เด็กบ้านนอกตัวเล็กๆจนๆคนหนึ่ง ที่เกิดในครอบครัวชาวไร่ชาวนายากจนทรัพย์สินเงินทอง แต่ร่ำรวยความอบอุ่นและอบอวลด้วยความรักจากญาติพี่น้อง ที่ช่วยกันกล่อมเกลา ขัดเกลา ประคับประคองจนได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนมาเป็นแพทย์คนหนึ่งของสังคมไทย

(1): เด็กบ้านนอก

ผมเขียนบันทึกนี้ในวันที่ 8 กันยายน 2550 หลังจากไปอยู่เบลเยียมได้ 4 วัน มืดแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไร อ่านหนังสือก็ไม่อยากอ่าน เพื่อนก็ยังไม่มี ติดต่อทางอินเตอร์เน็ตก็ไม่ได้ ก็ตัดสินใจนั่งเขียนบันทึกดีกว่า ขณะนั่งเขียนบันทึกก็ฟังเพลงซึ้งๆของลานนา คัมมินส์ ยิ่งฟังก็ยิ่งคิดถึงบ้านใหญ่เลย แต่เพลงก็เพราะดีก็ฟังไปเรื่อยๆพร้อมกับเขียนบันทึกไปด้วย

เล่าเรื่องชีวิตเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่มีโอกาสในชีวิต ผมเกิดที่บ้านป่ากุมเกาะ ตำบลป่ากุมเกาะ อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย เป็นเด็ก “โข่ทัย” ของแท้เลยแม่เป็นคนสวรรคโลก พ่อเป็นคนศรีสำโรง ผมเกิดที่บ้านย่าที่ศรีสำโรงแล้วมาโตที่สวรรคโลก พ่อแม่เป็นชาวไร่เช่าไร่เขาทำที่บ้านโป่งกว้าว อำเภอศรีสัชนาลัย ผมเกิดกับหมอตำแย แม่เจ็บท้องไปโรงพยาบาลศรีสังวรแต่ก็ไม่คลอด แม่อยากดูลิเกก็เลยขอกลับบ้าน พอมาที่บ้านดึกคืนนั้นก็คลอดเลย โตมาผมก็เลยชอบดูลิเกตามแม่ไปด้วยและก็เล่นลิเกได้ พร้อมๆกับเจ้าบทเจ้ากลอนไปด้วยกัน

บ้านผมอยู่กันแบบครอบครัวใหญ่ มีตายาย (แต่ผมเรียกพ่อใหญ่แม่ใหญ่)และครอบครัวของน้าๆอยุ่กันครบครัน พอผมโตน้าๆจึงแยกบ้านไป แม่ผมเป็นพี่คนโตเลยไม่ได้แยกบ้านออกไป ตอนเล็กๆที่บ้านอยู่ห่างจากสวรรคโลก 9 กิโลเมตร ผมจึงเป็นเด็กบ้านนอกของแท้เพราะอยู่ต่างจังหวัด นอกเขตอำเภอเมืองและนอกตัวอำเภอไปอีก เวลาจะเข้าตัวอำเภอต้องนั่งรถสองแถวประมาณครึ่งชั่วโมง ต้องข้ามแม่น้ำก่อนไปขึ้นรถโดยสาร ถ้าเป็นหน้าน้ำก็ข้ามเรือพาย แต่พอหน้าแล้งก็เดินข้ามตรงบริเวณที่มีทิวหินขวางลำน้ำยม แถวบ้านเรียกท่าก้อนกาน

