ผมอยากรู้ว่าเพื่อนๆ ทั้งวัยเดียวกันและต่างวัยที่เล่นใช้ GotoKnow รู้จัก MySpace หรือ Facebook ไหมครับ ถ้าไม่รู้จัก ผมจะเล่าให้ฟังสั้นๆ MySpace นั้น เป็น Social Networking Communities (SNC) รุ่นแรก ๆ ที่ยังเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบันนี้ จะสมัครสมาชิกต้องมีอายุสิบสี่ปีขึ้นไป ส่วน Facebook นั้น แรกเริ่มเดิมทีมุ่งจับกลุ่มนักเรียนนักศึกษาในอเมริกา โดยสมาชิกต้องใช้อีเมลจริงของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยในการสมัคร เมื่อสมัครแล้วก็จะเข้าไปอยู่ในกลุ่มชุมชนในสังกัดมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนนั้นๆ โดยอัตโนมัติ ตามแต่นามสกุลของอีเมล ถึงทุกวันนี้เกือบร้อยเปอร์เซ็นของเด็กอเมริกันใช้ SNC

ผมนับเอา GotoKnow เป็น SNC เพราะเราสามารถสร้างประวัติ (Profile) มีการสร้างเครือข่ายชุมชนออนไลน์ (Community) มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (Commentary) การสร้างกลุ่มเพื่อนใน GotoKnow ที่เรียกว่า Planet นั้นก็คล้ายกับการจัดกลุ่มเพื่อน (Friends List) และประการสำคัญที่สุดคือเรื่องของแสดงรูปภาพ (Photos) ทั้งห้าประการนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายคนเข้าร่วม SNC และทุกประการนั้นถ้าใช้อย่างถูกทางก็สามารถเป็นอาวุธลับในอนาคต แต่ถ้าใช้อย่างไม่ระวังก็จะย้อนกลับมาทำร้าย ทำลายตัวผู้ใช้ได้เช่นกัน
ผมขอยกตัวอย่างจากทั้งห้าประการข้างต้นนะครับ
เรื่องประวัตินั้น ครั้งแรกที่ผมเริ่มใช้ GotoKnow ออกจะประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นหลายๆ คนเปิดเผยข้อมูลกันเต็มที่ แต่นานๆ เข้าก็เข้าใจว่าด้วยหลักการและจุดประสงค์ของ GotoKnow นั้น ต้องการให้เป็นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนทำงาน เราก็เลยบอกที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ทั้งที่บ้าน ที่ทำงานและเบอร์มือถือกันสนุกสนาน ลองคิดดูว่าถ้าเป็นนักเรียนมัธยม ทำแบบเดียวกับเราจะเกิดอะไรขึ้นครับ ผมจำได้ว่าเพื่อนผู้หญิงผมคนหนึ่งเคยติดประกาศรับจ้างพิมพ์งานไว้หน้าตึกแถวที่เธออาศัย (แน่นอนว่ามีคนเห็นเธอเดินไปเดินมา) ไม่กี่วันผ่านไปก็มีโทรศัพท์โรคจิตโทรเข้ามา แล้วนี่เราเอาข้อมูลทุกอย่างไปโชว์ให้คนทั่วโลกเห็น มันจะสนุกสนานกันแค่ไหน ลองคิดดูนะครับ
ผมคิดว่าเราควรเอาข้อมูลขึ้นแต่พอประมาณ หรือถ้า SNC นั้นมีบริการจัดระดับการเข้าถึงข้อมูลได้ ก็จัดเอาข้อมูลส่วนตัวไว้ลึกๆ ให้เฉพาะเพื่อนๆ เราดู เช่นใน Facebook เราสามารถกำหนดให้เฉพาะเพื่อนๆ ในกลุ่มดู Profile และกำหนดว่าจะแสดงรูปภาพให้ชาวบ้านชาวช่องดูได้หรือไม่
ชุมชนออนไลน์ (Community) เป็นประเด็นที่น่าสนใจครับ เรื่องนี้ใน GotoKnow ไม่ชัดเจนนัก แต่สำหรับ SNC ทั่วไป เราสามารถสร้างกลุ่มชุมชน และเข้าร่วมชุมชนต่างๆ ได้ สมมติว่าคุณผู้หญิงลองค้นประวัติของคุณผู้ชาย แล้วเจอว่าเขาเข้าร่วมกลุ่ม Men Seeking Trophy Wives จะรู้สึกอย่างไรครับ หรือถ้าคุณผู้ชาย (ที่ไม่ได้เรียนกฎหมาย) พบว่าคุณผู้หญิงอยู่ในกลุ่ม Undergrad Girls Seeking Law School Boys จะคิดอย่างไร แน่นอนครับว่ากลุ่มเหล่านี้อาจเป็นแค่เรื่องเล่นๆ และอาจไม่กระทบความสัมพันธ์ แต่ลองคิดถึงวงวิชาชีพดูนะครับ ว่ามันช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของคุณไหม?
