การมีภรรยามากกว่าหนึ่ง ตามที่ผมเข้าใจ

   ประเด็นของ polygamy มิใช่อยู่ที่ว่าจะต้องมีเมียคนที่สองให้จงได้ แต่ เป้าหมายของมันอยู่ที่คุณจะมีเมียคนที่สองหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่ที่สำคัญมันอยู่ตรงที่อีหม่านของคุณถูกยกระดับด้วยความรู้และความเข้าใจใน polygamy หรือไม่ต่างหากละ  

การมีภรรยามากกว่าหนึ่ง ตามที่ผมเข้าใจ

  1. หากคุณเข้าใจแก่นแท้ของหลักการ การมีภรรยามากกว่า   1  คน  ของศาสนาอิสลาม    คุณจะเห็นว่านี่คือ กระบวนการในการตัรบียะฮฺ (กระบวนการขัดเกลาที่มีคุณค่ามาก)
              แต่น่าเสียดายเพราะทั้งมุสลีมีนและมุสลีมะฮฺต่างก็ไม่ข้าใจในแก่นแท้ของมัน  เป็นเพราะเราถูกบังคับให้สวมใส่แว่นตาตะวันตก  นั่นคือ เราถูกสอนให้คิดแบบตะวันตก  เราไม่มองอิสลามด้วยเลนส์แห่งอิสลาม  ดังนั้นสายตาของเราจึงพร่ามัว  เราจึงเห็นหลักการของอิสลามในประเด็นนี้แบบบิดเบี้ยว  ไม่สวยงาม  ยิ่งซ้ำไปร้ายกว่านั้นเรามองเห็นประเด็น polygammy เป็นประเด็นที่เป็นอันตรายต่อตัวเราและครอบครัวของเรา  ทำไมเราไม่มั่นใจในการกำหนดบทบัญญัติของอัลลอฮฺ   ทำไมเราจึงมั่นใจกับความคิด และวิธีคิดที่ถูกฟูมฟักทาจากสถาบันการศึกษาที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก  ทำไมเราจึงมีความมั่นใจกับแบอย่างของละครน้ำเน่า  ความเชื่อมั่นในอัลลอฮฺไปอยู่ที่ไหนกัน  ทำไมเวลาเราจะเชื่อมั่นในพระองค์แล้วเราต้องมีเงื่อนไขด้วย
              มุสลีมีนจำนวนมากที่มีภรรยาหลายคนผมเชื่อว่ามิได้เกิดมาจากหลักการ polygammy ที่แท้จริง  เพียงแค่เกิดมาจากอารมณ์และความคิดที่บิดเบี้ยว  แต่อาศัยหลักการ polygammy มาเป็นข้ออ้าง   ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นความล้มเหลวของ  polygammy
              polygammy  ที่ถูกต้อง  ต้องเป็น polygammy  ที่ถูกผลักดันมาจาก   ความรู้  ความเข้าใจ  และความตระหนัก มิใช่เกิดมาจากอารมณ์ไฝ่ต่ำของผู้ชาย
             ที่น่าเป็นห่วงคือ  ผู้หญิงจำนวนมากที่ได้ปฏิเสธอิสลามโดยไม่รู้ตัวว่าตนเองได้ปฏิเสธอิสลามไปเสียแล้ว   เพราะใช้อารมณ์ไฝ่ต่ำในการเผชิญหน้ากับมันอีกเช่นกัน
           พี่น้องมุสลีมะฮฺ   โปรดระวัง...ท่านอาจจะพลาดพลั้งได้ง่ายต่อการปฏิเสธอิสลามโดยการปฏิเสธ polygammy
           ผมเข้าใจหัวใจ  เข้าใจความคิดของมุสลีมะฮฺดีพอที่จะพูดว่ามันเป็นเรื่องยากมากที่พี่น้องมุสลีมะฮฺจะยอมรับมันได้
           ผมยากจะสรุปเป็นความสั้น ๆ  ว่า  polygammy  คือ กระบวนการตัรบียะฮฺ (การขัดเขลา) ที่ได้บูรณาการหลักการอิสลามจำนวนมากไว้ในกระบวนการนี้   หากเราทำได้  รางวัลที่พระองค์จะพระทานให้กับเรานั่นคือ  การยกระดับอีหม่านของเราเอง  หรือว่าสิ่งนี้มิใช่สิ่งที่เราต้องการดอกหรือ
   

2. หากบ่าวของพระองค์เข้าใจถึงแก่นแท้ของ polygamy แล้ว  เขาจะเข้าใจและลึ้งซึ้งในชะรีอัตของพระองค์มากขึ้น
       ประเด็นของ polygamy  มิใช่อยู่ที่ว่าจะต้องมีเมียคนที่สองให้จง
ได้    แต่  เป้าหมายของมันอยู่ที่คุณจะมีเมียคนที่สองหรือไม่   ไม่สำคัญ   แต่ที่สำคัญมันอยู่ตรงที่อีหม่านของคุณถูกยกระดับด้วยความรู้และความเข้าใจใน  polygamy หรือไม่ต่างหากละ
 

3. "หากคุณสอนมุสลิมให้เข้าใจอิสลาม 1 คน  เท่ากับว่าคุณได้สอนให้มุสลิมเข้าใจอิสลาม 1 คน 
            แต่หากคุณสอนมุสลีมะฮฺให้เข้าใจอิสลาม  1 คน  เท่ากับว่าคุณกำลังสอนให้อุมมะฮฺเข้าใจอิสลาม"
 
           ฟังคำพูดนี้แล้วคิดต่อได้ว่า

            หากมุสลีมะฮฺ   1  คน  เข้าใจอิสลามอย่างถ่องแท้และยึดมั่นในอิสลามแล้ว   เธอจะต้องสอนลูก    ของเธอให้เข้าใจอิสลามอีกหลาย ๆ  คน   
            และหากลูก ๆ  ของเธอเข้าใจอิสลามแล้ว  ลูก ๆ  ของเขาจะสอนอิสลามให้ผู้คนอีกมากมาย 
         
