184 Face Out และ Fade in ของวิถีไทย

“การ Fade in ของวิถีใหม่นี้ก็ขยายวงกว้างมากขึ้น เข้าไปกินพื้นที่สังคมชนบทมากขึ้น”

เนื่องมาจากเรื่อง นี้ ร้อยเรียงเรื่องที่ผ่านพบ » บุญข้าวประดับดิน ของ paleeyon ทำให้สะดุดใจผู้บันทึกว่ามีสักกี่คนที่รู้ว่าวันที่ 11 ที่ผ่านมานั้นเป็นวันสำคัญของประเพณีโบราณของภาคอีสาน สายวันนั้นผู้บันทึกมีภาระที่ต้องเข้าไปประสานงานกับสหายชาญ หมอสมุนไพรจากป่า เพื่อย้ำในการเชิญให้มาร่วมงานเฮฮาศาสตร์ 3  เห็นชาวบ้านนั่งล้อมวงใต้ถุนบ้าน มีแต่สตรีทั้งแก่ สาว เยาวชน และเด็กเล็กที่คว้าขนมที่เขากำลังช่วยกันห่อเอามากิน.. เอาไปทำบุญหรือครับ ผมถามทั้งกลุ่ม ภรรยาผู้ใหญ่บ้านตอบมาว่า...ใช่ค่ะบุญข้าวประดับดินค่ะ..(ดูบุญข้าวประดับดินที่ http://www.lib.ubu.ac.th/html/report/ubontraditional/kawpradabdin-9.htm )

 

 

กลับออกมาที่สำนักงานผมสอบถามพนักงานสำนักงานที่เธอเป็นสาวชาวบ้านแต่ออกมาทำงานกับผมเย็นๆเธอก็กลับเข้าหมู่บ้าน  เธอตอบว่าทำกันทุกบ้านแหละ ที่บ้านเธอเป็นงานของตำบลที่ตกลงกันว่าปีนี้จะไปรวมกันที่วัดใด ปีหน้าก็หมุนไป แต่เธอไม่ได้เข้าร่วมงานนั้นเพราะต้องรีบมาทำงาน  

ผมกลับมาถึงที่พักในเมืองผมลองสอบถามพนักงานสาวของที่พักว่า น้องคนสวย..รู้ไหมว่าวันนี้เป็นวันสำคัญอะไรของทางอีสานบ้านเรา..เธอมองหน้าผมแบบ งงๆ ไม่คิดว่าผมจะเริ่มแบบนี้ แล้วเธอก็พูดว่า เอ..วันสำคัญอะไรหรือคะ ไม่รู้ซิ.. อ้อ อ้อ วันอะไรนะ..ข้าวประดับดินอะไรนี่แหละค่ะ.. หนูเป็นเขาทำบุญตักบาตรกันแต่หนูไม่ได้ทำหรอกค่ะ ต้องรีบมาทำงานค่ะ  

ตกค่ำผมเปิดทีวี เขากำลังระลึกวัน 911 กันที่อเมริกา และใครต่อใครในที่พักก็พูดถึงเรื่อง 911 กัน แต่ไม่ได้พูด วันที่ 11 ในฐานะวันสำคัญของประเพณีของไทยอีสานครับก็เลยนึกถึงเรื่อง Fade in และ Face out ขึ้นมา เพราะกรณีวันเดือนดับ หรือบุญเดือนเก้า หรือบุญข้าวประดับดินนี้กำลังเป็น Face out ของวัฒนธรรมประเพณีไทย เหมือนกับหลายๆวัฒนธรรมประเพณีที่ต่างก็ Face out เช่นกัน ตามสภาพความเป็นชุมชน ความเป็นชนบท  

ที่ใดที่เป็น ชนบทมากๆ หรือเป็น สังคมเปิดน้อยความคงอยู่ของวิถีปฏิบัตินี้ที่เป็นฮีตที่สำคัญยังดำเนินไปค่อนข้างเข้มแข็ง ตรงข้ามจะจางลง หรือ Face out มากขึ้นในชุมชนที่เปิดมาก จนถึงสังคมเมืองก็เปิดเต็มที่วิถีปฏิบัติของฮีตมีน้อย หรือมีแต่เฉพาะกลุ่มคนเฒ่าคนแก่ หรือปฏิบัติกันแค่พิธีกรรมเท่านั้นแต่ไม่ได้เข้าใจมากนัก    

ขณะเดียวกันสังคมเมืองที่เปิดนี้ก็จะเกิด Fade in ของวัฒนธรรมใหม่ของตะวันตก หรือของสังคมโลกาภิวัฒน์มากขึ้น และ การ Fade in ของวิถีใหม่นี้ก็ขยายวงกว้างมากขึ้น เข้าไปกินพื้นที่สังคมชนบทมากขึ้น ตามยุคสมัย หากสังคมทั้งเมืองและชนบทไม่รู้เท่าทัน ไม่มีสติ ไม่ได้ตั้งคำถาม ก็จะเพียงเป็นผู้ที่เคลื่อนไหวไปบนสายพานชีวิตเท่านั้นเอง เมื่อโลกหมุนก็เพียงหมุนไปตามโลก แยกแยะไม่เป็น กลั่นกรองไม่ได้ มากไปจนถึงหลงใหลว่านั่นคือ วิถีของการพัฒนาแล้ว   

ท่านสังเกตบ้างไหมครับว่ามีอะไร Face out และ Fade in ในบ้านท่าน ในหมู่บ้านท่าน ในสังคมท่านบ้างครับ

