ผู้ใหญ่สมัยก่อนจะพูดจะจาอะไรก็มักคล้องจองสัมผัสเพื่อให้เด็กๆ จำง่าย

 

คน

เจ้าบทเจ้ากลอน

 

 ................................................................................................................

* ประโยชน์แลความดีทั้งหลายที่พึงจะเกิดขึ้นจากบันทึกนี้ ขอมอบแด่

 อาจารย์ประจักษ์  ประภาพิทยากรณ์

บุรพาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้วของข้าพเจ้า

.......................................................................................................

 

                      เฉนงไอมาเวิ่งเว้า              วู่กา

            รูกับกาวเมิงแต่ยา                        มู่ไร้

           ปิดเซ็นจะมู่ซา                             เคราทู่

           เฉะแต่จะตอบให้                         ชีพม้วยมังระณอ

                                                                              สุนทรภู่

 

          ขอขึ้นต้นด้วยกลอนบรมครูสุนทรภู่  แบบให้งงเล่นกันก่อนครับ  เดี๋ยวจะเฉลยให้ฟังต่อไป  

        เหตุผลกลใดที่ต้องกล่าวคำวัจนานุสรณ์แด่บุพรพาจารย์  อาจารย์ประจักษ์  ประภาพิทยากรณ์  ก็เป็นเพราะท่านอาจารย์ท่านนี้คืออาจารย์ของผม เมื่อครั้งได้เรียนกับท่านในระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน  จึงขอบูชาครูและอุทิศความดีที่พึงเกิดแก่ท่านอาจารย์ ที่ได้สั่งสอนอบรมติดอาวุธทางปัญญาโดยเฉพาะด้านวรรณคดีไทยแก่ผม   อนึ่ง ผมได้ขออนญาตท่านอาจารย์นำชื่อผลงานการเขียนของท่าน "คนเจ้าบทเจ้ากลอน" มาใช้เป็นชื่อบันทึกนี้และขออ้างอิงกลอนจากหนังสือของท่านด้วย   ขอบพระคุณท่านอาจารย์มากครับ

..........................................................................................................

             คนเจ้าบทเจ้ากลอน  หมายถึงคนไทยครับ   เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่า "คนไทยเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน"  เพราะตั้งแต่เรายังเป็นเด็กตัวกะเปี๊ยก  เราก็นอนเปลฟังบทเห่กล่อมจากแม่แล้ว เด็กๆ อย่างผมซึมซับกลอนและรักกลอนมาโดยไม่รู้ตัว  ท่านจำกลอนพวกนี้ได้ไหมครับ

                      "โยกเยกเอย  น้ำท่วมเมฆ  กระต่ายลอยคอ 

                         หมาหางงอ  กอดคอโยกเยก"  (๑๑)

....................

"ใครตด  ก้นเน่าก้นหนอน พระอินทร์ถือศร

ขี่ม้าไล่ฟัน ดวงจันทร์ลั่นป้อ ยอปั๋งยั้งเปี้ยวเลี้ยวปู๊ด"(๑๑)

...................

คุ้นหูไหมครับ  รุ่นๆ ผม ต้องเคยร้องเล่นกันอย่างสนุกสนาน  ส่วนรุ่นร้องเพลงแร็ป  คงไม่ทันครับ   สมัยก่อนเด็กๆ มักเล่นทายปัญหาครับ ก็เป็นบทเป็นกลอนจำง่ายดีครับ  ลองทายกันหน่อยไหมครับ  ฟื้นความหลังน่ะ

                  "อะไรเอ่ย  สิบตีนปีนป่ายขึ้นปากห้อง  โศการ่ำร้อง

       อยู่ปากไห  ตีอกฟกช้ำระกำใจ  ตัวกูจะบรรลัยด้วยน้ำเกลือ" (๑๒)

...........................

"อะไรเอ่ย  ข้างนอกประตูไม้  ข้างในประตูเหล็ก

 ผ้าผืนเล็กตากไม่แห้ง" (๑๒)

........................

ใครทายไม่ถูก ก็ถูกลงโทษต่างๆ นานา ตามประสาเด็กที่ไม่มีเกมอินเตอร์เน็ตให้เล่นอย่างปัจจุบัน   ผมคิดว่าสังคมไทยในอดีต ตั้งแต่เราวัยเด็กมาจนถึงผู้ใหญ่จวบจนถึงวัยไม้ใกล้ฝั่ง แม้กระทั่งตายไปเป็นผีแล้ว  ทุกขั้นตอนของชีวิตผูกพันใกล้ชิดความเป็นบทกลอนมาโดยตลอด  อย่างงานบุญประเพณีต่างๆ ก็มีการร้องเพลงพื้นบ้านเป็นกลอนให้ได้ยินเสมอๆ ไม่ว่าจะลงแขกเกี่ยวข้าว ร้องเพลงแม่ศรีในประเพณีตรุษสงกรานต์ (สมัยก่อนก็ไม่มีโคโยตี้ นุ่งน้อยห่มน้อยมาติ๊ดชึ่งๆ ถือขวดเบียร์ส่ายสะโพกโยกเอวตามร้านรวง ห้างสรรพสินค้า เล่นสาดน้ำอย่างไม่มีศิลปะกันเสียเลย)   ถึงคราวจะบวชพระบวชเณร ก็มีพิธีทำขวัญนาค ต้องร้องเป็นบทกลอน สมัยนี้ก็ยังมีให้เห็นตามชนบทห่างไกล