            คิดต่อได้ว่า 

            หากมุสลีมะฮฺที่เข้าใจอิสลาม  1 คน  แต่ไม่ได้แต่งงาน  เพราะ  เธอไม่ยอมที่จะแต่งงานกับชายที่ไม่สามารถที่จะเป็นผู้นำของเธอได้ (เพราะเธอเข้าใจอิสลาม)  แต่เธอพร้อมที่จะเป็นคนที่ 2 ของผู้ชายที่พร้อมที่จะเป็นผู้นำของเธอ   สอนเธอได้  นำเธอไปสวรรค์ของอัลลอฮฺได้   แต่เธอและชายคนนั้นถูกกีดกันจากผู้ปกครอง   และคนอีก  หลาย ๆ   คน   เพื่อไม่ให้เธอได้ทำ polygamy  ตามที่เธอเข้าใจในหลักการของอิสลาม

          คิดต่อไป  ได้ว่า
   
          แล้วจะมีเด็ก  ที่จะผ่านมาอยู่ท้องของเธอ  ตักของเธอ  ดื่มนมจากเธอ   
          แล้วจะมีเด็กที่จะให้เธอได้ทำการสั่งสอน  อบรม  ขัดเกลา  โดยความเข้าใจอิสลามของเธอได้อย่างไร
         โปรดคิดต่ออีกนิดเถอะ...ผู้ที่เรียกว่า  ศรัทธาชน
   
         การคัดคาน polygamy  เท่ากับว่าเขากำลังทำลายโอกาสของอุมมะฮฺหรือเปล่า

4.     ก. ถ้าหากความต้องการของผู้ชายที่จะมีภรรยาอีกคนหนึ่ง    เกิดขึ้นเพราะการมีภรรยาคนเดียว  ยังไม่อาจปกป้องตัวเองให้พ้นจากการผิดประเวณีได้  หรือเพราะภรรยาคนแรกป่วย  หรือเป็นหมัน  และเขาต้องการได้บุตร  และเขาค่อนข้างมั่นใจว่าจะสามารถให้ความยุติธรรมระหว่างภรรยาทั้งสองได้  การมีภรรยาเกินกว่าหนึ่งสำหรับเขาก็ตกเป้นสุนัต (มันดูบ) เพราะจะก่อให้เกิดผลดีที่เป็นไปตามบัญญัติศาสนา   และความจริงแล้ว  บรรดาซอฮาบะฮฺ(ร.ด.) เป็นจำนวนมากก็มีภรรยาเกินกว่าหนึ่งคน 

                      ข. ถ้าหากความต้องการมีภรรยาหลายคนเกิดขึ้น   โดยไม่มีความจำเป็น  แต่เป็นเพราะความต้องการความสำราญและปรนเปรอความสุข  และเขาเองก็สงสัยว่าจะสามารถให้ความเป็นธรรมแก่ภรรยาหลายคนได้หรือไม่  การมีภรรยาหลายคนสำหรับเขาตกเป็นมักรูห์  เพราะไม่ได้เกิดจากความจำเป็น  และเพราะอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับภรรยาขึ้นได้  ถ้าหากเขาไม่สามารถให้ความเป็นธรรมแก่ภรรยาของเขาได้  ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า

                             "จงละทิ้งสิ่งที่ทำให้ท่านสงสัย  ไปสู่สิ่งที่ทำให้ท่านไม่สงสัยเถิด"   รายงานโดยติรมีซี

                     ค. เมื่อค่อนข้างแน่ใจหรือมั่นใจว่าเขาไม่สามารถให้ความยุติธรรมได้  หากมีภรรยาหลายคน   ซึ่งอาจเกิดจากความยากจนของเขาหรือความอ่อนแอ  หรือไม่ไว้วางใจตนเองเรื่องความลำเอียง  ดังนั้นการมีภรรยาหลายคนสำหรับเขาก็ตกเป็นสิ่งหะรอม  เพราะเป็นการสร้างความเดือนร้อนให้เกิดขึ้นกับผู้อื่น  ท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวว่า

                        "ตัวเองต้องไม่เดือดร้อนและไม่ทำให้ผู้อื่นเดือนร้อน" (รายงานโดย  อิบนิมาญะฮฺ )

         และจำเป็นต้องทราบด้วยว่า  ในสองกรณีหลังนี้ถ้าหากฝ่ายชายได้ทำการแต่งงานกับภรรยาคนที่สองหรือกับภรรยาคนที่สามการแต่งงานนั้นถือว่าถูกต้องตามหลักศาสนา   และมีผลบังคับต่าง ๆ  ติดตามมา  อาทิเช่น  อนุญาตให้ร่วมประเวณีกัน  จำเป็นต้องจ่ายค่าสมรส  (มะฮัร) จำเป็นต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูและอื่น ๆ  แม้แต่การแต่งงานของเขาจะตกเป็นมักรูห์ในกรณีที่สอง  และตกเป็นหะรอมในกรณีที่สามก็ตาม   การที่ตกเป็นหะรอม  หมายความว่ามีบาป  แต่การแต่งงานไม่เป็นโมฆะ 