พ่อกับแม่เป็นชาวไร่ จะมาอยู่บ้านช่วงหน้าแล้งที่เพาะปลูกไม่ได้ประมาณมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปีก็จะมาอยู่ที่บ้าน ช่วงเดือนที่เหลือจะนอนพักอยู่ในไร่ที่ห่างไปประมาณ 10 กิโลเมตร เช่าที่ตายิ้มยายจิตรทำอยู่ 15 ไร่ ทำถั่วเหลืองกับฝ้ายสลับกับถั่วแขก ชีวิตผมก็โตอยู่ในไร่เป็นส่วนใหญ่ ห้างที่พักก็ทำด้วยไม้ไผ่มุงหญ้าคา ใช้ตะเกียงน้ำมัน ไม่มีไฟฟ้าใช้ เวลาหุงข้าวก็ใช้หม้อหุงข้าวแบบเช็ดน้ำกับเตาอั้งโล่ที่ใช้ถ่าน ห้างไม่มีประตูหน้าต่าง เปิดโล่งด้านหนึ่ง เป็นนอกชาน ยกพื้นสูง เวลากลางคืนออกมานอนตากลมที่นอกชานเย็นสบายมาก แต่หน้าฝนยุงจะเยอะมาก ต้องนอนกลางมุ้ง ตอนอยู่ชั้นมัธยมเวลาปิดเทอมกลางไปอยู่ไร่ ผมต้องอ่านหนังสือโดยตัวอยู่ในมุ้ง หัวโผล่ออกมาข้างนอกใช้แสงตะเกียงอ่านหนังสือ ถ้าเผลองีบไป หัวจะชนตะเกียง เส้นผมไหม้ไปหลายครั้ง ส้วมไม่มีใช้ต้องไปในไร่ น้ำประปาไม่มี ต้องใช้ครุไปหาบน้ำที่บ่อน้ำมาใส่โอ่งไว้ หน้าหนาวเวลาอาบน้ำพ่อจะก่อกองไฟให้โดยใช้ฟางถั่ว บางวันก็เผาข้าวหลามไปด้วย กลางคืนเวลานอนหน้าหนาวก็จะนอนในกองฝ้ายที่เก็บไว้บนบ้าน ทำให้อุ่นมาก บางปีช่วงลอยกระทงไม่ได้เข้าไปที่บ้าน พ่อกับแม่ก็ทำกระทงแล้วนำกาละมังซักผ้าใส่น้ำไปวางที่ลานแล้วก็ลอยกระทงกันเฉพาะครอบครัว

 ชีวิตในไร่เรียบง่าย สบายตามอัตภาพ อากาศดี สดชื่น บางทีก็ไปหาปลากับพ่อ ไปขุดมันเสามาให้แม่ต้มจิ้มน้ำตาลกินหรือบางทีแม่ก็ทำมันบวดให้กิน ขนมหวานไม่มีซื้อกิน เดือนหนึ่งทั้งครอบครัวใช้เงินไม่ถึงร้อยบาท ผักหญ้าปูปลาผลไม้หากินได้ตามไร่ตามสวน ไม่มีทีวีดู ไม่มีหนังสือพิมพ์อ่าน ไม่มีนาฬิกาคอยควบคุมบังคับ มีเพียงดวงตะวันที่คอยบอกเวลา ถ้าตะวันตรงหัวก็กินข้าวกลางวัน ถ้าบ่ายคล้อยก็เลิกงานจากไร่ พอไก่ขันก็เริ่มตื่นนอน เตรียมอาหารเช้า ไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ มีงานก็ทำ ไม่มีงานก็พัก ถ้าฝนตกทำงานไม่ได้ก็นอนพักที่ห้าง ฟังเพลงฟังข่าวหรือฟังละครวิทยุเอเอ็มกันไปช่วยสร้างความรู้ความเพลิดเพลินได้อย่างดี เพื่อนไร่ก็มีไม่กี่หลังคาเพราะแต่ละไร่ก็เป็นสิบยีสิบไร่ขึ้นไป แต่ก็พอมีเด็กวัยเดียวอยู่ใกล้ๆกันบ้าง เลี่ยงไก่ไว้กินไข่กินเนื้อ เลี้ยงหมาไว้คอยเห่าระแวดระวังภัย แต่อยู่มาจนโตก็ไม่เคยมีขโมยมารังควาญ แต่ตอนนี้ทราบว่าไม่มีใครไปนอนที่ไร่กันแล้วเพราะกลัวขโมย กลัวโจร ยิ่งช่วงยาบ้าระบาดยิ่งน่ากลัว และอีกอย่างในไร่จากปลูกถั่วฝ้ายที่ต้องเฝ้าดูแลใกล้ชิดก็เปลี่ยนไปเป็นปลูกอ้อยกันหมดแล้ว ทำให้เป็นป่ารกดูน่ากลัว แล้วชาวไร่ก็มีมอเตอร์ไซด์ รถปิ๊กอัพ มีรถไถ รถสิบล้อ ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ไปถึงไร่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องไปนอนเฝ้าไร่กันแล้ว ตอนผมเล็กๆเวลาเดินทางก็ใช้จักรยานปั่นไปสิบกิโลก็ใช้เวลาหลายชั่วโมง ถ้าต้องย้ายของเข้ามาพักในบ้านก็จะใช้วัวเทียมเกวียน(บ้านผมเรียกว่าล้อ) พอโตมาหน่อยพ่อก็ขายวัวทั้งสองตัว แล้วซื้อรถไถนาชนิดเดินตามพร้อมรถพ่วงเรียกว่ารถดายหญ้า ก็เดินทางเร็วขึ้นประมาณ 2 ชั่วโมงจะถึงบ้าน ตอนใช้เกวียนก็ใช้เวลาครึ่งวัน

