เขาไปประชุมที่โตเกียวกัน พวกเราเลยกลายเป็นลิงโลด

วันที่ 21 กันยายน 2550  

วันนี้เป็นวันศุกร์ของสัปดาห์ที่ 20 นับถอยหลังไปก็จะเหลืออีก 54 วันเท่านั้น และก็ช่างเป็นวันที่แสนร่าเริงของเหล่าบรรดาลูกศิษย์จอมขี้เกียจทั้งหลาย นั่นเป็นเพราะว่าตั้งแต่วันนี้ไป ครูทั้ง 2 คนของเราก็อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นเรียบร้อยไปแล้วทั้งคู่ เนื่องจากมีงานประชุม AOCOG ที่โตเกียว อาจารย์จากภาควิชาผมที่หาดใหญ่ก็ไปหลายคน เท่าที่ทราบก็มีอ.สายบัวและอ.โสภณไปเป็นวิทยากร เรื่อง HPV vaccine และ endometriosis ตามลำดับ ส่วนคนที่ไปประชุม เท่าที่จำได้น่าจะมี เจ๊จิน เจ๊หน่วย พี่หลิง อ.ชัชปวิตร และพี่ดิ๊ก ไม่แน่ใจว่าตู่ไปหรือไม่ เพราะว่าตอนนี้น้องมิ้นต์อยู่ที่นั่นอยู่แล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ครูผมจะกลับมาทำงานในวันพฤหัสบดีหน้า ผมเลยจัดการเลื่อนตั๋วเรือบินตราเสือเพื่อกลับมาอีกครั้งในวันอังคารหน้าแทนที่จะเป็นวันอาทิตย์เหมือนทุกครั้ง (ดันดีกลับบ้านตั้งแต่วันพฤหัสนี้เลย..อิจฉาจริงๆ) งานนี้สาวๆที่บ้านทั้ง 3 คนไชโยกันใหญ่ คุณตัวเล็กสุดก็ไชโย แต่ไม่รู้ว่าจะเข้าใจความหมายว่าอย่างไร คงไชโยตามแม่และพี่สาวไปด้วยกระมัง (เขาเรียกว่าตามน้ำ) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เมื่อวานในช่วงเช้าผมนั่งกับอาร์เธอเพื่อดูเขาตรวจคนไข้ตามเคย แต่เวลา 10.30 น. ครูหาญก็โทรเข้ามาเรียกให้เข้าห้องผ่าตัด จริงๆแล้ววันพฤหัสช่วงเช้าจะมีอาร์ลีน ลุปน่าและนาตาลีอยู่ในห้องผ่าตัดอยู่แล้ว แต่ที่ท่านเรียกผมก็เพราะว่า ต้องการให้ผมไปจัดการคนไข้อีกห้องหนึ่ง (แบบว่า ปกติท่านจะวิ่งผ่าตัด 2 ห้องครับ) คงต้องการเคลียร์ให้เสร็จโดยเร็ว เพราะท่านต้องเดินทางไปญี่ปุ่นตอนหัวค่ำ อีกทั้งมีหมอมาจากมาเลเซีย เพื่อขอดูการผ่าตัด TVT-Secur ท่านเลยให้ผมรีบเข้ามาจัดการคนไข้ให้เรียบร้อย แล้วท่านมาโชว์อย่างเดียวเลย หลังจากนั้นก็ให้ผมผ่าตัดช่องช่องคลอดกับลุปน่าเพียงลำพัง 2 คน และเราก็สามารถผ่าตัดคนไข้ได้ทั้งหมด เลิกงาน 3 โมงเย็น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                กลับบ้านก็มานอนงีบหนึ่งเพราะว่าตอนเช้าตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตี 5 แล้วนอนไม่หลับอีกเลย นั่งเขียนบันทึกและซดกาแฟจนได้เวลาก็จัดแจงแต่งตัวทรงเครื่องไปทำงาน เท้งโทรเข้ามาหาราว 6 โมงครึ่ง เรานัดไปกินข้าวด้วยกัน ผมอยากกินข้าวต้มที่ Chinatown เท้งบ่นว่าอยากกินไวน์ เราไปเจอกันที่ร้านเข้าต้มขากบ วันนี้ผมเลือกกินข้าวต้มปลาหมึก ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเพราะยังอร่อยเหมือนเดิม ให้ตายสิ ผมชอบข้าวต้มร้านนี้จริงๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                 