อ้างอิงจาก...อรุณ     บุญชม.อัลฟิกฮฺ (นิติศาสตร์อิสลาม)
          ประเด็นที่ แต่อย่าแต่งเพราะคำพูดที่ว่า เป็นภรรยาที่สองของคนนั้น คนนี่สี เพื่อพิสูจน์อีหม่าน เพราะการพิสูจน์อิหม่าน ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเพิ่มอีหม่านก็ยังไม่เห็นว่าอุลามาอ์คนไหนแนะนำวิธีนี้นะครับ  สาวๆอย่าหลงกลนะเสียหล่ะ แต่แต่งเพราะอยากแต่งก็ตามสบาย แต่ขอร้องอย่ามาอ้างเรื่องทดสอบอีหม่าน หรือโชว์ว่าเคร่ง โดยการเป็นคนที่สอง หรือ...
             - การพิสูจน์อีหม่านเ    ข้าใจว่าคนยุคแรกเขาไม่ได้พิสูจน์วิธีนี้   ใช่  เพราะคนยุคแรก  ก่อนที่จะรับอิสลามเขามีเมียเกินสี่  แต่เมื่อเขาเข้ารับอิสลาม  ท่านนบีแนะนำให้พวกเขาหย่าเพื่อให้เหลือ 4 คนเท่านั้น   ดังนั้นในประเด็นนี้มีบริบทที่แตกต่างกัน   การกล่าวอ้างเช่นนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง   ทั้งนี้และทั้งนั้น  ซอฮาบะฮฺส่วนใหญ่มีภรรยามากกว่าหนึ่ง  ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น  เพราะฉนั้นการมีภรรยามากกว่า 1 คนจึงเป็นซุนนะฮฺแบบอย่างของท่านศาสดาและเหล่าบรรดาซอฮาบะฮฺ   แต่มิได้หมายความว่าการมีภรรยาคนเดียวจะไม่ใช่ซุนนะฮฺนะครับ    ส่วนที่กล่าวว่าไม่มีอุลามาอฺคนไหนแนะนำวิธีการเพิ่มอีหม่านด้วยการทำ Polygamy  ใช่ครับ  ผมเองก็ไม่เคยเจอว่าอุลามาอฺท่านไหนจะแนะนำว่า หนึ่งในหลาย ๆ  วิธีการเพิ่มอีหม่าน  คือ  การมีภรรยาหลาย ๆ  คน  เพราะการทำ Polygamy   มีฮุกมที่หลากหลายตามแต่พื้นฐานของแต่ละบุคคลคน   บางคนทำก็ได้บุญ  บางคนทำก็ได้บาป   ไม่เหมือนกับการอ่านกุรอ่านหรือซิกรุลลอฮฺไม่ว่าใครทำก็ได้บุญและอีหม่านเพิ่มขึ้น   ดังนั้นคงไม่มีอุลามาอฺคนไหนออกมาแนะนำให้ทุกคนทำหรอกครับ   แต่สำหรับกรณีของคนที่มีความพร้อมผมมั่นใจว่าการทำ polygamy จะทำให้เขาเพิ่มอีหม่าน   เพราะ เขาต้องฝืนใจเอาชนะตนเอง  ผู้ชายต้องรับผิดชอบมากขึ้น  ต้องยุติธรรมมากขึ้น ต้อง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่จะทำให้อีหม่านเพิ่มขึ้น


   5 . ดร.ยูซุฟ    อัลก็อรฎอวีย์   กล่าวถึง  ผู้หญิงส่วนเกินที่ไม่ได้แต่งงานเป็นภรรยาคนแรกนั้น   พวกเธอมีทางเลือกอยู่  3 ทาง ด้วยกัน

1. ปล่อยชีวิตทั้งหมดของตนให้ผ่านไปด้วยความขมขื่น
2. กลานเป็นสิ่งบำเรอความสุขทางเพศของชายชั่ว   หรือ 
3. เป็นภรรยาร่วมกับภรรยาของชายที่สามารถเลี้ยงดูภรรยาได้มากกว่า 1 คน  และเป็นผู้ที่จะปฏิบัติต่อเธอด้วยความเมตตา

แน่นอนทางเลือกสุดท้ายคือการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง  เป็นการรักษาเยียวยาที่ชะงัดสำหรับปัญหานี้  และนี่คือการตัดสินของอิสลาม   

"...และผู้ใดเล่าเลอเลิศกว่าอัลลอฮฺในการตัดสินสำหรับประชาชนผู้เชื่อมั่น (กุรอ่าน  5:50)
 

6. หลักการ polygamy คือหลักการที่เกิดมาจากอะกีดะฮฺที่บริสุทธิ   polygamy  ถูก process  โดย لااله الا الله   เพราะฉนั้นคนที่เข้าใจใน لااله الا الله ย่อมส่งผลให้เขาเข้าใจในชะรีอัตอของอัลลอฮฺ   และเข้าใจถึงแก่นแท้และเจตนารมณ์ของชะรีอัติ     ดังนั้น  การทำ polygamy  โดยมีรากเหง้ามาจาก لااله الا الله   จึงต่างจาก การมีภรรยามากกว่าหนึ่งโดยใช้อารมณ์เป็นฐานเมื่อมันต่างกันผลที่ได้รับจึงต่างกันผู้ที่ทำ  polygamy  โดยมีรากเหง้ามาจาก لااله الا الله เขาเชื่อมั่นว่าสิ่งใดที่อัลลอฮฺหะล้าลย่อมมีประโยชน์ในตัวของมันเอง    และสิ่งใดที่อัลลอฮฺหะรอมย่อมมีโทษในตัวของมันเอง การมีภรรยามากกว่าหนึ่งโดยใช้อารมณ์เป็นฐานนอกจากจะไม่มีประโยชน์ใด ๆ  แล้ว   ย่อมก่อให้เกิดโทษและปัญหาตามมาอีกมากมาย  ฉนั้น ผมจึงเชื่อมั่นว่าpolygamy  เป็นทางออกของปัญหาสังคม   อัลลอฮฺได้เปิดประตูให้เรา   แต่เรากลับปิดประตูลงกลอนเสียแน่นหนา   แล้วเราจะมีทางออกอื่นใดอีกละที่อัลลอฮฺโปรดปราน  

7. จากการที่ผมได้สัมผัสกับมัน (polygamy) มันทำให้ผมได้สัมผัสกับอิสลามในเชิงลึกขึ้น polygamy  มันสอนให้ผมมีวิธีคิดแบบใช้อิสลามเป็นฐานในการคิด หรือคิดแบบอิสลาม Islamic   Thinking      polygamy  มันนำพาผมไปสัมผัสกับอิสลามในอีกระดับหนึ่ง
         ผมจึงพยายามนำเสนอประเด็นนี้เพื่อสะกิดต่อมความคิดของพี่น้องให้ช่วยกันศึกษา   อย่าใช้เหตุผลมาปฏิเสธหลักการ   อย่าใช้อารมณ์มาเป็นมาตรวัดความถูกผิด 
แต่จงใช้ชะรีอัตเป็นไม้บรรทัดในการในการวัดความถูกผิด
 

8.  หากคุณทำ  polygamy แล้ว  ต้องมีปัญหาเกิดขึ้นหลายเท่าตัว  ผู้ใดที่เขาทำ  polygamy  ด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้   ผมเชื่อมั่นว่า  เขาพร้อมที่จะเผชิญปัญหาอย่างแน่นอน    ไม่มี  polygamy  ใดที่จะไม่เกิดปัญหา  เพราะ  polygamy  คือบททดสอบจากพระเจ้า   อยู่ที่ว่าคุณจะมีความนิ่งต่อปัญหาพอไหม  ผู้ที่สรัทธาเขาย่อมไม่กลัวปัญหา   เพราะ อัลลอฮฺทรงตรัสว่า "ผู้ใดยำเกรงต่ออัลลอฮฺ  พระองค์จะประทานทางออกให้แกเขา..."  ดังนั้น  สำหรับผู้ศรัทธา  ปัญหา คือ สะพาน  ที่จะนำไปสู่ความเข้มแข็งต่างหากละ    