ตากับยาย จะอยู่เฝ้าบ้านคอยดูแลหลานๆ พอหลานถึงวัยเข้าโรงเรียนก็จะไปอยู่กับตายายเพราะพ่อแม่ต้องทำไร่กัน ตากับยายผมมีลูก 7 คน ผู้ชายสาม ผู้หญิงสี่คน แม่ผมเป็นลูกคนโตชื่อประชัน ชื่อเล่นชื่อรุณและแขก ตาผมชื่อทวน มีเจริญ เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็งปอดตอนผมเรียนแพทย์ปีสี่ ตาเป็นคนที่สอนผมอ่านหนังสือทุกคืนตั้งแต่เข้าเรียนชั้นป.1 ฝึกให้ผมรักการอ่านหนังสือมาจนบัดนี้ แม่ผมเรียนจบป.4 ตอนเรียนแม่เรียนเก่งแต่ตาไม่มีเงินส่งให้เรียนต่อต้องออกมาทำนาเลี้ยงควาย ยายผมชื่อส้มจีน ตอนนี้อายุย่าง 91 ปีแล้วก็แข็งแรงตามวัย ผมจะกลับบ้านไปหายายอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ไปกราบยาย กอดยายและนอนหนุนตักยายพร้อมทั้งพาลลูกๆไปกราบทวด (แถวบ้านผมเรียกว่าหม่อน)

ตอนนี้ยายอยู่บ้านกับน้าชายสองคน ส่วนน้าคนอื่นๆก็อยู่บ้านใกล้ๆกัน ไปมาหาสู่มาดูยายกันทุกวัน แม่ไม่ได้อยู่กับยายเพราะต้องไปช่วยเลี้ยงหลานๆสามคน(ลูกผมเอง) ผมมีแม่กับเมียคอยดูแลลูกๆทำให้มีเวลาทุ่มเทให้กับงานที่รับผิดชอบได้อย่างเต็มที่

