
(หมูในอวยแบบฉบับเขมร Paleeyon ถ่าย)
วันนี้ทีมงานจากกรมปศุสัตว์มาติดตามงานส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่ในชุมชนงานอย่างนี้จะมีรายละเอียดโผล่ขึ้นมาให้เราต้องพิจารณาอยู่เสมอ เช่นช่วงที่ผ่านมาฝนตกพรำๆตลอดสัปดาห์ อากาศร้อนชื้นสลับในบางวัน ทำให้ไก่เจ็บป่วย เป็นหวัดเป็นโรคหลอดลม หายใจฟืดฟาด ไข่ลดลง ถ้าใจเย็นปล่อยไว้ก็จะมีโรคขี้ขาวตามมา สาเหตุคงจะมาจากไม่ได้ทำวัคซีนต่อเนื่องตามระยะเวลาที่กำหนด ไก่ที่ขังไว้ในกรงไม่ได้ออกกำลังไปคุ้ยเขี่ยหากินเหมือนไก่บ้านจะอ่อนแอ สู้ไก่แจ้ ไก่ต๊อก ไก่งวง ที่เลี้ยงตามธรรมชาติไม่ได้
เท่าที่สอบถามสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ และดูข้อมูลทางด้านการวิจัย โดยภาพรวมแล้วก็เห็นว่า ในขณะที่พูดกันมากเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เงื่อนไขและกระบวนการที่นำไปสู่การพึ่งตนเอง น่าจะพิจารณาในแง่ที่ว่า “วันนี้เราพึ่งตัวเอง อะไรได้บ้าง” เอาเรื่องปัจจัย4งานพื้นฐานก่อนก็ได้ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค อาจจะฟังดูเชยๆ แต่มันก็หนีจากฐานนี้ไม่ออกหรอก กิจกรรมด้านอาชีพนับวันจะถูกยึดไปที่ละอย่างสองอย่าง แล้วจะให้ชาวบ้านทำมาหากินอะไร
แม้แต่ไข่ไก่ที่ชาวบ้านกินกันทุกครัวเรือน ก็ยังพึ่งตัวเองไม่ได้ ป่วยการที่จะไปอุปโหลกตัวเลขต่างๆเรื่องชุมชนเข้มแข็ง ถ้าวัดที่การพึ่งตัวเอง พึ่งในเรื่องอะไร พึ่งได้กี่เปอร์เซ็นต์ เอาข้อเท็จจริงนี้มาพิจารณาก็จะเห็นความจริง เป็นเกษตรกรแต่ต้องซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า อย่างนี้ก็เป็นเกษตรกรแต่ในนามเท่านั้น การดำเนินชีวิตเปลี่ยนไป รายได้บางครัวเรือนมาจากธนานัติในแต่ละเดือน ที่ลูกสาวส่งมาให้เป็นค่าเลี้ยงดูอีนางน้อยที่ฝากแม่เลี้ยงไว้
ถ้าไม่มีนโยบายคืนอาชีพสู่ชุมชนอย่างเป็นกระบวนการ และมีระบบมารองรับ เศรษฐกิจก็คงจะไม่พอเพียงอยู่ดี ในเบื้องต้นอาจจะต้องมีเงินอุดหนุนบางส่วนให้ชาวบ้านลงทุน ต่อเมื่อแข็งแรงยืนหยัดมีรายได้จึงค่อยลดเงินหล่อลื่น เรื่องลักษณะนี้ยังอิหลักอิเหลื่อ ไม่มีมาตรการที่ชัดเจน โครงการชุมชนเป็นสุขก็ปูพรมไปทุกครัวเรือน เป็นการแจกทุนแจกทิ้งแจกขว้างมากกว่า ไม่เกิดผลเท่าที่ควร ถ้าเจาะจงทำแบบหวังผล เลือกคนที่สนใจมาทำน่าจะได้ผลบ้าง ยกตัวอย่างการเลี้ยงไก่ไข่ ถ้าชาวบ้านเลี้ยงเอง บริโภคเอง นอกจากจะมีอาหาร มีงาน มีรายได้แล้ว ยังมีผลพลอยได้ทางด้านสุขภาพด้วย นพ.วัลลภพรเรืองวงศ์ เล่าว่า อาหารถนอมสายตาได้แก่...