9 . ใช่ครับ...ผู้ชายที่คิดจะมีภรรยามากกว่า 1 คนนั้นก็แปลว่าเขาต้องยอมรับภาระรับผิดชอบที่หนักขึ้นด้วย      เมื่อมุสลิมคนหนึ่งได้อีญาบและกอบูลในพิธีนีกะฮฺ   นั่นหมายถึง  เขาขออาสาที่จะรับผิดชอบเธอคนนั้น    และเมื่อเขานิกะฮฺครั้งที่สองนั้นหมายถึงเขาต้องแบกรับภาระขึ้นเป็นสองเท่า   รับผิดชอบทั้งในแง่วัตถุปัจจัย  ความรัก  ความห่วงใย  ความยุติธรรม  และที่สำคัญมุสลีมีนคนนั้นต้องทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุด คือ ต้องนำพาเธอทั้งสองฝ่าวิกฤตของโลกดุนยา  เพื่อไปสู่สวงสวรรค์อันสถาพร  ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด

          เมื่อพูดถึง polygamy หลายคนมักจะนึกถึง  ผู้ชายคนนั้นมักมากในกามรส    แต่จะมีสักกี่คนที่จะเข้าใจว่าเขากำลังแบกรับภาระที่หนักอึ้ง  แบกรับผู้หญิงอีก 1 คน  แบกรับภาระจากลูก ๆ  ที่จะเกิดมาจากนาง  แบกรับนาฟาเกาะฮฺ  แบกรับภาระบาปที่ลูกเมียก่อขึ้นมากขึ้นอีกสองเท่าตัว   ซึ่งมันคุ้มกันไหมกับการเสพเพศรสที่ถูกกล่าวอ้าง   
         แต่ชายผู้ศรัทธาเขามองว่านี่คืออามานะฮฺที่อัลลอฮฺทรงมาให้เขารับผิดชอบ   เขาต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหานาฟาเกาะฮฺ   เขาต้องรับผิดชอบมากขึ้นในงานทุก ๆ  อย่าง เพียงเพื่อที่จะตอบสนองต่อเพศรสอย่างนั้นหรือ    เปล่าเลย...แต่เขาทำเพราะมันคือภาระหน้าที่ที่อัลลอฮฺได้มอบหมายให้แก่เขา
        หญิงแก่   และแม่หม้ายคงจะรู้สึกถึงความขาดแคลนตรงนี้ดี   เขาจึงพร้อมที่จะเป็นคนที่สอง   เพื่อที่จะหาผู้นำในชีวิตสักคนหนึ่ง  ที่จะนำพาเขาฝ่าฟันชีวิตในโลกดุนยา  เพื่อมุ่งหน้าไปสู่อาคีเราะฮฺ 
        สาวโสด   และหญิงที่มีครอบครัว   มองว่าไม่มีความจำเป็นใด ๆ  ที่จะต้องรับผิดชอบขนาดนั้น
        หนุ่มโสด    ยังไม่กล้าที่จะคิดถึงเรื่องนี้เพราะมันอยู่ไกลเกินเอี้ยม
        ชายหนุ่มที่มีครอบครัวส่วนหนึ่งต่างก็ถวิลหาที่จะทำสิ่งนี้เพื่อตอบสนองเพศรส   โดยลืมนึกถึง   ภาระกิจที่ต้องรับผิดชอบอีกมากมาย
        ชายหนุ่มผู้ศรัทธา...เขามองเห็นว่านี่คือภาระกิจของผู้ศรัทธา   นี่คือบททดสอบ   ที่อัลลอฮฺส่งมาให้เขา  เขาต้องฝ่าฟัน  วิกฤตการณ์ต่าง ๆ  นานา  เขารู้ว่าเมื่อเขาตัดสินใจทำ  polygamy  แล้ว  ปัญหาต่าง ๆ  วิกฤตการณ์ต่าง ๆ  จะถาโถมมาหาเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   แต่เพราะความศรัทธาที่ลุ่มลึก   เขาจึงต้องเดินหน้าเพื่อเผชิญหน้ากับปัญหา   เพราะเขามั่นใจว่าอัลลอฮฺจะไม่ปล่อยให้เขาเดียวดาย  เพราะพระองค์ทรงตรัสว่า "แท้ริงอัลลอฮฺอัลลอฮฺทรงอยู่ร่วมกับผู้ที่อดทน(ซอบัร)"  เขามั่นใจว่าหากเขาตักวาอย่างแท้จริงอัลลอฮฺจะประทานทางออกให้แก่เขา   และจะประทานริสกีให้แก่เขาโดยที่เขาไม่คาดฝัน   
       การกำหนดของอัลลอฮฺอยู่เหนือเหตุผล   
 

10. การมีภรรยาหลายคนเป็นสิ่งที่ศาสนาอนุญาตให้กระทำได้ (มุบาฮฺ) ตั้งแต่เดิม
อัลกุรอ่านซูเราะฮฺอัลนิซาอฺ  โองการที่  3  กล่าวว่า