ที่แน่ๆผมเห็น วันบุญข้าวประดับดิน กำลัง Face out และ วันวาเลนไทน์ วันฮาโลวีน กำลัง Fade in ครับ

(รูปเหล่านี้เอามาจาก www ด้านบน)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าจากดงหลวง



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะพี่บางทราย

จริงอย่างพี่ว่าแหละนะคะ ที่ใดที่คนไม่มีสติ รู้ไม่ทันก็จะสูญเสียหลายอย่าง ตั้งแต่เสียทรัพย์ สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงเสียความเป็นตัวของตัวเอง

ตัวเองคิดว่าโชคดีที่คนข้างกายนั้นเป็นคนรักความเป็นอยุธยามาก เขาทำในสิ่งที่เขาเชื่อโดยไม่สนใจว่าใครจะว่าเขาโบราณ วิถี ประเพณีพื้นบ้านหลายอย่างถูกนำมาทำให้มีชีวิตในงานที่เขาเข้าไปเกี่ยวข้องเช่นที่ในงานที่สยามนิรมิตที่นุชเขียนเล่าเป็นต้น ตัวเองเลยได้มองเห็นจุดสำคัญนี้ หาไม่ก็คงมองอะไรผ่านๆไป

ตอนนี้ที่บ้านน้ำกำลังขึ้นมาก พวกลุงๆกำลังมาซ่อมเรือให้พร้อมใช้ หากมีโอกาสผ่านอยุธยาอยากชวนให้แวะเยี่ยมกันบ้างนะคะ

เรื่องน้องมาลาตี ติดต่อทางโทรศัพท์ไม่ได้เลย ไม่ว่าเวลาไหน แปลกใจที่คนอื่นติดต่อได้ เลยใช้วิธีอีเมล์ ได้ประสานงานปลายทางคือที่อาจารย์ที่มช. กับเพื่อนที่มูลนิธิไว้แล้ว คงต้องรอให้น้องเขาติดต่อมาค่ะ

เขียนเมื่อ 

หวัดดีครับ P คุณนายดอกเตอร์

  • พี่ละแอบชื่นชมมากว่าเป็นกลุ่มอนุรักษ์ซึ่งหาไม่ค่อยง่ายนักในสังคใปจจุบัน ยิ่งทราบว่าคนข้างกายท่าจะหนักเรื่องนี้ด้วย ยิ่งคิดว่า เออ มีคนเมืองเก่ารักของเก่าก็ดีใจครับ
  • เรื่องน้องมาลาตี เข้าใจว่าน้องคนปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงช่วงนี้อยู่กระมังครับ  แต่น้องทำดีมากๆแล้วครับที่กรุณาสานต่อเรื่องนี้  อย่างไรเสีย ทั้งแนะนำทางโทรศัพท์ และ mail ไปบอกว่าควรปรากฏตัวหน่อย แต่ก็ยังไม่ปรากฏตัวครับ คงปรับตัวอยู่ครับ หรือน้องอาจจะมีเหตุผลอื่นก็ได้ ทำดีที่สุดแล้วครับ ขอขอบคุณมากๆเลยครับ
เขียนเมื่อ 
  • สวัสดีครับพี่บางทราย
  • นับวันผมเห็นจะมีก็แต่วัฒนธรรมของเราจะสูญหายไปครับ  แต่วัฒนธรรมฝรั่งเต็มบ้านเต็มเมือง
  • ไม่ได้ต่อต้านวัฒนธรรม แต่ก็ไม่อยากให้วัฒนธรรมของเราสูญหายไปหมด
  • เพราะแต่ละสิ่งแต่ละอย่างของเรา  ล้วนมีความเป็นมา  มีคุณค่า เป็นอย่างมาก แต่คนส่วนมากกลับมองว่าล้าสมัย
  • เราเป็นทุกอย่างที่เขา(ฝรั่ง)อยากให้เป็น(เพื่อการค้าการขายของเขา)  แต่เราไม่เป็นตัวของเราเอง (เป็นคนไทย อยู่อย่างไทย  วิถีไทย)
  • เสียดายที่สังคมเรารู้แต่ไม่เท่าทัน  อีกหน่อยก็คงจะเหลือเพียงแต่การแสดงให้คนไทยได้ดูกันเท่านั้นว่าของเราเป็นอย่างนี้นะ.....
  • วันนี้แม้แต่การดื่มกาแฟ ผมก็เลิกแล้วนะครับ เพราะมองย้อนดูแล้วไม่ใช่วิถีชีวิตของเรา บางคนก็หาว่าผมทำอะไรแปลกๆ เขาไม่รู้หรอกว่าผมคิดอย่างไร
  • ขอบพระคุณมากครับที่บันทึกมาเพื่อให้ได้กระตุกต่อมคิด..อิๆ
เขียนเมื่อ 

หวัดดีน้องสิงห์ครับ

  • เราไม่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง แต่เราเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงควรมีการกลั่นกรอง
  • ระบบการกลั่นกรองของบ้านเราไม่มี หรือมีแต่ไม่เข้มแข็ง และเราเปิดรับหมดครับ
  • หากเราอยู่ในเมืองตลอด ก็ไม่เห็นความต่าง และหากเราอยู่ในชนบทตลอด ก็ไม่เห็นความต่างเช่นกัน บังเอิญเราเป็นมนุษย์สองโลก คือชนบทและเมืองจึงเห็นความแตกต่างชัดเจน เราเห็นคุณค่า ของความเป็นท้องถิ่น ความเป็นพื้นบ้าน เราเองก็ต้องการสิ่งที่ก้าวหน้า พัฒนา แต่ควรมีสติกลั่นกรองมากกว่าปัจจุบันน่ะครับ