- ผักใบเขียวเข้ม เช่น ปวยเล้ง บรอคโคลี ฯลฯ
- ข้าวโพด
- ถั่วสีเขียว
- ไข่แดง
ใครอยากตาหวาน ก็ควรเชื่อที่หมอแนะนำ ไม่อย่างนั้นอาจจะเป็นโรคตาถั่ว ส่วนผมถูกแนะนำให้กินไข่ขาว กินมากๆเป็นโรคตาขาวละแย่เลย อาการจะหนักกว่าตาถั่วเสียอีก หรือพาลเป็นโรคตาเหล่ตาส่อน และโรคดื้อตาใส จะทำยังไงละทีนี้
ตื่นมาสวัสดีก่อนไปทำงานครับท่านพ่อ ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะเพิ่งเห็นรูปใหม่ของครูบาฯ สวมเสื้อดำมาดเข้ม เท่ จริงๆค่ะ
เรื่องที่ครูบาฯยกมาชี้ให้เห็นกันนี้ เป็นสิ่งที่ท่านและปราชญ์ชุมชนพูดมานาน พูดออกบ่อย แต่ทำไมคนยังดื้อไปเดินทางอื่นนะคะ โครงการพัฒนาที่มาจากข้างนอกยังไม่สามารถทำให้การพึ่งตนเองได้กับความพอเพียงเป็นสิ่งเดียวกัน
หากปรับการดำเนินโครงการให้เป็นแบบเลือกคนที่สนใจและมีศักยภาพอย่างที่ครูบาฯกล่าว เราคงมีตัวอย่างดีๆอีกเยอะนะคะ แล้วให้ค่อยๆขยายไปในชุมชนนั้นๆ แต่เราก็ทราบว่าโครงการพัฒนาส่วนใหญ่วัดด้วย"จำนวน"ผู้เข้าร่วมโครงการ มากกว่า "คุณภาพ"หรือประสิทธิผล เป็นปัญหาซ้ำซากในการพัฒนาที่หาจุดจบไม่ได้
ผมเสียดายงบประมาณ ไม่หวังผลลัพท์ที่แท้จริง แต่หวังผลทางการเมือง
ขอบคุณครับ
ต้อมตาดุ ต้องทานอะไรคะแก้คะ? ^_^
โรคดื้อตาใสแก้ยากครับอาจารย์ รู้ว่าไม่เป็นผล ก็ยังหลับหูหลับตาทำกัน มันก็เลยย่ำแย่กันอยุ่อย่างนี้ ระบบราชการเองนั่นแหละไม่พัฒนา แล้วยังจะมาพัฒนาชาวบ้าน อิอิ
โธ่ ตาดุนั้นโชคดีเท่าไหร่แล้ว
จะได้มองสะกดหัวใจหนุ่มๆให้ยวบยาบเป็นรายๆไป อิอิ
ยุ่งน่าดูเลยใช่ไหมออต ไม่ชวนสายลมมาช่วย
ตกลงไป KM.สองแควได้ไหม พระอาจารย์ Handy ก็ไปนะ จะไปนอนห้องเดียวกันอีก อิอิ
อ่านบันทึกนี้แล้วนึกถึงเพลงนี้เลยค่ะ คงจะจบเรื่องนี้ด้วย ...สุกรนั้นไซร้คือหมาน้อยธรรมดา นั่งอยู่บนหอคอยงาช้างกับลงมาทำงานบนดินมันต่างกันเยอะ
มาเที่ยวพิษณุโลกไหมครับ ตอนครูอ้อยหลับ โหนรถไฟมาเลย พรรคพวกรอจะต้อนรับ
โทรศัพท์ เครื่องเล็กพัง ยังซ่อมไม่ได้