3. และหากพวกเจ้าเกรงว่าจะไม่สามารถให้ความยุติธรรมในบรรดาเด็กกำพร้าได้(*1*) ก็จงแต่งงานกับผู้ที่ดีแก่พวกเจ้า(*2*) ในหมู่สตรี สองคน หรือสามคน หรือสี่คน แต่ถ้าพวกเจ้าเกรงว่าพวกเจ้าจะให้ความยุติธรรมไม่ได้ ก็จงมีแต่หญิงเดียว หรือไม่ก็หญิงที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครองอยู่(*3*) นั้นเป็นสิ่งที่ใกล้ยิ่งกว่าในการที่พวกเจ้าจะไม่ลำเอียง 
(1)  ถ้าเกรงว่าจะไม่สามารถให้ความยุติธรรมแก่ภรรยาที่เป็นกำพร้าได้ เป็นต้นว่า ไม่สามารถจะเลี้ยงเธอให้อยู่กินดีหรือไม่เอาเงินของเธอไปใช้จ่ายแล้วไซร้ ก็จงอย่าแต่งงานกับหญิงกำพร้า เพราะการไม่ให้ความยุติธรรมแก่เธอ และการกินทรัพย์ของเธอนั้นเป็นบาปใหญ่
(2)  ให้แต่งงานกับหญิงที่มิใช่เป็นกำพร้า ที่พวกเจ้าเห็นดีเห็นชอบจะเป็นสองคน หรือสามคนหรือสี่คนก็ได้ ถ้าสามารถที่จะเลี้ยงนางเหล่านั้นด้วยความเป็นธรรม
(3)  หมายถึงหญิงทาสของพวกเจ้า

             ความหมายของอายะฮฺนี้คือ : ถ้าหากพวกท่านแต่งงานกับหญิงที่เป็นเด็กกำพร้า  แล้วกลัวว่าจะไม่สามารถให้ความยุติธรรมในการปฏิบัติกับพวกนางได้ก็อนุญาตให้ท่านแต่งงานกับหญิงอื่น สองคน  สามคน  และสี่คน 
            แต่บางทีการมีภรรยาหลายคนอาจเป็นสุนัต (มันดูบ) หรือ มักรูห์  หรือหะรอม  แล้วแต่กรณี  และขึ้นอยู่กับการพิจารณาที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ประสงค์จะมีภรรยาหลายคน

           ก. ถ้าหากความต้องการของผู้ชายที่จะมีภรรยาอีกคนหนึ่ง    เกิดขึ้นเพราะการมีภรรยาคนเดียว  ยังไม่อาจปกป้องตัวเองให้พ้นจากการผิดประเวณีได้  หรือเพราะภรรยาคนแรกป่วย  หรือเป็นหมัน  และเขาต้องการได้บุตร  และเขาค่อนข้างมั่นใจว่าจะสามารถให้ความยุติธรรมระหว่างภรรยาทั้งสองได้  การมีภรรยาเกินกว่าหนึ่งสำหรับเขาก็ตกเป้นสุนัต (มันดูบ) เพราะจะก่อให้เกิดผลดีที่เป็นไปตามบัญญัติศาสนา   และความจริงแล้ว  บรรดาซอฮาบะฮฺ(ร.ด.) เป็นจำนวนมากก็มีภรรยาเกินกว่าหนึ่งคน 

         ข. ถ้าหากความต้องการมีภรรยาหลายคนเกิดขึ้น   โดยไม่มีความจำเป็น  แต่เป็นเพราะความต้องการความสำราญและปรนเปรอความสุข  และเขาเองก็สงสัยว่าจะสามารถให้ความเป็นธรรมแก่ภรรยาหลายคนได้หรือไม่  การมีภรรยาหลายคนสำหรับเขาตกเป็นมักรูห์  เพราะไม่ได้เกิดจากความจำเป็น  และเพราะอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับภรรยาขึ้นได้  ถ้าหากเขาไม่สามารถให้ความเป็นธรรมแก่ภรรยาของเขาได้  ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า

                             "จงละทิ้งสิ่งที่ทำให้ท่านสงสัย  ไปสู่สิ่งที่ทำให้ท่านไม่สงสัยเถิด"   รายงานโดยติรมีซีย์
  ค. เมื่อค่อนข้างแน่ใจหรือมั่นใจว่าเขาไม่สามารถให้ความยุติธรรมได้   หากมีภรรยาหลายคน   ซึ่งอาจเกิดจากความยากจนของเขาหรือความอ่อนแอ  หรือไม่ไว้วางใจตนเองเรื่องความลำเอียง  ดังนั้นการมีภรรยาหลายคนสำหรับเขาก็ตกเป็นสิ่งหะรอม  เพราะเป็นการสร้างความเดือนร้อนให้เกิดขึ้นกับผู้อื่น  ท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวว่า

                            "ตัวเองต้องไม่เดือดร้อนและไม่ทำให้ผู้อื่นเดือนร้อน" (รายงานโดย  อิบนิมาญะฮฺ )

         และจำเป็นต้องทราบด้วยว่า  ในสองกรณีหลังนี้ถ้าหากฝ่ายชายได้ทำการแต่งงานกับภรรยาคนที่สองหรือกับภรรยาคนที่สามการแต่งงานนั้นถือว่าถูกต้องตามหลักศาสนา   และมีผลบังคับต่าง ๆ  ติดตามมา  อาทิเช่น  อนุญาตให้ร่วมประเวณีกัน  จำเป็นต้องจ่ายค่าสมรส  (มะฮัร) จำเป็นต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูและอื่น ๆ  แม้แต่การแต่งงานของเขาจะตกเป็นมักรูห์ในกรณีที่สอง  และตกเป็นหะรอมในกรณีที่สามก็ตาม   การที่ตกเป็นหะรอม  หมายความว่ามีบาป  แต่การแต่งงานไม่เป็นโมฆะ 
   

