ลดโลกร้อน ลดกินเนื้อสัตว์

ผมเชื่อว่าชีวิตมนุษย์ทุกคนมีทั้งเรื่องราวที่ภาคภูมิใจและเรื่องราวที่ละอายใจปะปนกันไปตลอดช่วงชีวิตของเราครับ

เป็นเรื่องปกติ เป็นสัจธรรม เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ไม่มีใครหนีพ้น ภาษาฝรั่งเขาว่า "Nobody perfects!"

สำหรับเรื่องราวที่เราละอายใจนั้น หากเกิดขึ้นแล้วด้วยเหตุสุดวิสัยหรือด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่อนประสบการณ์หรือด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ หากเราไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นั้นซ้ำ ผมถือว่าเป็นผู้ที่เรียนรู้จากความผิดพลาดและรู้จักที่จะแก้ไข ผมเชื่อว่าการกระทำเช่นนี้น่ายกย่อง

แต่หากปล่อยให้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก อย่างนี้ไม่ไหวแล้วครับ ไม่น่าให้อภัย

ฝรั่ง (อีกแล้ว คนไหนก็ไม่รู้) เขาว่า "Fool me once, shame on you! Fool me twice, shame on me!" แปลว่า "พลาดหนึ่งหนเป็นเหตุสุดวิสัย แต่ถ้าพลาดซ้ำไปซ้ำมาอีกก็เป็นความผิดของตัวฉันเองแล้วล่ะ อย่าโทษใคร"

ฝรั่ง (น่าจะเป็นคนละคนกับฝรั่งตอนต้น วันนี้ฝรั่งมาเยอะ) บอกว่า "Shit happens!"

ผมชอบมาก เวลาผมเจอปัญหาผมก็จะตะโกน (ในใจบ้าง ออกเสียงบ้าง) ว่า "Shiiiiiiiiiiit!!!!!!!" เป็นการฝึกภาษาอังกฤษไปในตัว

คำนี้ผมออกเสียงได้ ในหลายสำเนียงด้วยกัน และรับประกันว่าเหมือนเจ้าของภาษาเป๊ะ ขอบอก ขอบอก

ผมเองอยู่ในโลกมาปีนี้ก็ 35 ปีเข้าไปแล้ว มีเรื่องผิดพลาดที่ "ไม่น่าเลย พับผ่าสิ" มากมายจนนับไม่ไหว

ในขณะเดียวกันก็มีเรื่องที่ "ฉันทำเหรอเนี่ย ไม่น่าเชื่อ" อยู่พอให้ใจอุ่นๆ เหมือนกัน

เราทุกคนมีเรื่องราวด้านบวกกับด้านลบในชีวิตผสมปนเปกันไป หลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมเชื่อว่าทุกครั้งที่เราเจอเรื่องราวด้านลบ ให้คิดถึงเรื่องด้านบวกที่เรายังมี เพื่อเป็นกำลังใจ ให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่ได้อย่างมีค่า

ในขณะเดียวกันเมื่อเราเจอเรื่องราวด้านบวก ก็ต้องให้นึกถึงเรื่องราวด้านลบในชีวิตของเราประกอบไว้ เพื่อเก็บตัวเองให้ติดกับความเป็นจริง ว่าเราไม่ได้วิเศษมากมายอะไรหรอก เดี๋ยวก็หลุดไปทำเรื่องที่อยากเอาหัวแม่เท้าจิ้มลูกตาตัวเองแล้วอีกแน่นอน

แหม เล่าเสียยาว ที่จริงแล้วผมอยากบอกถึงความภาคภูมิใจของตัวผมเองที่มีมาตลอดหนึ่งปีกว่าๆ ที่ผ่านมา

ในหนึ่งปีกว่าๆ ที่ผ่านมานี้ ไม่มีเนื้อสัตว์บกได้ผ่านเข้ามาในปากผมเลยครับ

เป็นความภาคภูมิใจที่เงินก็ซื้อไม่ได้ เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ แต่คุณค่ามากมายหลายชั้นนัก

แค่ไม่กินเนื้อสัตว์บก แค่นี้เอง ง่ายนิดเดียว แค่ไม่กิน ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ที่ยากลำบากมากมายอะไรเลย

ในชีวิตผมเท่าที่พยายามทำเรื่องอะไรที่ให้ได้ผลที่ตัวเองพอใจ การไม่กินเนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดและได้ผลที่ดีทันตาเห็นชัดเจนที่สุดแล้วครับ

เป็นการทำดีที่ง่ายกว่าการทำบาป เพราะง่ายเท่ากับปอกกล้วยเข้าปาก

ไม่เชื่อใครมาลองกินเนื้อในปริมาตรเท่ากับกล้วยแข่งกับผมดู ผมท้ากินกล้วยในปริมาตรเป็นสองเท่าของเนื้อเลย ผมกินกล้วยหมดก่อนชัวร์