พ่อผมชื่อทองใบ เป็นลูกของปู่ป้อง ย่าพยุง เสียชีวิตแล้วทั้งคู่ตอนอายุ 70 กว่าๆ ย่าเป็นเบาหวานแต่ดูแลตัวเองดีมากแต่เสียชีวิตด้วยมะเร็งลำไส้ใหญ่กระจายไปตับ ปู่กับย่ารักและผูกพันกันมาก ปู่คอยดูแลย่ามาตลอด ช่วยฉีดอินสุลินให้ย่าได้ พอย่าตายได้หนึ่งปี ปู่ก็ซึมเศร้าและแย่ลงและก็เสียชีวิตตามไป ความสัมพันธ์ที่ดีของปู่กับย่าเป็นตัวอย่างที่ดีมาก คอยดูแล ห่วงใย ใส่ใจกัน พ่อผมสมัยเด็กๆก็เรียนเก่ง ที่ผมทราบเพราะอาจารย์วีระ ที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยา เป็นเพื่อนเรียนรุ่นเดียวกับพ่อผมเล่าให้ผมฟัง แต่พ่อก็เหมือนแม่ ปู่กับย่าไม่มีเงินให้เรียนจึงต้องออกจากโรงเรียนมาทำนา พ่อผมร้องเพลงเพราะมาก ขอย่าไปอยู่วงดนตรีย่าไม่ให้ไป แม่บอกว่าถ้าพ่อไปอยู่วงดนตรีก็คงไม่ได้มาเจอกับแม่ ก็คงไม่มีผม

พ่อผมบอกว่าตอนผมเกิดพ่อจะตั้งชื่อว่าบุญสืบ แต่พอดูดวงแล้วไม่เหมาะก็เลยตั้งใหม่เป็น พิเชฐ แปลว่า ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด เจริญที่สุด ตอนแรกๆผมเขียนชื่อตัวเองผิดเพราะเขียนตามครูที่โรงเรียนบอกเป็นพิเชษฐ์ แต่พอดูตามใบเกิดและทะเบียนบ้านเป็นพิเชฐ ผมก็ปรับมาเขียนตามนั้น มีครูท่านหนึ่งบอกว่าพิเชฐ ไม่มีคำแปล ต้องเปลี่ยนเป็นพิเชษฐ์ ผมก็เลยไปเปิดพจนานุกรมก็เลยรู้ว่าตัวที่มีคำแปลคือพิเชฐ พ่อเขาตั้งไว้ถูกแล้ว แต่ทุกวันนี้หลายคนก็เขียนชื่อผมผิดเป็นพิเชษฐ์อยู่ เพราะไปติดกับคำว่าเชษฐ์ที่แปลว่าพี่ชาย พ่อผมเสียชีวิตห่างจากตาผมไม่กี่วัน พ่อไปหาปลาคนเดียวแล้วเป็นลมจมน้ำเสียชีวิต น้ากับน้องชายตามหากันเกือบทั้งคืนกว่าจะพบศพ ตอนนั้นผมอยู่ชั้นปีที่ 4 ที่เชียงใหม่ พ่อจึงไม่ทันได้เห็นความสำเร็จของลูกชายและผมก็ได้ขอคำสัญญากับพ่อไว้ว่า ถ้าผมเรียนจบขอให้พ่อเลิกดื่มเหล้า พ่อก็ให้สัญญาไว้ แต่ก็ไม่ทันจบพ่อก็เสียชีวิตไปก่อน เมื่อหลายปีก่อนผมก็มาคิดได้ว่าถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่ ผมก็จะไม่คาดคั้นให้พ่อเลิกเหล้า แต่จะซื้อเหล้าฝรั่งให้พ่อได้ทดลองดื่มเพราะมันเป็นความสุขอย่างหนึ่งของพ่อ ทุกเดือนผมจะพาลูกๆกลับบ้านที่สวรรคโลกเพื่อไปกราบยาย น้าและกราบรูปปู่กับทวดเพื่อสร้างความผูกพัน น้องขิมบอกว่าปู่จ๊อดมาเข้าฝันบ่อยเหมือนกัน ลูกไม่เคยเจอปู่แต่ก็รู้สึกคุ้นเคยกับปู่จากคำบอกเล่าของย่าและพ่อ

อยู่ที่บ้านป่ากุมเกาะ ก็ไม่มีไฟฟ้าใช้ ใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดเช่นกัน กว่าจะมีไฟฟ้าใช้ก็จนผมเรียนชั้นม.1 ส้วมก็ไม่มีใช้จนขึ้นชั้นม.3 จึงสร้างส้วมใช้กัน น้ำประปาก็ไม่มีใช้ ต้องใช้ครุหาบน้ำจากน้ำบ่อทรายชายหาดแม่น้ำยมมาใช้ ตอนเรียนชั้นประถมมัธยมผมจะมีหน้าที่หาบน้ำใส่โอ่ง ทุกครั้งที่หาบน้ำขึ้นตลิ่ง ผมจะรู้สึกท้าทายมากและบอกกับตัวเองว่าผมจะต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตให้ได้ ผมหาบน้ำทุกวันๆละประมาณ 10 หาบ จนบ่าด้านเลย