11. เคล็ดลับในการมีภรรยาหลายคน

             โดยหลักการแล้วอิสลามยินยอมให้มีภรรยาได้หลายคน  โดยไม่ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ที่จำเป็น  และการที่อิสลามยินยอมให้มีภรรยาได้หลายคนนั้น  ก็เพราะมีเป้าหมายที่ลึกล้ำในการพัฒนาสังคม  และผู้ที่มีสายตายาวไกลเท่านั้นจึงจะแลเห็นเป้าหมายนี้ได้  ต่อไปนี้คือเคล็ดลับบางประการที่ศาสนายินยอมให้มีภรรยาได้หลายคน
            ก. เพื่อปกป้องผู้ที่ไม่สามารถรักษาตนเองให้พ้นจากการผิดประเวณีได้  ด้วยการมีภรรยาเพียงคนเดียว  นี่เป็นเรื่องความต้องการทางธรรมชาติที่อาจฉุดลากเขาไปสู่สิ่งที่ไม่ถูกต้องตามบัญญัติศาสนา
           ดังนั้น  การที่เขาจะแต่งงานกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งภายในกรอบของการปกป้องดูแล  มีสิทธิและหน้าที่ตามบัญญัติ  มีเกียรติมีศักดิ์ศรี  ย่อมจะเป็นผลดีต่อตัวเขาและแก่สังคมยิ่งกว่าที่จะปล่อยให้เขาถลำลึกสู่ความชั่วของการผิดประเวณี
           ข. เพื่อปกป้องฝ่ายหญิงให้พ้นจากความกระหายของผู้ชายที่หวังแค่การลิ้มลองด้วยวิธีการผิดประเวณีที่จะทำให้ฝ่ายหญิงและลูก ๆ  ของนางไม่ได้รับสิทธิใด ๆ  ตามหลักศาสนา   ซึ่งต่างกับการแต่งงานที่จะทำให้ฝ่ายหญิงได้รับสิทธิ์ต่าง ๆ    และยังเป็นหลักประกันให้แก่ลูก ๆ  ของนางอีกด้วย 
          ดังนั้นการที่ผู้หญิงตกเป็นภรรยาคนที่สองอย่างได้รับการคุ้มครอง  มีเกียรติและได้รับสิทธิต่าง ๆ  ตามบัญญัติศาสนาย่อมเป็นการดีกว่าการอยู่เป็นหม้าย  หรืออยู่เพียงแค่คนรักที่อาจนำไปสู่สิ่งเลวร้ายได้อย่างง่ายดาย
          ดังนั้นจุดมุ่งหมายของอิสลามที่ยินยอมให้มีภรรยาได้หลายคน  ก็คือปกป้องผู้ชายไม่ให้ผิดประเวณีและคุ้มครองผู้หญิงไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของความใคร่อย่างไร้หลักประกัน  และเป็การปกป้องสังคมให้พ้นจากความเสื่อมเสีย  ไร้ระเบียบ และ ไร้ศีลธรรม

คัดลอกจาก    อรุณ    บุญชม.อัลฟิกฮฺ (นิติศาสตร์อิสลาม)
 

12. ข้อเตือนใจในเรื่องนี้

               การที่คนโง่เขลาบางคนอ้างเอาการที่ศาสนาอนุญาตให้มีภรรยาได้หลายคนไปใช้อย่างขาดความรับผิดชอบนั้นจะไม่ทำให้เคล็ดลับในการบัญญัติเรื่องนี้ด้อยคุณค่าลงไป   และจะไม่ทำให้อิสลามต้องสะเพร่าและไร้สติดังคนโง่เขลาเหล่านั้น
               อิสลามไม่ได้ยินยอมให้การมีภรรยาหลายคนเป็นอาวุธทำร้ายและเฉือดเฉือนสตรี  แต่อิสลามได้บัญญัติเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อสนองตอบความจำเป็นที่เกิดขึ้น   เพื่อปกป้องสังคม  คุ้มครองบุคคล  และกำจัดความเสื่อมทรามและต้อยต่ำ
            โดยหลักการนี้  และด้วยเงื่อนไขตามบัญญัติศาสนาอิสลามจึงยินยอมให้มีภรรยาได้หลายคนโดยไม่ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่จำเป็นที่ต้องกระทำ   และให้กระทำได้ภายในกรอบที่จะให้หลักปประกันและสิทธิต่าง ๆ  อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ 
            อิสลามเปรียบได้ดั่งร้านขายยา  ที่จำเป็นต้องมียาเตรียมไว้ทุกขนานเพื่อสนองตอบความต้องการของมนุษย์ทุกคนที่มาซื้อยาไปใช้ตามความจำเป็นและตรงกับโรคของตน   และการไม่ถูกต้องที่เราจะลดความสำคัญของร้านขายยาลงหรือตัดตัวยาบางชนิดออกไปจากร้านซึ่งจะทำให้ไม่สามารถสนองตอบความต้องการของทุกคนได้อย่างทั่วถึงหรือเราจะอนุญาตให้ทุกคนได้ยาทุกชนิดที่มีอยู่ในร้านแม้เขาจะไม่มีความต้องการก็ตาม    ก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง  เช่นเดียวกัน
           เมื่อผู้ที่มีความคิดเป็นปฏิปักษ์กับอิสลามไม่พอใจกับบทบัญญัติในเรื่องที่ศาสนายินยอมให้มีภรรยาได้หลายคนนี้  เพราะไม่เป็นที่สบอารมณ์ของเขา   ก็ปล่อยให้เขาอยู่กับความชอกช้ำต่อไปเถิด


คัดลอกจาก    อรุณ    บุญชม.อัลฟิกฮฺ (นิติศาสตร์อิสลาม)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน คนเรียนรู้

คำสำคัญ (Tags)#polygamy#การมีภรรยามากกว่าหนึ่ง#กระบวนการตัรบียะฮฺ

หมายเลขบันทึก: 126474, เขียน: 09 Sep 2007 @ 12:20, แก้ไข, 11 Jun 2012 @ 23:46, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 3, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (3)

  .....มากกว่าหนึ่ง….       
บทพิสูจน์ความสมดุลแห่งศรัทธาหรืออารมณ์

คิดอย่างไรกับการมีภรรยาหลายคนนอกจากจะเป็นหนึ่งในคำถามที่คนส่วนใหญ่ต้องประเด็นสงสัยเกี่ยวกับอิสลามแล้ว ยังเป็นคำถามที่แทงใจดำผู้หญิงทุกคนก็ว่าได้  แต่สำหรับหญิงผู้ศรัทธานั้นถึงจะแทงใจดำอย่างไรเธอก็รู้ดีว่ามันเป็นชารีอะฮฺหนึ่งของอัลลอฮฺ และหลายครั้งคำถามนี้ก็เป็นหนึ่งในคำถามที่มุสลิมีนหลายคนใช้ทดสอบทัศนคติของเธอก่อนแต่งงาน

ประเด็นหลักในเรื่องนี้   ความจริงแล้วไม่ได้อยู่ที่ว่า  “เธอคิดอย่างไร”  แต่อยู่ที่ว่า เธอและเขา”  ในฐานะผู้ศรัทธาเข้าใจในประเด็นนี้อย่างไรต่างหาก