อะไรมันจะทำง่ายขนาดนี้แถมมีผลดีมากมาย

ในจังหวะแรก ผลดีคือดีต่อสุขภาพ ผมไม่เคยอ่านข่าวสารด้านสุขภาพที่ไหนเลยที่แนะนำให้คนกินเนื้อสัตว์ มีแต่ให้พยายามลด เพราะเนื้อสัตว์นั้นสร้างปัญหาร้อยแปดแก่สุขภาพของผู้กินมากมายในหลายประเด็น เท่าที่ผมติดตามข่าวสารด้านสุขภาพมา ผมประมาณคร่าวๆ ได้ว่าโรคร้ายๆ ที่มนุษย์เป็นกันอยู่นี้โดยส่วนใหญ่เกิดจากอาหารการกินทั้งนั้น เนื้อสัตว์คือรากของโรคเรื้อรังนานับประการที่มนุษย์ผู้อันมีจะกินทั้งหลายเป็นกันอยู่

ไม่มีใครอยากเจ็บป่วย แต่คนก็ยังกินเนื้อสัตว์

"คนกินก็เจ็บ คนถูกกินก็เจ็บ แล้วยังกินกันไปทำไม" แปลกแต่จริงครับ

ผมเองเคยมีคอเลสเตอรอลเกินขีด ปัจจุบันนั้นไม่มีปัญหาอะไรเลย เลือดไหลลื่นคล่องเหมือนแม่น้ำกลางฤดูฝน

ในจังหวะที่สอง ซึ่งผมพึ่งอ่านเจอวันนี้เอง ว่าการไม่กินเนื้อสัตว์นั้นจะช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้ เพราะ 21 เปอร์เซ็นต์ของคาร์บอนไดออกไซต์ที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นเกิดในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเกิดจากตัวสัตว์เอง

เฉพาะประเทศไทยแต่ละปีมีหมูถูกฆ่าเป็นอาหารประมาณ 400,000 ตัว วัวและควายอีกไม่รู้เท่าไหร่ ส่วนไก่และเป็ดนั้นรวมกันคงหลายล้านตัว สัตว์เหล่านี้ล้วนสร้างคาร์บอนได้ออกไซต์ทั้งสิ้น

อ่านมาถึงตรงนี้ถ้าหยุดคิดสักนิดและจะสะเทือนใจครับ ว่าเราสังเวยชีวิตหลายล้านชีวิตต่อปีเพื่อปรนเปรอการกินเท่านั้น และชีวิตเหล่านี้ไม่มีชีวิตไหนที่อยากตายเลย

มนุษย์ทุกคนกลัวตาย สัตว์ทุกตัวก็กลัวตาย แล้วมนุษย์เราใช้ความตายของสัตว์อื่นมาฉลองความสุขของตนทั้งๆ ที่มนุษย์นั้นต่างจากสัตว์อื่นในฐานะที่มีความสามารถทางสมองในการเข้าใจว่าสัตว์ทุกชนิดนั้นไม่อยากตาย

เรื่องนี้น่าคิดนะครับ

กลับมาเรื่องโลกร้อนต่อ คาร์บอนไดออกไซต์นอกจากเกิดจากตัวสัตว์เองแล้ว ยังเกิดจากกระบวนการต่างๆ ในการแปรรูปรวมทั้งการขนส่งเนื้อเหล่านั้นถึงมือผู้บริโภค เพื่อผู้บริโภคจะได้กินเข้าไปเพื่อสร้างปัญหาสุขภาพให้แก่ตัวเองอีก

ซึ่งปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพในระดับบุคคลก็จะตามมา หมุนวนจนกลายเป็นปัญหาสังคมกระทบต่อเนื่อง ซึ่งมีผลให้เกิดกิจกรรมที่สร้างคาร์บอนได้ออกไซต์อีกจำนวนมหาศาล ซับซ้อนจนกลายเป็นปัญหาประเทศ และปัญหาระหว่างประเทศไปไม่มีที่สิ้นสุด

สรุปว่าปัญหากระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมของการกินเนื้อสัตว์นั้นมหาศาล แตกกิ่งก้านไปมากมาย

มาปลูกผัก กินผลิตภัณฑ์จากพืช สร้างออกซิเจนให้แก่โลก และสร้างความภาคภูมิใจเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ให้แก่ตัวเองกันดีกว่าครับ

อ่านรายละเอียดที่ Cut Global Warming by Becoming Vegetarian ครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พอไหว พอดี