เรื่องการแสดงความคิดเห็นนี้ (commentary) ต้องขอยกตัวอย่างจากผู้ชำนาญการอย่างคุณ Danah Boyd ที่เล่าให้ฟังใน Blog ของเธอไม่นานมานี้ว่ามีหลายๆ คนที่เคยให้ความคิดเห็นใน Blog ของเธอ ติดต่อ ขอให้เธอลบข้อความเหล่านั้น (ตามอ่านได้ที่นี่ ) เหตุผลก็เพราะเมื่อค้นหาชื่อของคนเหล่านี้ จะปรากฎเป็นชื่อแรกๆ ใน Google ไปแสดงความเห็นอะไร ดีไม่ดีอย่างไรก็ต้องระวังกันนะครับ เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงกรณีที่พันทิพย์ใช้ระบบบัตรผ่าน ที่มีการตรวจสอบ แต่ไม่ต้องแสดงตน ซึ่งเป็นทางออกที่ดีทีเดียว ผมไม่ค่อยชอบที่หลายๆ คนพอจะแสดงความคิดเห็นแย่ๆ หรือด้วยอารมณ์ แสดงความหยาบคาย ก็มักจะแอบๆ ซ่อนๆ ทำไปทำไม? ถ้าเจอหน้ากันจริงๆ จะทำไหม?
กลุ่มเพื่อนหรือ Friends List นั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ สำหรับ SNC ต้องขออธิบายเพิ่มเล็กน้อยนะครับ ว่า SNC หลายแห่ง มีการเชื่อมโยงกลุ่มเพื่อนแตกต่างกันไป เช่นใน Facebook นั้นจะนับทั้งคนใน Friends List และใน Group ที่เราเป็นสมาชิกอยู่ ใน MySpace ก็จะมีเพื่อนเรียงกันลงมาเป็นชุดให้เรารู้ว่าคนนี้คนนั้นเป็นเพื่อนกับใคร แล้วมันน่าสนใจตรงไหน เด็กหลายคนถึงได้ใช้เวลาเป็นชั่วโมงท่องเที่ยวไปตามเครือข่ายเพื่อน กระโดดจากกลุ่มคนโน้นไปคนนี้ ผมว่าคนส่วนใหญ่สอดรู้สอดเห็นมีความอยากรู้ว่าใครรู้จักกับใคร ไม่จริงเหรอครับ? อืมม์ แบบนี้ต้องลองเล่นเองนะครับ ถึงจะรู้ ผมยังไม่เห็นข้อเสียตรงๆ ของเรื่อง Friends List นี้ นอกจากเรื่องเสียเวลาและสนองความต้องการส่วนตัว แต่ก็เป็นประเด็นที่นักวิชาการหลายคนให้ความสนใจ ว่าเราจะนิยามคำว่า “เพื่อน” ออนไลน์ อย่างไร เขาหรือเธออาจเป็นใครที่เราไม่เคยพบ บางคนมีเพื่อนใน Friends List เป็นร้อยๆ คน บ้างมีหลายร้อยคน ถามว่ารู้จักทุกคนไหม? แล้วจะเข้าไปสังสรร พูดคุย แลกเปลี่ยนอะไรกันมากมายทุกวัน น่าสงสัยไหมครับ บอกแล้วครับว่าต้องลอง
เรื่องสุดท้ายคือเรื่องการส่งรูปของตัวเองไปลงใน SNC ซึ่งเป็นชนวนให้ผมเขียนเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ ผมพยายามจะเขียนเรื่องที่จะเกี่ยวกับบ้านเรา และรอที่จะเขียนเรื่องนี้มานาน และด้วยเหตุผลสองประการ ผมคิดว่าถึงเวลาอันสมควร ประการแรกคือกรณีที่ Facebook เปิดบริการให้บุคคลทั่วไป ทำให้มีน้องๆ ในบ้านเรากรูเข้าไปเป็นสมาชิกมากมาย ประการที่สองคือประเด็นทางวัฒนธรรมที่เชื่อว่าผู้หญิงจะต้องถูกกดขี่อยู่ในกรอบ เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ ดูรูปใน Facebook ของเด็กๆ อเมริกันจะเห็นเขากอดกัน จูบกัน หรือมีรูปเหล้าดื่มเบียร์สนุกสนาน รูปพวกนี้ละครับที่ย้อนกลับมาทำร้ายทำลายเจ้าของ กรณีตัวอย่างก็เช่น นักเรียนที่ได้รับทุนนักกีฬาถูกถอนทุนเพราะอาจารย์ไปเจอรูปกำลังดื่มเบียร์สนุกสนาน หรือกรณีที่นางงามมีรูปแฟนกำลังซบอกของเธอ (ตามอ่านได้ที่นี่ และดูได้ที่นี่ ) ถูกเผยแพร่ไปทั่ว โรงเรียนหลายแห่งในสหรัฐฯ ตัดสินใจระงับการใช้ SNC ในโรงเรียนไปก็มี เหล่านี้เกิดจากรูปภาพทั้งนั้นครับ