                   ผู้ใหญ่สมัยก่อนจะพูดจาอะไรก็มักคล้องจองสัมผัสเพื่อให้เด็กๆ จำง่าย เช่น

                 "ขี้แล้วกลบคือแมว  ขี้แล้วแจวคือหมา"

ผู้ใหญ่เขาว่ากระทบเด็กที่ขี้แล้วไม่ราดน้ำ ล้างก้น หรือบางทีก็สอนคนที่มีครอบครัวแล้วแต่ไม่รู้หลักการครองเรือน เช่น

                          "ผัวสุขเพราะเมียหนุน  เมียอุ่นเพราะผัวแนบ  เมียหายเพราะผัวห่าง ผัวจางเพราะเมียจืด" (๑๖)

คำสอนนี้ ใครจะเอาไปใช้ได้นะครับ  ผมเห็นว่าดีมาก จำง่าย จะเขียนใส่กรอบติดไว้บนฝาผนังก็น่าจะดีครับ เป็นภาษิตเตือนใจผัวเมีย  เรื่องพวกนี้แสนละเหี่ยใจจริงๆ นะครับ

                ไปดูภาษิตของคนล้านนากันบ้างครับ  ดีจริงๆ

     "เว้นหมาหื้อปอศอก  เว้นวอกหื้อปอวา 

 เว้นคนปาลาหื้อปอแสนโยชน์ "(๑๖)

หมายความว่าจะใด ?  อ๋อ ก็หมาความว่า  ถ้าจะหลีกหมาให้ห่างอย่างน้อยหนึ่งศอก  ถ้าหลีกลิงหลีกวอกก็ห่างอย่างน้อยหนึ่งวา แต่ถ้าจะหลีกคนพาล ให้หลีกห่างอย่างน้อยแสนโยชน์   นั่นหมายถึงเขาสอนให้รู้จักการคบคน  "คบคนพาล พาลพาไปหาผิด  คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล"  ต่อหน่อก็ได้  "คบเด็กต้องเข้าใจเด็กว่าซุกซน  คบพวกสัปดนก็จะพาไปให้ได้อาย"

                  เห็นไหมล่ะครับ  คนไทยเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน นี่ถ้าจะเล่าต่อไปอีก ผมว่า 3 วัน 4 คืน ก็ไม่จบง่าย  เสียดายครับ เสียดายจริงๆ ที่ปัจจุบันความเป็นเจ้าบทเจ้ากลอน อารมณ์ขันของคนสมัยนี้หายไปเยอะเลย  มีแต่ร่องรอยของเก่าอยู่บ้างก็แทบจะไม่เหลือ  ภาษาไทย ภาษาศิลป์ จึงเสื่อมถอยไปมาก

               ท่านอาจารย์ประจักษ์ ท่านเล่าว่า มีคนคิดท่าหลับของนักเรียนในห้องไว้โดยแต่งเป็นกลอนคล้องจองไว้เข้าท่ามาก ผมก็ขอนำมาอ้างอิงต่อพอเห็นภาพก็แล้วกัน ใครเคยหลับท่าพวกนี้บ้าง (ยกมือขึ้นครับ)

                           "ท่าอ้ายจ๋อฝันหวาน       ท่านงคราญน้ำลายยืด

                             ท่าเป็นหืดหอบกรน        ท่าเหลือทนงอขี้กล้อง

                             ท่าสูบบ้องกัญชา          ท่านัยน์ตาง่วงปรือ

                             ท่ากระบืออมยิ้ม            ท่ายายซิ้มโยกเยก

                             ท่าชวนเขกกระบาล       ท่าทหารก้มคำนับ

                             ท่าจุ๊บจั๊บเคี้ยวปาก         ท่าลำบากแทบสลบ

                             ท่าพิงซบอกบังอร   ท่าเอนอ่อนสนต้องลม"

                                                                                           (๒๔)

 

ผมเล่ามานี้ยังไม่หมดหรอกครับ แต่จะกลับมาเล่าให้ฟังแก้ง่วงกันใหม่ในโอกาสต่อไป  ก่อนจะลาก็ขอเฉลยโคลงนำต้นบันทึกก่อนครับ  โคลงบทนี้เป็นเกร็ดประวัติของท่านสุนทรภู่ที่ถูกค่อนแคะว่าท่านแต่งโคลงไม่เป็น ท่านโกรธจึงเขียนโคลงแบบคำผวนขึ้นเช่นนั้น ผวนกลับเลยครับ

 เฉนงไอ - ไฉนเอง  มาเวิ่งเว้า - มาเว้าเวิ่ง  วู่กา - ว่ากู

รูกับกาว - ราวกับกู  เมิงแต่ยา - มาแต่เยิง (ป่า)  มู่ไร้ - ไม่รู้

ปิดเซ็น - เป็นศิษย์   จะมู่ซา - จะมาสู้  เคราทู่ - ครูเฒ่า

เฉะแต่จะตอบ - ชอบแต่จะเตะ  ชีพม้วยมังระณอ - มอระณัง

ครับ  ผวนกลับแล้วก็แสดงให้เห็นว่า สุนทรภู่มิใช่สุดยอดครูกลอนเท่านั้น โคลงก็ไม่เป็นรองใคร เล่นผวนคำเหนือชั้นขึ้นไปอีก

                ผมขอปิดท้ายบันทึกนี้ด้วยคำเชิญชวนทุกท่านที่มีกลอนอยู่ในหัวใจ ไขความรู้เท่าที่จำได้มาเล่าสู่กันฟังก็จะเป็นการดีครับ เพราะ "พวกเราเป็นคนไทย หัวใจใส่กลอน" กันทั้งนั้นครับ