แต่ที่อีสานบ้านเรา ภัยที่ร้ายแรงและน่ากลัวที่สุดกลับกิดจากตัวของเราเอง เช่น ภัยความยากจนจากการกินมาก ดื่มมาก เล่นมาก ใช้มาก แต่ทำงานน้อย เรียกว่าบริโภคมาก จนไม่มีเวลาหารายได้นั่นเอง ซึ่งเป็นภัยที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นเรื่อยไป จนกลายเป็นวิถีชีวิตปกติไปแล้ว

              ในขณะที่บ้านเขาเมืองอื่น  โชคร้ายเผชิญภัยพิบัติรอบด้าน  ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและมนุษย์ด้วยกันเอง  เช่น  พายุมหาปลัยใต้ฝุ่น-ทอร์นาโด-เฮอริเคน-ดีเปรสชั่น อันนำมาซึ่งฝนตกหนัก-น้ำท่วม-แผ่นดินทรุด-ดินภูเขาถล่ม-บ้านเรือนพังพินาศย่อยยับ , หรือจะเป็นภัยจากภูเขาไฟระเบิด  ต่อเนื่องถึงซึนามิร้ายแรง , อีกทั้งภัยจากสงคราม - ภัยวินาศกรรมและการก่อการร้ายจากนักรบใร้จิตสำนึก , ฯลฯ   ซึ่งทุกภัยล้วนแล้วแต่สร้างความหายนะและหยิบยื่นความตายให้พวกเขาได้อย่างโหดร้ายทารุณ 

               แต่ที่อีสานบ้านเรา  ภัยที่ร้ายแรงและน่ากลัวที่สุดกลับกิดจากตัวของเราเอง  เช่น  ภัยความยากจนจากการกินมาก ดื่มมาก เล่นมาก ใช้มาก แต่ทำงานน้อย  เรียกว่าบริโภคมาก จนไม่มีเวลาหารายได้นั่นเอง  ซึ่งเป็นภัยที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นเรื่อยไป  จนกลายเป็นวิถีชีวิตปกติไปแล้ว

               และทั้งๆที่ผืนแผ่นดิน น้ำ ฟ้า อากาศ มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยากที่จะหาได้จากที่อื่นใดในโลกใหญ่ใบนี้  แต่คนอีสานส่วนใหญ่กลับเป็นโรคสำลักความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินเกิด  มีวิถีชีวิตการกินอยู่ที่เกินพอดี  ซ้ำร้าย ลูกหลานรุ่นหลังๆ  หันหลังให้ไร่นา  หลบลี้หนีเข้าหาชีวิตใหม่ในเมือง

               ผลพวงที่ตามมาจากการที่เราบริโภคมากเกินพอดี  คือความไม่พอกินพอใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็คือความยากจนนั่นเอง  ทางแก้ที่นิยมกันก็คือ  ดารอพยพจากบ้านจากครอบครัวไปหางานหารายได้ยังต่างถิ่น   ผลที่ตามมาก็คือเด็กๆก็จะขาดความอบอุ่น  ขาดอาหารที่มีคุณภาพมีคุณค่าพอเพียง  รวมทั้งการขาดโอกาสในการรับการสั่งสอนให้เป็นคนดีมีความรับผิดชอบผ่านกิจกรรมตามวิถีชีวิตปกติของครอบครัว 

(โปรดคลิกดูภาพประกอบที่ โคกเพชร ครับ)

                 ซึ่งภัยอันเกิดจากการขาดโอกาสและความอบอุ่นดังกล่าว  จะแสดงผลออกมาในลักษณะการที่เด็กมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน เช่นในวัยเด็กๆ มักไม่อาบน้ำ ปล่อยเล็บยาว ผมเผ้าไม่ตัด  เสื้อผ้าไม่ซัก อุปกรณ์การเรียนไม่มี อยู่ที่บ้านก็ใช้เวลาดูโทรทัศน์และเล่นสนุกมากกว่า เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็ต้องมีรถมอเตอร์ไซค์  โทรศัพท์มือถือยี่ห้อและรุ่นดีๆ เสื้อผ้าสวยๆราคาแพงๆ (ส่วนใหญ่ได้จากการต่อรองเอาจากพ่อแม่ที่ไปทำงานหารายได้ยังต่างถิ่น ซึ่งบางคนต่อรองว่าหากไม่ให้จะไม่ไปโรงเรียน) และมักเที่ยวเตร่และเล่นแผลงๆแบบไร้สาระ  ที่สำคัญ เด็กๆเหล่านี้จะไม่ใคร่ได้สัมผัสรสชาติหรือเคยชินกับภาระรับผิดชอบต่อครอบครัวในวัยเด็ก อันเป็นพื้นฐานการใช้ชีวิตสำคัญที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตในอนาคตได้  ภาระการพัฒนาผู้เรียนทุกด้านส่วนใหญ่จึงถูกมอบหมายให้ครูและโรงเรียนเกือบทั้งหมด  ในส่วนของครูของโรงเรียนก็โดนสั่งให้ทำแต่งานเอกสาร งานรายงานข้อมูล  ที่วันๆต้องเสียเวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์  เอ... แล้วการศึกษาไทย  ชีวิตคนไทย  จะไปรอดหรือเปล่าหนอ....
             ท่านล่ะ  เห็นเป็นไง  แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบ้างก็ได้นะครับ....