จำกรณี Big Brother ในบ้านเราได้ไหมครับ ที่มีน้องผู้ชายคนหนึ่งทำท่าว่าจะชอบน้องผู้หญิงคนหนึ่งในทีวี แล้วผู้ใหญ่หลายๆ คนก็ออกมาตำหนิว่าไม่เหมาะสม (เพราะเหมือนในละครเกินไป?) ก็ด้วยความคิดแบบนี้ละครับ ผมถึงคิดว่าผมน่าจะเขียนเรื่องนี้ได้แล้ว เพราะมีน้องๆ คนไทยหลายคนโชว์รูปของตัวเองกับแฟน อาจจะมีอิงแอบแนบชิดกันบ้างตามประสา
คนรุ่นผม (ซึ่งไม่ใช่วัยรุ่น) เป็นรุ่นแรกๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากอินเตอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง และหลายคนเข้าสู่วัยทำงานเริ่มมีตำแหน่งบริหารกันแล้วครับ ผมเชื่อว่าถ้าผมจะรับสมัครใครสักคน อย่างน้อยผมต้องค้นข้อมูลเขาหรือเธอใน Search engine ต้องหาข้อมูลจาก SNC ทั้งหลายเพื่อจะได้เห็นข้อมูลในหลายๆ มิติ ชีวิตธรรมดาของเขาหรือเธอเป็นอย่างไร มีเพื่อนแบบไหน เหล่านี้คือข้อมูลที่เราไม่เคยได้เห็น และเราไม่ควรจะได้เห็น หลายๆ คนก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้คนอื่นเห็น แต่ไม่รู้จะปิดบังยังไง คือใช้ระบบ Privacy ไม่เป็น ผมไม่รู้ว่าจะเกิดกรณีรุนแรง ร้ายแรงอย่างไรในบ้านเรา แต่ผมอยากให้ผู้ใหญ่ที่มีลูกๆ ในวัยรุ่น ได้ทำความรู้จักกับ SNC ได้ลองเล่น เผื่อจะได้รู้ว่าเขาและเธอกำลังทำอะไรกันอยู่ในโลกออนไลน์ ก็เท่านั้นแหละครับ...
ปล. สองกลุ่ม Communities ใน Facebook เป็นกลุ่มที่มีอยู่จริง
ภาพประกอบ
http://flickr.com/photos/rodrigovera/1351577811/
http://flickr.com/photos/mastermaq/1086323050/
ผมคิดว่าเป็นแนวทางที่ดี ในการทำงานแบบเป็นรูปธรรม
แต่จะทำให้เป็นจริงได้อย่างไรครับ
สังคมไทยยังมองว่า
ต้องเกรงใจ ถนอมน้ำใจกันจนเละ
ประเมินแบบ "ยอวาที" จนคนทำไม่ต้องแก้ไขอะไร
การช่วยกันให้ทำดีกว่าเดิม มองว่าไปตำหนิ
แล้วจะพัฒนาได้อย่างไรครับ
มีแนวทางที่จะปรับใช้ "จริงๆ" ไหมครับ
อาจารย์ดร.แสวงครับ
ผมสงสัยว่าประเด็นที่ทำให้เราไม่เก่งในเรื่องประเมินแบบตรงไปตรงมา น่าจะมีเรื่องของวัฒนธรรมและคุณลักษณะของภาษาไทย ที่มีการแบ่งชั้นผู้พูดผู้ฟังชัดเจน ทำให้ยากที่จะแสดงความเห็นแบบตรงไปตรงมา ผมหมายถึงว่า ถ้าผมจะแสดงความเห็นกับผู้ใหญ่ ผมต้องระวังภาษามาก เดี๋ยวจะกลายเป็นไม่เคารพ และถ้าผมจะแสดงความเห็นกับผู้น้อย ผมก็ต้องระวังไม่ให้เป็นการข่ม ต่างกับภาษาอังกฤษที่ไม่บอกระดับชั้นผู้พูด ทำให้แสดงออกง่ายกว่า ผมเชื่อว่าตรงนี้ เราต้องพัฒนาทักษะของแต่ละคน ซึ่งนำมาถึงอีกประเด็นที่อาจารย์กล่าวถึงคือการ "ยอวาที" ซึ่งมองแต่จุดดี เพราะมองจุดด้อย แล้วพูดออกมาให้สุภาพไม่ได้ พูดแล้วกลายเป็นตำหนิ ตรงนี้ผู้รับเองก็ต้องเปิดใจ ตรงนี้ยากกว่านะครับ เพราะเป็นเรื่องที่ฝังลึกกันมานาน ไม่รับฟัง ไม่แสดงออก
ตรงนี้เห็นชัดในที่ประชุม ตอนประชุมไม่พูด แต่ประชุมเสร็จแล้วพูดกันนอกรอบ มันก็เลยไม่พัฒนาไปไหน ผมว่าเริ่มกันตั้งแต่รับฟังและแสดงออกระหว่างคนในบ้านดีไหมครับ? ลองเปิดใจรับฟังลูกๆ หลานๆ เข้าใจในความต่างของวัย และสิ่งแวดล้อม ยุคสมัย น่าจะดี อาจารย์ว่าไหมครับ?