 
จงแต่งงานกับผู้ที่ดีแก่พวกเจ้า ในหมู่สตรีสองคนหรือสามคน หรือสี่คน แต่ถ้าพวกเจ้าเกรงว่าพวกเจ้าจะให้ยุติธรรมไม่ได้  ก็จงมีหญิงเดียว                                                               (อัลกุรอาน 4 :3)


แด่หญิงผู้ศรัทธาทั้งหลาย

                สำหรับมุสลิมะฮฺ ทั้งหลายไม่ว่าเธอจะได้รับอมานะฮฺแห่งการเป็นภรรยาหรือไม่ก็ตาม  อันดับแรกขอให้เธอรู้ว่านี่คือ บททดสอบหนึ่งในศรัทธาของเธอที่มีต่ออัลลอฮฺ”   ถึงแม้ธรรมชาติของความรู้สึกที่มีต่อมนุษย์ เช่นความความรัก  หึงหวง หรือความรู้สึกใดๆก็ตามจะมีอยู่ในตัวเธอแต่ในฐานะสตรีผู้ศรัทธา  “มันต้องอยู่ภายใต้การยอมสยบต่ออัลลอฮฺ”  ด้วยเหตุนี้อย่าให้ความรู้สึกอ่อนแอ  ต่อต้าน  รับไม่ได้ หรือไม่พอใจอยู่เหนือการยอมรับในชารีอะฮฺของอัลลอฮฺที่เธอต้องยอมจำนน  เป็นเรื่องธรรมดาหากความรู้สึกดังกล่าวจะเกิดขึ้นเพราะแม้แต่สตรีที่เป็นแบบอย่างของมุมินะฮฺทั้งหลาย  ก็เคยเกิดความรู้สึกเหล่านี้มาแล้วแต่ทว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น และมันก็มลายไปสิ้นด้วยศรัทธาที่พวกเธอมีต่ออัลลอฮฺ และความรักในศาสดาแห่งพระองค์ 

โอ้บรรดาสตรีผู้ศรัทธาทั้งหลาย ความศรัทธาและการเชื่อมั่นในอัลลอฮฺและรซูลไม่ใช่หรือ ที่ยิ่งใหญ่กว่าความรู้สึกเหล่านั้นและเทียบกับความรู้สึกใดๆไม่ได้เลย

                หากธรรมชาติของความรู้สึกที่ไม่ดีดังกล่าวเกิดขึ้น  ขอให้เธอหันมามองความรู้สึกของลูกผู้หญิงด้วยกันอีกแง่หนึ่ง  เพราะสตรีทั้งหลายย่อมหนีไม่พ้นจากสภาพของความอ่อนแอ  และต้องการการคุ้มครองดูแล  ตามธรรมชาติที่อัลลอฮฺทรงสร้าง หากเรานำความรู้สึกที่อ่อนศรัทธาไปขัดขวางความรับผิดชอบของมุสลิมีนคนหนึ่งที่เขาสามารถกระทำได้ตามกฎเกณฑ์ที่อัลลอฮฺวางไว้ (หมายถึงเขาสามารถให้ความยุติธรรมได้) ก็เท่ากับเราละเลยหน้าที่ในการดูแลพี่น้องมุสลิมะฮฺของเรานั่นเอง  ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นต้องยอมรับว่าอาจเป็นอมานะฮฺหนึ่งที่เราต้องถูกสอบสวนเช่นกัน.......  วัลลอฮุอะฮฺลัม

                อย่างไรก็ตามสตรีผู้ศรัทธาทั้งหลาย นี่มิได้เป็นการตักเตือนโดยขาดความเห็นใจหรือเข้าใจในความรู้สึกของเธอทั้งหลาย   เพราะเราต่างเป็นสตรีผู้ศรัทธาในอัลลอฮฺเช่นเดียวกัน แต่การตักเตือนกันในที่นี้เพราะไม่อยากให้ความรู้สึก หรืออารมณ์ที่อ่อนไหวต่อเรื่องนี้มาทำลายศรัทธาที่เรามีอยู่ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าหวงแหนกว่าและเป็นสิ่งที่เราต้องพยายามรักษามันเท่านั้นเอง  เพราะ  “การยอมรับชารีอะฮฺทั้งหมดของอัลลอฮฺนั้นเป็นวาญิบเหนือผู้ศรัทธาทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชาย   แต่เรื่องแต่เรื่องการมีภรรยาได้สี่คนนั้นเป็นหุก่มที่อิสลามอนุญาตให้กระทำ (มุบาอฺ)เท่านั้น จึงไม่เป็นการสะท้อนศรัทธาที่ดีเท่าไรนัก  ที่เราสตรีทั้งหลาย  จะเอาความรู้สึกต่อหลักการที่เล็กกว่า มาทำลายสิ่งที่เป็นวาญิบต่ออัลลอฮฺ  และหากเธอมีความรักที่แท้จริงต่อคู่ครองของเธอ  ด้วยมุ่งหวังจะเป็นคู่ครองที่แท้จริงในโลกหน้า หากเขามีความสามารถในเรื่องนี้ก็อย่าได้กังวลปล่อยให้เขารับผิดชอบในสิ่งที่เขาสามารถกระทำได้จงช่วยเหลือให้เขารักษาสัญญาต่ออัลลอฮฺให้ครบถ้วนและจงอิบาดะฮฺต่ออัลลออฺด้วยความสงบ  ด้วยตักวาที่มีต่ออัลลอฮฺอย่างแท้จริงในอิบาดะฮฺนั้น  พระองค์จะทรงเมตตาให้เธอได้เป็นคู่ครองของเขาในโลกหน้าซึ่งต่างจะลดสายตาเพื่อคู่ครองของตนเพียงผู้เดียวเท่านั้นตลอดไป........  วัลลอฮุอะฮฺลัม

สำหรับมุสลิมีนและบรรดาสามีผู้ศรัทธาทั้งหลาย

                สำหรับเรื่องนี้มุสลิมีนหลายคนมักใช้ประเด็นมากกว่าหนึ่งทดสอบความคิด ทัศนคติต่อสตรีผู้ศรัทธาทั้งหลายก่อนแต่งงาน (เพื่อประเมินความเป็นไปได้ โอกาส และอุปสรรคในอนาคต) หากเธอยอมรับได้เขาอาจจะเรียกว่า อิหมานถึง”  แต่หากเธอยังทำใจรับไม่ได้เขาก็อาจจะเรียกเธอว่า อิหม่านไม่ถึง