ช่วงวันหยุดผมจะรับจ้างหาบทราย ปี๊บละ 1บาทหรือบางทีก็ไปรับจ้างเก็บฝ้ายในไร่ เขาให้ค่าจ้างกิโลกรัมละ 1 บาท วันหนึ่งก็ได้ประมาณ 30 บาท ก็เอามาเก็บออมในกระปุกออมสินเก็บไว้ซื้อหนังสืออ่าน แต่ชีวิตก็ไม่ได้อดอยาก มีของกินที่พ่อแม่ญาติพี่น้องเก็บหาเอาไว้ให้โดยไม่ต้องซื้อหา แม่ก็ไม่อยากให้ไปรับจ้างกลัวผมจะเหนื่อยแต่ผมก็อยากทำเพราะเป็นความภาคภูมิใจที่เราหาเงินได้เอง สมุดที่เรียนก็เอาสมุดเก่าๆของน้ามาเย็บเล่มเป็นสมุดใหม่ไว้เรียนหนังสือ เสื้อนักเรียนก็ใช้ของน้า หนังสือก็ใช้ของพี่หรือของญาติคนอื่นๆที่ให้มาใช้ ไปโรงเรียนไม่ใช้เงินสักบาท เก็บไว้หมด กินข้าวกลางวันกับไข่ต้มทุกวัน ก็อยู่มาได้อย่างมีความสุขดี

ของเด็กเล่นทำเอง เล่นเอง ชิงช้ามีอยู่ใต้ถุนบ้าน พ่อทำไว้ให้ หนังสะติ๊กก็ทำเองจากการไปตัดกิ่งไม้มะขามมาทำ ตัดกระบอกไม่ไผ่มาทำอีเพ้งไว้ยิงเล่น

นี่คือเรื่องเล่าของเด็กบ้านนอกตัวเล็กๆจนๆคนหนึ่ง ที่เกิดในครอบครัวชาวไร่ชาวนายากจนทรัพย์สินเงินทอง แต่ร่ำรวยความอบอุ่นและอบอวลด้วยความรักจากญาติพี่น้อง ที่ช่วยกันกล่อมเกลา ขัดเกลา ประคับประคองจนได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนมาเป็นแพทย์คนหนึ่งของสังคมไทย

        ดึกแล้ว เริ่มง่วง เสียงเพลงของพงษ์เทพ กระโดนชำนาญดังก้องอยู่ในใจ “จากมานานคิดถึงจังเลย หอมเจ้าเอยละออท้องถิ่น อยากกลับไปแนบซบไอดิน บ้านรำพึงคิดถึงเสมอ อัสดงอาทิตย์กล่าวลา คืบคลานมาคือคิดถึงเธอ คืนเหน็บหนาวอีกแล้วซิเออ บ้านรำพึงคิดถึงไม่สร่าง กี่ร้อนกี่หนาว กี่หมื่นร้าวราน ไม่เคยสะท้านทุกเส้นทาง สู้ทนสร้างฝัน ถึงวันรุ่งราง จะแบกไปถมความทุกข์ระทม  ไม่จำเป็นดอกคำสัญญา รั้วชายคาที่แสนรื่นรมย์ บ้านผุพังเซซังทรุดโทรม จะกลับไปเอาใจซ่อมแซม”

 

นพ.พิเชฐ  บัญญัติ

บ้านพักในแอนท์เวิป เบลเยียม Verbrond Straat

 23.30 น. วันที่ 8 กันยายน 2550 (04.30 น.เมืองไทยวันที่ 9กันยายน 2550)