พอดีผ่านมา เห็นพูดถึงแต่เว็บ social network ของต่างประเทศ เลยขออนุญาติอัพเดทข้อมูลเกี่ยวกับเว็บ social network ในบ้านเราให้ฟัง เผื่อเป็นข้อมูลขอคนผ่านมาต่อๆ ไป
...กระแสอินเตอร์เน็ตช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นเว็บไซต์จำพวก Social network เว็บนอกที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักกันดี คงหนีไม่พ้น hi5 ใครๆ ก็มี hi5 คนไทยเข้าไปใช้เล่นอย่างมากมาย
ประมาณว่ามีคนไทยมากกว่า 8 แสนคนเข้าไปใช้ Hi5 จนตอนนี้ได้ทำเวอร์ชั่นภาษาไทยให้ใช้กันแล้ว หรือไม่นานมานี้มีข่าวว่าไมโครซอฟท์ได้ซื้อหุ้นของ FaceBook จำนวน 1.6% ด้วยจำนวนเงินสูงถึง 240 ล้านเหรียญสหรัฐ
แล้วเว็บ Social Network ของเมืองไทยล่ะ พัฒนากันไปถึงไหนแล้วบ้าง ลองหันมาดูเว็บไซต์แนวๆ social network ของไทยกันดูบ้าง...
sanook.com เว็บท่า (portal website) อันดับหนึ่งของเมืองไทย ตอนนี้เพิ่งเริ่มพัฒนาเว็บแนวนี้ ชื่อ greetgang แต่ยังไม่ค่อยสมบรูณ์เท่าไหร่ ระบบยังมีปัญหาค่อนข้างเยอะ
kapook.com เว็บชื่อดังอีกเว็บที่พยายามพลิกตัวเองจากเว็บ portal ให้กลายเป็นเว็บที่ให้ผู้ใช้บริการสร้างเนื้อหาแทน (user generate content) โดยการเปิด planet.kapook.com ฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ค่อนข้างครบถ้วน ได้แก่ หน้าส่วนตัว หาเพื่อน บล็อก อัลบั้มรูป แต่ระบบการใช้งาน (user interface) ยังใช้งานค่อนข้างยาก การแต่งหน้าส่วนตัวเป็นแค่การจำลอง ไม่เห็นของจริงทันที การแต่งธีม (theme) ก็ยุ่งยาก ผู้ใช้ต้องมีความรู้เรื่อง CSS HTML กว่าจะแต่งกันได้สักหน้า ก็เรียกเหงื่อไปหลายเม็ด แต่ planet.kapook.com ก็นับว่าเป็นเว็บแนว social network ของคนไทย ที่มีคนใช้มากที่สุดในขณะนี้
อีกเว็บที่เพิ่งเปิดใหม่เมื่อเดือนธันวาคม 2550 ชื่อเว็บ MyFri3nd.com (http://www.myfri3nd.com) ที่ดูเข้าท่ากว่าชาวบ้าน มี user interface ที่ใช้ง่าย เอารูปแบบข้อดีการใช้งานของ hi5 กับ MySpace (เป็นเว็บ social network ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลกในขณะนี้) มายำรวมกัน การแต่งธีมเป็นแบบ realtime เคลื่อนย้ายกล่องต่างๆ ก็เป็นแบบ drag-and-drop และมีฟังก์ชั่นเพิ่ม widget ไปในหน้าส่วนตัว ตามแบบที่ผู้ใช้ชอบและระบบก็เป็นภาษาไทยตั้งหมด ทำให้เหมาะกับผู้ใช้คนไทย
คนไทยหันมาลองใช้บริการเว็บไทยกันดูบ้าง เพื่อความก้าวหน้าของ social network เมืองไทย และเพื่อที่คนไทยจะได้พัฒนาสิ่งดีๆ ให้คนไทยใช้กัน