                ในความเป็นจริงมันก็ไม่ใช่ประเด็นอีกเช่นกัน เพราะถึงแม้ชารีอะฮฺนี้จะเป็นบททดสอบต่อสตรีก็เป็นบททดสอบในแง่ของความรู้สึกเท่านั้น แต่ในเรื่องการปฏิบัติ    ความรับผิดชอบและกฎเกณฑ์ต่างๆนั้น อยู่ที่ผู้ชาย”  หากเขาเลือกที่จะใช้สิทธิที่อัลลอฮฺอนุญาตให้กับเขา    เขาเองต่างหากที่ต้องถามตัวเองว่า อิหม่านถึงหรือไม่”  เพราะอัลลอฮฺไม่ได้อนุญาตให้เขาใช้สิทธิ์โดยปราศจากความยุติธรรม และหากเขาไม่มีความยุติธรรมต่อบรรดาสตรีทั้งหลาย  อัลลอฮฺก็จะให้ความยุติธรรมกับเธอเอง(โดยที่เขาต้องรับผิดชอบ)

                ดังนั้นการดึงเอาเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็น  หรือบางคนยังยิ้มกริ่มกับสิทธิข้อนี้ว่าได้เปรียบคงต้องทบทวนความเข้าใจกันใหม่  เพราะชารีอะฮฺของอัลลอฮฺนั้นไม่ใช่เรื่องสนุกที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร  นอกจากต้องรักษากฎเกณฑ์ที่พระองค์ทรงกำหนดไว้อย่างจริงจัง ไม่ว่าเรื่องก็ตาม

               
อย่างไรก็ตามหากบุรุษผู้ศรัทธาที่มีความสามารถ ก็จงดูแลเธอทั้งหลายด้วยความยุติธรรมและเมตตา  อย่าได้ปฏิบัติโดยปราศจากตักวาเพราะท่านนั้นคือผู้รับผิดชอบในสิ่งที่ท่านเลือกเอง  และหากจะปฏิบัติก็จงดูแบบอย่างในเรื่องนี้จากท่านนบีว่า  ท่านมีภรรยาหลายคนนั้นท่านเมตตาต่อบรรดาภรรยาของท่านและให้ความยุติธรรมต่อภรรยาของท่านอย่างแท้จริง  และการแต่งงานของท่านนั้นเพราะต้องการดูแลสตรีผู้อ่อนแอโดยไม่ได้เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง  เพราะภรรยาของท่านล้วนแต่เป็นหญิงหม้าย  บางท่านอายุมากกว่าท่านนบี มีเพียงท่านหญิงอาอีชะฮฺเท่านั้นที่เป็นหญิงโสด   ทำให้แบบอย่างของท่านนบีได้สะท้อนถึงความเป็นสุภาพบุรุษผู้ศรัทธาที่สมบูรณ์ของท่านว่าเป็นการรับผิดชอบด้วยความเมตตา   ไม่ใช่เพียงเพื่ออารมณ์

                ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง    ในเรื่องนี้หากจะนำมาเป็นบทพิสูจน์หนึ่งในความสมดุลของศรัทธาแล้ว  จงตระหนักเถิดพี่น้องมุสลิมีน   ว่าสิ่งใดที่อัลลอฮฺทรงเน้นย้ำมาก  นั่นคือสิ่งที่ท่านต้องให้ความสำคัญมาก และต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ   ดังนั้นการนำเรื่องที่อัลลอฮฺกล่าวไว้เพียงอายะฮฺเดียวในอัลกุรอาน  มาเป็นประเด็นเน้นย้ำมากกว่าเรื่องที่อัลลอฮฺทรงย้ำไว้ทุกซูเราะฮฺ อย่างเรื่องวันแห่งการตอบแทน  หรือเรื่องที่อัลลอฮฺให้ความสำคัญมากอย่างเรื่องการละหมาด ซะกาต การบริจาค หรือบุคคลที่อัลลอฮฺทรงเน้นให้เราเอาใจใส่เช่นเด็กกำพร้า  คนยากจน  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญให้มาก  แต่การเน้นย้ำเรื่องภรรยาสี่มากกว่าเรื่องที่อัลลอฮฺให้ความสำคัญมากกว่าเหล่านี้  จึงไม่เป็นการสะท้อนตักวาที่ดีเท่าไรนัก  รวมถึงเป็นบทสะท้อนได้เช่นกันว่า  สิ่งที่เราให้ความสำคัญนั้นด้วยศรัทธาหรืออารมณ์... วัลลอฮุอะฮฺลัม

บทความนี้  ไม่ได้มีเจตนาจะชี้นำหรือตำหนิฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมีนหรือมุสลิมะฮฺ นอกจากเพื่อเตือนตัวเอง และตักเตือนซึ่งกันและกัน รวมถึงต้องการให้ทุกคนตรวจสอบศรัทธาในเรื่องนี้โดยไม่ใช้อารมณ์ตัดสินเท่านั้นเอง
                                                                                        

 คัดลอกจาก     www.muslimahtoday.com

"JasmiN"
เขียนเมื่อ 28 Dec 2007 @ 23:14

 Assalamualaikumฯ

  • ชอบประโยคนี้ค่ะ

"หากคุณสอนมุสลิมให้เข้าใจอิสลาม 1 คน  เท่ากับว่าคุณได้สอนให้มุสลิมเข้าใจอิสลาม 1 คน 
            แต่หากคุณสอนมุสลีมะฮฺให้เข้าใจอิสลาม  1 คน  เท่ากับว่าคุณกำลังสอนให้อุมมะฮฺเข้าใจอิสลาม"

  • หากคิดในแง่ การสร้างครอบครัว คงจะหมายถึง ไม่สนับสนุนให้มุสลิมะห์ สอนให้มุสลิมคนหนึ่งรับอิสลาม เพียงเพื่อ แต่งงานกับหล่อน... หรือปล่าว ค่ะ อาจารย์ ???

                            "JasmiN"

                             (ผู้รู้น้อย)

Ameca
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 30 Jul 2008 @ 00:44

Terimakasih กำลังทำวิจัยเล็กๆเกียวกับเรื่องนี้ searchหาเจอบทความนี้พอดี