู่ที่ี่คนๆเดียว ไม่มีใครที่เข้าถึงคนได้อย่างมากมายหลากหลายและรวดเร็วได้ดีเท่าสื่อ พลานุภาพของสื่อจึงเกินความคาดหมายเสมอเลยนะคะ..ถ้าสื่อมีความรับผิดชอบและนำเสนองานคุณภาพทำงานหนักแบบเชื่อในอุดมการณ์ว่า " สื่อมวลชนคือพลังของประชาชนอย่างแท้จริง " ..เราคงดีกว่านี้น่ะค่ะ
โอย..เบิร์ดของขึ้น ขออภัยค่ะที่มาบ่นงึมงำในบันทึกพี่บางทรายอย่างจับต้นชนปลายไม่ค่อยจะได้ ไว้ให้ของออกก่อนนะคะ แล้วจะเข้ามาเรียบเรียงใหม่ค่ะ ^ ^
้
สวัสดีครับพี่บางทราย
สวัสดีครับน้อง
เบิร์ด
สึนาิมิีเศรษฐกิจที่มีการเตือนภัยจากการไหวตัวของระบอบวงจรมาเนิ่นนานประมาณ สามถึงสี่ปีได้มั้งคะว่าให้ระวัง..แต่ดูเหมือนว่าคำเตือนจะเป็นเหมือนๆกับระบบเตือนภัยต่างๆในประเทศนี้เลยนะคะี่พี่่บางทราย..ที่ต้องรอให้เกิดเหตุก่อนถึงจะนึกได้ว่าคุ้นๆเหมือนมีคนพูดอย่างนี้ !
พี่เลยตั้งคำถามกับรัฐบาลใหม่ว่าเราจะมีระบบเตือนภัยทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพเกิดขึ้นบ้างไหม ความจริงมันมี แต่อยู่ที่ระบบการส่งออกเสียงมากกว่า พี่เองก็เห็นรายงานของธนาคารต่างๆออกมาบอกเป็นระยะแต่รัฐไม่ได้ขยับอะไรในเรื่องนี้ มีแต่ตั้งหน้าตั้งตาแก้การส่งออก ทำเหมือนว่าประชาชนชาวยาชาวไร่ไม่มีอยู่ในประเทศนี้แน่ะ
ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วน่ะค่ะพี่บางทรายสำหรับ " การเรียกร้องการอุ้มชูจากรัฐ " ในหลายๆเรื่องราว ตั้งแต่การพยุงราคาข้าว การประคับประคองสถาบันเงินฝาก การไม่ยอมกินไก่ของคนไทย ฯลฯ จนกลายเป็นความเคยชิน ภายใต้ความรู้สึกนึกคิดที่ว่ามันเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของทางภาครัฐ รัฐบาลจะต้องเข้ามาทำการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่า่ปัญหาความเดือดร้อนนั้นจะมีสาเหตุมาจากอะไรก็ตาม.. ..แต่่เราเห็นการรวมกลุ่มเพื่อพึ่งพาตนเอง การจัดตั้งสหภาพหรือสหกรณ์ หรือการเฝ้าจับตาระแวดระวังนโยบายของส่วนบริหารประเทศได้ีน้อยเต็มทีเลยล่ะค่ะพี่บางทราย
พี่ก็ว่านั่นแหละ ประชาชนต้องพี่งตัวเองมากกว่าที่จะพึ่งรัฐ แต่นักการเมืองก็เข้าไปสร้างความหวัง จนชาวบ้านก็พลอยเออ ออห่อหมกไปด้วย นักการเมืองก็อ่านจุดอ่อนชาวบ้านได้ว่าจะทำอย่าวไรจึงจะได้คะแนนนิยม แล้วก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร น้อยมากๆ ไอ้ที่แก้ก็เขียนชื่อตัวเองลงไปเต็มที่เลย เหือนประกาศว่า นี่ถ้าไม่ได้ผมละก้องานนี้ไม่มีทางสำเร็จหรอกนะ แต่เงินนั้นเป็นภาษีชาวบ้านทั้งน้านนน น่าเขกหัวเข่านักเชียว นักการเมืองการบ้านเนี๊ยะ
นโยบายประชานิยมเป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ได้ตรงจุดมากๆเลยนะคะพี่บางทรายตั้งแต่ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ความสะดวกสบายต่า่งๆ ฯลฯ ( เอาเงินไปให้ถึงบ้าน ) จึงเป็นนโยบายที่ " โดน " ซะ เหลือเกินนะคะพี่บางทราย และไม่มีรัฐบาลไหนทำอย่างนี้มาก่อนซะด้วยสิคะ ..( แต่ต่อไปน่าจะมีคนเดินตามเยอะอยู่ค่ะ เพราะมัน " ขาย " ได้ และโปรโมชั่นน่าจะหวือหวาขึ้นเรื่อยๆ อิ อิ )
โป๊ะแชะเลย สหานที่รบกับรัฐบาลมาเป็นสิบปีก็ชมเปาะว่านโยบายกองทุนนี้ เยี่ยมจริงๆ เข้าถึงชาวบ้านโดนตรง....อื้อ อ้า...พูดไม่ออกน่ะน้องเบิร์ด
เราถูกบังด้วยมายาภาพของการตลาดที่ฉลาดสุดๆเลยล่ะค่ะ " สื่อ " จึงมีความสำคัญมากๆอย่างที่พี่บางทรายเคยทิ้งไว้ในบันทึกของเบิร์ืดจริงๆ ภาพลวงตาที่ผ่านสื่ออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนชินชา ทำให้เราเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีหรือฟุบอยู่ที่ี่คนๆเดียว ไม่มีใครที่เข้าถึงคนได้อย่างมากมายหลากหลายและรวดเร็วได้ดีเท่าสื่อ พลานุภาพของสื่อจึงเกินความคาดหมายเสมอเลยนะคะ..ถ้าสื่อมีความรับผิดชอบและนำเสนองานคุณภาพทำงานหนักแบบเชื่อในอุดมการณ์ว่า " สื่อมวลชนคือพลังของประชาชนอย่างแท้จริง " ..เราคงดีกว่านี้น่ะค่ะ
สื่อก็เพื่ออยู่รอด เขาจึงรู้จุด ซื้อแม่งมันเลย ทำมาย ฮามีเงินซะอย่าง คิงอย่ามาอู้ย่อยนะบ่ะ
มันเป็นเช่นนี้แล...
สวัสดีน้องเม้ง
เม้ง สมพร ช่วยอารีย์