คำสำคัญ (Tags)#สุขภาพ#มังสวิรัติ#ปัญหาโลกร้อน

หมายเลขบันทึก: 126476, เขียน: 09 Sep 2007 @ 12:25, แก้ไข, 22 Jun 2012 @ 15:46, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 9, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (9)

Nopphasul
IP: xxx.12.97.116
เขียนเมื่อ 09 Sep 2007 @ 12:33

ชอบมากๆ เลยครับ ประโยชนี้

"ในชีวิตผมเท่าที่พยายามทำเรื่องอะไรที่ให้ได้ผลที่ตัวเองพอใจ การไม่กินเนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดและได้ผลที่ดีทันตาเห็นชัดเจนที่สุดแล้วครับ

เป็นการทำดีที่ง่ายกว่าการทำบาป เพราะง่ายเท่ากับปอกกล้วยเข้าปาก

ไม่เชื่อใครมาลองกินเนื้อในปริมาตรเท่ากับกล้วยแข่งกับผมดู ผมท้ากินกล้วยในปริมาตรเป็นสองเท่าของเนื้อเลย ผมกินกล้วยหมดก่อนชัวร์"

ตอนนี้ผมก็พยายามลดการทานเนื้อสัตว์(บก)อยู่เหมือนกันครับ

ตอนเช้าๆ จะทานอาหารเจที่ร้านเจในคณะ แล้วตอนเที่ยงถ้าไปทันก็ร้านเจร้านเดิมนั่นแหละครับ

ส่วนตอนเย็นร้านเค้าปิดไปแล้ว ไม่สะดวกทาน ก็จะเป็นอาหารพวกทะเลหรือไม่ก็พวกปลาน้ำจืดเป็นหลักครับ

 อีกประการหนึ่งก็คือเรื่องภาวะโลกร้อน...

ความจริงแล้ว

1. เปลี่ยนใช้หลอดตะเกียบ

2. ดับเครื่องตอนเติมน้ำมัน หรือจอดรอแฟน

3. ถ้าขับรถแถวๆ ที่อากาศดีหน่อยก็เปิดกระจกปิดแอร์วิ่งลองดูก็ดีนะครับ  เพราะตอนนั้นลงจากเชียงใหม่ ก็เปิดกระจกปิดแอร์ สดชื่นดีกว่าเปิดแอร์ปิดกระจกเป็นร้อยเท่าเลยครับ

4. ใช้บริการขนส่งมวลชน

5. เปลี่ยนจอ CRT เป็น LCD (ประหยัดไฟได้เกือบ90%เลยนะครับ)

6. ถ้าให้ดีเปลี่ยนมาใช้ Notebook หรือ Labtop เลยดีกว่า (CASE ของ PC อย่างเดียวกินไฟ 400W ไม่รวมจอ แต่ Notebook เครื่องนึง กินไฟไม่เกิน 60 W นะครับ)

ฝากด้วยนะครับทุกท่าน 

Ranee
เขียนเมื่อ 09 Sep 2007 @ 13:50

สวัสดีค่ะ ดร. ธวัชชัย ปิยะวัฒน์ 

  • อ่านบล๊อกของอาจารย์ แล้วบอกคำเดียวว่าชอบจังเลยค่ะ เห็นด้วยตั้งแต่ต้นจนจบค่ะ
  • ราณีเห็นด้วยค่ะกับคำพูดที่ว่า  "Nobody perfects!" เพราะทุกคนมีมุมมองหลายมุมในคน ๆ เดียวค่ะ ไม่มีใครคิดอะไรถูกตลอด
  • คนเราย่อมผิดพลาดกันได้ เพราะนั่นคือบทเรียน
  • จริง ๆ แล้วหนึ่งในศีล 5 คือห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เพราะเป็นการเบียดเบียนชีวิต
  • แต่บางคนก็มีเหตุผลบอกว่าฉันไม่ได้ฆ่าเอง แต่ให้แม่ค้าฆ่า (ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมละค่ะ) เพราัะมันเป็นวัฎจักรของมนุษย์ที่ต้องกินอยู่  แต่ความเป็นจริงแล้วเราสามารถเลี่ยงได้ (แต่ยังมีความอยากอยู่ในตัวเรานะค่ะ)
  • ราณีทานมังสวิรัติตั้งแต่เกิดค่ะ เคยมีเพื่อน ๆ ถามว่าเห็นเพื่อน ๆ กินเนื้อสัตว์แล้วอยากกินไหม  ตอนเด็ก ๆ เคยคิด แต่ไม่เคยทาน  แต่ตอนโต รู้สึกภาคภูมิใจ และไม่เคยคิดอยากจะทานเนื้่อสัตว์เลยค่ะ (ไม่ได้เว่อร์นะค่ะ)
  • สุขภาพดีมาโดยตลอด ไม่เคยขาดสารอาหารใด ๆ เลย เพราะเราทานอย่างถูกวิธี
  • ขอบคุณมากนะค่ะที่ทำให้ราณีได้อ่านมุมมองของอาจารย์ค่ะ
ยุวนุช
เขียนเมื่อ 09 Sep 2007 @ 17:55

