คุณค่าของมหาวิทยาลัยอยู่ที่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value creation) ให้แก่คนหรือนิสิต.....การจัดการความรู้ หรือ KM ต้องใช้ เพื่อพัฒนาให้มีสติ มากขึ้น
 

 รูปจัดทำโดย คุณวัชรินทร์ แพงศรี น้องริน  ศูนย์พัฒนาและประกันคุณภาพ

      วันนี้ที่ มมส. ฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ โดยทีมงานอนุกรรมการจัดการความรู้ ( MSU-KM)  ร่วมกับศูนย์พัฒนาและประกันคุณภาพ (MSU-QA) ได้จัดกิจกรรม เรียนรู้ความรู้ฝังลึกจากผู้เกษียณอายุราชการ ในหัวข้อ ปฏิบัติงานอย่างไรให้เกิดคุณภาพ ? เพื่อเชิดชูเกียรติแก่ผู้เกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2550  เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีปฏิบัติที่ดี (Good Practice) ที่ทำให้เกิดคุณภาพ เพื่อการค้นหารวบรวมและจัดเก็บความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ของผู้เกษียณอายุราชการ ซึ่งมีจำนวน 5 ท่านด้วยกัน  โดยมีท่านอธิการบดี ศ.นพ.อดุลย์  วิริยเวชกุล  ราชบัณฑิต อยู่ร่วมฟังและพูดคุยด้วย ตั้งแต่เริ่มจนจบกิจกรรม ดังรายละเอียดที่ ท่าน Jack และ ท่าน JJ ได้รายงานไปแล้ว    ผมเองได้มีโอกาสเข้าไปร่วมในช่วงหลังเนื่องจากติดภาะกิจอื่น คือการเข้ารับการประเมินการทำงานของปีที่ผ่านมา  ซึ่งมีท่านรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์  ผศ.ดร.พิศมัย  ศรีอำไพ เป็นประธาน ทำให้ไม่สามารถมาร่วมงานได้ตั้งแต่ช่วงต้น

       ผมได้มีโอกาสได้รับความรู้ฝังลึกของ 2 ท่านด้วยกันคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไพบูลย์  บุญไชย  สังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และ อาจารย์ประจักษ์  กือเจริญ  สังกัดคณะวิทยาการสารสนเทศ มีความประทับใจเรื่องเล่าของผู้ช่วยศาสตราจารย์ไพบูลย์  บุญไชย เป็นพิเศษ ในเรื่องที่ท่านเล่าถึง การเปลี่ยนความคิดเพื่อพิชิตงานของท่าน  เมื่อท่านได้เปลี่ยนจากการสอนวิชาในสาขาวิชาเอกมาสอนในวิชาศึกษาทั่วไป ทำให้ได้พบนิสิตที่มีความหลากหลายมาก จากหลาย ๆ คณะ หลาย ๆ สาขาวิชา ที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก จึงมาคิดว่าจะทำอย่างไร ? จึงจะจัดการเรียนการสอนนิสิตเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อพิจารณาดูโดยละเอียดแล้ว ทำให้จัดแบ่ง นิสิตออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเก่ง กลุ่มปานกลาง และ กลุ่มอ่อน แล้วทำการสอนและช่วยเหลือนิสิตแต่ละกลุ่มให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม  ให้ความสนใจ เฝ้าระวัง และเน้นให้ความช่วยเหลือนิสิตกลุ่มอ่อน โดยเฉพาะพวกติดโปรให้มาก ๆ เพื่อให้เขาเหล่านี้สามารถจบการศึกษาได้   อาจารย์ไพบูลย์ได้กล่าวยอมรับว่า ในสมัยเริ่มเป็นอาจารย์ใหม่ ๆ มีความรู้สึกภูมิใจที่นิสิตในวิชาที่ตนเองสอน สอบตกกันเยอะ ๆ  ไม่สามารถตอบหรือทำข้อสอบที่ตนเองออกได้ ซึ่งมาปรับเปลี่ยนความคิดที่ไม่เหมาะสมนี้เมื่อมีประสบการณ์ในการสอนมากขึ้น และ ได้พบกับนิสิตที่มีความหลากหลายมากขึ้น จึงได้หันมาช่วยเหลือเพื่อพัฒนานิสิตในกลุ่มอ่อนเป็นพิเศษ อาจารย์จึงอยากจะฝากแนวคิดอันนี้ไว้ให้มหาวิทยาลัยได้นำไปพิจารณาต่อไป  ซึ่งท่านอธิการบดีก็ได้กล่าวเสริมว่า เป็นเรื่องที่ดีและเน้นว่า คุณค่าของมหาวิทยาลัยอยู่ที่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value creation) ให้แก่คนหรือนิสิต โดยเฉพาะนิสิตที่อาจจะมีปัญหา อาจารย์จะอยู่ในใจของนิสิตเหล่านั้นนานเท่านาน โดยท่านอธิการได้เล่ายกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงของท่านให้ฟังด้วย

        ท่านอธิการบดีได้พูดในตอนท้ายถึงเรื่อง การจัดการความรู้ หรือ KM ว่า ต้องใช้ KM เพื่อพัฒนาให้มีสติ มากขึ้น และพูดถึงการที่จะเปลี่ยนความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ที่อยู่ในตัวคน ให้ออกมาเป็นความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) นั้นต้องฝึกให้คนเราเขียนกันให้มากขึ้น  โดยกล่าวว่าในปัจจุบัน  คนเรามัก  คิดมากกว่าพูด พูดมากกว่าทำ ทำมากกว่าเขียน  ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์คงอยู่ประมาณที่ คิด 100%  พูด 60% ทำ 20% และ เขียนเพียง 2% เท่านั้น   ดังนั้นถ้าเราเพิ่มการเขียนให้มากขึ้น เราจะสามารถมีคลังความรู้เพิ่มขึ้นอีกมหาศาลทีเดียว