จากนั้นเราก็เดินไปที่ Boat Quay เพื่อไปนั่งดื่มไวน์ด้วยกัน เดินอยู่รอบใหญ่ก็มาจบลงที่ร้านเบียร์แทน ร้านนี้เป็นร้านขายเบียร์สดที่เขาบ่มเอง มี 6 รสชาติ ตื่นเต้นที่มีกลิ่น Samui ด้วย ผมดื่มเบียร์ เท้งดื่มไวน์และวิสกี้ จน 4 ทุ่มก็แยกย้ายจากกันไป ก่อนกลับบ้านผมแอบคลำที่สะเอวตัวเอง ก็พบว่าโทรศัพท์ยังอยู่ครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>                วันนี้วันศุกร์ ผมก็ตื่นตั้งแต่ตี 5 เหมือนเดิม ไม่รู้เป็นอะไร 3 วันมานี้นอนตื่นแต่ตี 5 ทุกวัน ต้องมานั่งซดกาแฟ กินกล้วยหอม 2 ผล และพิมพ์บันทึกส่วนตัว นอนไม่หลับ นอนไม่หลับ จริงๆผมน่าจะร่าเริงนะครับ เพราะว่าครูไม่อยู่ (หนูร่าเริง) แต่วันนี้ผมต้องเข้าประชุม follow up รับน้อง ก็คือลูกจ้างใหม่ที่เข้าประชุมไปเมื่อ 2 เดือนก่อน ต้องมาประชุมอบรมครั้งที่ 2 ทุกคน แต่เนื่องจากผมไม่ว่าง เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเลยไม่ไป เขายังจดหมายมาอีกว่าต้องร่วม เฮ้อ ผมนี่สุดจะระอาเลย นี่เหลืออีก 54 วันแล้วนะ ยังต้องไปถูกอบรมอีก </p>ผมเข้าไปในวอร์ด 61 เพื่อดูแฟ้มคนไข้ ปรากฏว่าเมื่อถึงที่หมาย sister ก็ใส่ผมทันที เธอถามผมอย่างดังว่า Hey doctor! ยูจะดูแต่แฟ้มอย่างเดียวหรือดูคนไข้เลย ต้องการให้พยาบาลตามไปด้วยไหม จะทำอะไรก็บอกมา เล่นเอาผมงงและต้องปรับอารมณ์ไปพักหนึ่ง ซักครู่เธอก็พูดต่อว่า หัวหน้าผมส่ง mail มาแจ้งว่า พยาบาลวอร์ดนี้ไม่ตามหมอเข้าไปในห้อง หมอมากันคนละที เดี๋ยวคนนู้นมา เดี๋ยวอีกคนมา แล้วจะให้พยาบาลทำยังไง ถึงตอนนี้พยาบาล นักเรียนพยาบาล และใครๆต่างก็หันมามองที่ผมเพียงคนเดียว ซวยจริงๆ แล้วผมผิดอะไรเนี่ย และผมก็เลยเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด จึงสงบอารมณ์ก่อนที่จะบอก sisterว่า ช้าก่อนท่านผู้อาวุโส มาทางนี้ อย่าพูดดังไป แล้วผมก็ดึงท่านมายังอีกที่หนึ่งแล้วเริ่มคุยกัน sister ก็เล่าให้ฟังดังที่เธอใส่ผมนั่นแหละ ผมก็บอกว่า ทั้งหมดนี้มันเกิดจากการประชุมหน่วยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ตอนที่ครูหาญเริ่มบ่นใหม่ว่า พยาบาลวอร์ดนี้บ่น ว่าจะให้เธอรับคำสั่งใคร หมอมาคนละทีก็สั่งคนละที ครูก็ถามว่า ทำไมพวกเรายังแยกกัน round อยู่อีก  ตอนนั้นผมก็สวนไปเสียงดังว่า ไม่มีทาง เราไม่เคยทำอย่างนั้นอีกเลยตั้งแต่คุยกันเมื่อครั้ง 2 เดือนก่อน ทำไมจึงมีคนบ่นอีก ท่านบอกว่าคนไข้ก็บ่น ผมก็บอกว่าบ่นก็บ่นคนอื่นแต่ไม่ใช่พวกเรา ต้องเชื่อผมครับ trust me ตอนนั้นหว่องฟุก นาตาลีและลุปน่ามองมาที่ผมเป็นหนึ่งเดียว อาร์เธอเสริมว่า เรา round ด้วยกันจริงๆ แต่พยาบาลไม่ตามเข้าไปด้วยต่างหาก อ้าว แล้วกัน กลายเป็นว่าเปลี่ยนเรื่องใหม่จนได้ เราคุยเรื่องนี้กันอีกพอสมควรจนสุดท้ายครูหาญก็สั่งให้จูดี้เขียนจดหมายส่งไปยังวอร์ดต่างๆเพื่อบอกว่า