สวัสดีค่ะดร.ธวัชชัย ขอบคุณสำหรับแนวคิดดีๆ ที่ทำได้เลยทันทีนี้ค่ะ ตัวพี่เองก็ค่อยๆลดเนื้อสัตว์บกลงได้มาก เวลาทานผัดผักไม่ใส่เนื้อสัตว์ เก็บผักสดๆมาจากแปลงผัดเลย กรอบอร่อยที่สุด

การช่วยลดปัญหาโลกร้อนกับการปฏิบัติธรรมกลายมาเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างกลมกลืน นั่นคือหลักของเมตตาและการไม่เบียดเบียนกัน

ข้อมูลที่อาจารย์นำมาบอกจะเป็นแรงกระตุ้นให้ทุกคนช่วยกันได้ค่ะ ไม่ได้ลำบากยากเข็ญเกินกว่าจะทำได้

สะ-มะ-นึก
เขียนเมื่อ 09 Sep 2007 @ 18:07

สวัสดีครับท่าน ดร. ธวัชชัย ปิยะวัฒน์

  • เข้ามาสนับสนุนกับแนวคิดของอาจารย์ด้วยคนครับ
  • การผลิต การแปรรูป การขนส่ง ล้วนแล้วแต่เป็นต้นทุนของการเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งสิ้น
  • ทำอย่างไรเราจะรณรงค์ให้มนุษย์หันมาทานผักทานพืช ทานสัตว์เล็กๆ กุ้ง หอย ปู ปลา กันเยอะๆ ได้ครับ

ขอบคุณครับ

Little Jazz
เขียนเมื่อ 09 Sep 2007 @ 18:09
มีฝรั่งคนไหนก็ไม่รู้เช่นกันบอกว่า "You are what you eat" ค่ะ ^ ^

ปล. วันก่อนแอบบอกมะปรางว่าอาจารย์เสียงหล่อมาก วันนี้ใจกล้ามายืนยันด้วยตัวเองค่ะ ว่าเสียงอาจารย์หล่อจริงๆ : )
Chopper
เขียนเมื่อ 10 Sep 2007 @ 16:32
  • อาจารย์คะ ปัจจุบันหนูเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เพราะยังเลิกกันเนื้อสัตว์บกไม่ได้เลยค่ะ
  • ตอนนี้ขอพยายามเก็บไปนั่งคิด นอนคิด ยืนคิดก่อนนะคะว่า จะเริ่มต้นอย่างไรกับกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินของตัวเองดี
  • คิดแล้วยากจังเลยค่ะ เพราะบังคับตัวเองไม่เก่งเหมือนอาจารย์...
  • อาจารย์เก่งมากๆ เลยค่ะ ว่าแล้วว่าทำไมอาจารย์ถึงดูหน้าเด็กมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เพราะอาจารย์ไม่ทานเนื้อสัตว์บกนี่เอง :)
หมูอ้วน
เขียนเมื่อ 10 Sep 2007 @ 17:29
  • สวัสดีครับอาจารย์ธวัชชัย
  • โลกจะร้อนจะหนาวเพียงใด ผมช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อาทิตย์ละครั้ง   ทุกวันพระ ผมกินอาหารเจครับ
  • อ้อ!  มีแถมช่วงเทศกาลกินเจอีก 10 วันครับ
dejavu monmon
เขียนเมื่อ 10 Sep 2007 @ 17:54
  • สวัสดีครับท่านอาจารย์
  • นับว่าเป็นสาระของชีวิตที่ควรเรียนรู้ครับ
  • ผมขอเพิ่มนะครับ แม้ว่าผมไม่ได้เรียนหมอ...
  • คือ..ขอให้ลดการเลี้ยงเด็กด้วยนมโค นมวัวด้วยก็จะดี
  • ทราบมาว่า โรคทั้งหลายในร่างกายเกิดจากการกินเหมือนกันครับ
  • เพราะฉะนั้น มาหยุดกินศพสัตว์กันเถิด :-)
  • ขอบคุณครับ
Big Star
เขียนเมื่อ 17 Sep 2007 @ 13:11

สนับสนุนจากประสบการณ์ด้วยครับ

กินมังสวิรัติแล้วรู้้สึกได้ว่าดีต่อสุขภาพมากกว่ากินเนื้อจริงๆ