พยาบาลต้องตามหมอก่อนเข้าไปดูผู้ป่วยทุกราย ผมเล่าให้ sister ฟังอย่างนี้ และบอกเธอว่า อย่าโกรธเรา (fellows) เราเป็นคนนอก เราไม่รู้หรอกว่าที่นี่เป็นอย่างไร เรามาเรียนและมาทำงาน sister ก็เงียบลงไปได้ แล้วก็เริ่มพูดว่า (จมูกเริ่มแดง) เธอเข้าใจ และก็คิดเหมือนกันว่า(แดงอีก) น่าจะเป็นเพราะอาร์เธอ (น้ำตาเกือบไหลแล้ว) ผมบอกว่าถ้าคิดว่าจะแก้ไขหรือขัดแย้งก็ตอบกลับไปสิ เธอบอกว่า ป่วยการ เธอรู้จักที่นี่ดี แล้วเราก็เลิกจากกัน ผมรู้สึกว่าเธอเข้าใจผมมากขึ้นนะ งานนี้อาร์เธอทำคนแก่น้ำตาร่วงจนได้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>จริงๆแล้วดูเขาภูมิใจมากที่เป็นคนแรงได้ถึงใจ เมื่อวานนั่งกินข้าวเช้าด้วยกัน เขาบอกว่า ตั้งแต่เป็น MO มาจนถึงตอนนี้ เขามีจดหมาย medical complaint หนาเป็นปึกใหญ่ประมาณ 1 นิ้วครึ่ง เก็บไว้ทุกฉบับ และจะไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองหรอก เพราะเขาทำไปเพื่อมาตรฐานการรักษาคนไข้อย่างดีที่สุด (หมายความว่า คนไข้ต้องเชื่อฟังเขาเท่านั้น ฮา) ให้ผมไปดูได้เลย ผมกับดันดีก็สบตากัน มันน่าภูมิใจตรงไหนวะ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                หลังเลิก round ก็มาร่วมอบรม ปรากฏว่าครั้งนี้ผมประทับใจกว่าครั้งก่อนมาก คงเป็นเพราะคนนำกิจกรรมเก่ง เจอเพื่อนเก่า 3 คนที่ประชุมครั้งก่อน เลยนั่งใกล้กัน ครั้งนี้มีหมอมาร่วม 4 คนรวมทั้งผม คนหนึ่งมาจากจีน ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ วิทยากรเลยใช้ภาษาจีนกับเขา ผมจึงรู้สึกดี ได้มีโอกาสเสนอความคิดเห็นให้ทางโรงพยาบาลไปด้วย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                วันนี้เขาได้ทบทวนพวกเราในเรื่องเกี่ยวกับ core value5 อย่าง ที่โรงพยาบาลได้วางไว้เป็นหลักในการทำงานก็คือ learning & improving, working as a team, delivery of highest standard of work, contributing to community และ valuing people ไม่ค่อยกล้าใช้ภาษาไทยมาแปลความหมายให้อ่านครับ กลัวพลาดและคลาดเคลื่อน ยิ่งภาษาอังกฤษผมหลวมๆอยู่ซะด้วย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>เราใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงก็เลิก ผมเลยได้กลับบ้านตั้งแต่เที่ยง ไปแวะกินข้าวกับบะกุ๊ดเต๋ ที่ Rochor center <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                </p>บะกุ๊ดเต๋ที่นี่ก็เป็นเพียงซี่โครงหมูต้มกับเครื่องยาจีนเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรหวือหวาหรืออร่อยเท่าที่บ้านเรา ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมคนที่นี่จึงชอบไปหาดใหญ่เพื่อหาของกินกันทั้งนั้น กลับบ้าน นอนเล่น หลับ ตื่น กิน ก็มีแค่นี้ วันนี้แสนดีใจ ครูไม่อยู่ หนูร่างเริงเอย