กว่าจะเป็นศิษย์การบิน ภาค 1

ศิษย์การบิน,นักบิน
หลายคนอาจจะคิดว่าการเป็นนักบิน อาจจะเป็นสิ่งที่ยากเกินความสามารถมากเกินไป แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าการเป็นนักบินไม่ใช่ยากอย่างที่คิด คนส่วนมากนั้นคิดว่าการเป็นนักบินต้องเรียนเก่ง สายตาต้องดี ร่างกายแข็งแรง สมองเป็นเลิศ แต่สำหรับผมแล้ว คิดว่ามันเป็นแค่ส่วนประกอบเท่านั้น ต้องคิดว่า...นักบินก็คือคนธรรมดา ไม่ใช่เทพเจ้า นักบินก็คือคนคนหนึ่งที่มีโอกาสได้ทำหน้าที่หนึ่งเท่านั้น..ที่ผมสามารถเอามาเขียนได้นี้ไม่ใช่ว่าผมเก่งหรือว่าอวดดีมาจากไหน นี่เป็นเพียงทัศนะของผมต่อการเป็นนักบินที่ผมผ่านประสบการณ์มาเท่านั้น (ถ้านักบินท่านอื่นไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่นะครับ เพียงอยากเล่าให้ฟังเท่านั้น)
ชีวิตของผมเริ่มต้นด้วยการเป็นนักเรียนต่างจังหวัดธรรมดานี่หล่ะครับ ( เอากรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางความเจริญ) เรียนในโรงเรียนรัฐบาลธรรมดาประจำจังหวัด ถ้าถามว่าจังหวัดอะไร บอกเลยว่าเหนือสุดในสยาม ถูกต้องแล้วครับ จังหวัดเชียงราย ซึ่งจะบอกว่าห่างไกลความเจริญค่อนข้างมากเลย ในสมัยนั้นยังเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบเดิมคือการสอบเอ็นทรานซ์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้มีวุฒิ ม.6 เข้าสอบ โดยส่วนมากจะเรียน กศน. (การศึกษานอกโรงเรียน) เอาไว้ด้วยเพื่อที่จะเอ็นทรานซ์ตอน ม.5 แต่พอผม มาเรียนได้ ม.4 มีรุ่นพี่คนหนึ่งตอนนั้นผมไม่ทราบเลยว่าเป็นนักเรียนนายสิบ หรือว่านักเรียนนายร้อย เดินเข้ามาในโรงเรียนประมาณว่า เยี่ยมเยียนอาจารย์
เป็นครั้งแรกที่ผมคิดว่า เท่ห์มากคนในเครื่องแบบเนี่ย สุดยอดมากเลย เลยไปถามว่าเป็นอย่างไร จึงได้ลองไปสอบดู (ตอนแรกตั้งใจเรียนแพทย์ หรือไม่ก็วิศวกรรมศาสตร์) ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร อาจจะเป็นเพราะว่าโชคช่วยก็ได้ เลยได้เข้ามารับใช้ชาติ รับราชการเป็นนักเรียนเตรียมทหาร แล้วตามด้วยการเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (ติดตามอ่านได้ในเรื่องของชีวิตนักเรียนเตรียมทหาร และนักเรียนนายร้อยตำรวจ) พอเรียนจบจึงรู้ว่าเรียนมาทั้งหมด 6 ปี ยังไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองชอบ จึงไปทำโทต่อที่ ม.มหิดล (ปัจจุบันยังไม่จบ) ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีการจัดการระบบสารสนเทศ หรือว่า ไอที โดยได้ลงทำงานครั้งแรกเป็นพนักงานสอบสวนที่ สถานีตำรวจนครบาลหนองแขม ไปด้วย
ชีวิตการเป็นพนักงานสอบสวนหลายคนคงคิดว่าสบาย มีเงินเยอะ มีคนนับหน้าถือตา อีกอย่างมียศ แต่สำหรับผมไม่คิดแบบนั้น การเป็นพนักงานสอบสวนเป็นงานที่หนักมาก เมื่อเทียบกับรายได้ที่หลวงให้ (เดี๋ยวไว้ค่อยเอามาเล่าให้ฟังว่าเป็นไง) ก็พยายามทำหน้าที่พนักงานสอบสวนให้ดีที่สุด แต่ในขณะนั้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้เปิดรับสมัคร บุคคลที่จบปริญญาตรี เพื่อเข้าเรียนเป็นนักบิน ทุนของการบินไทย ผมจึงได้สมัคร แต่เนื่องด้วยโดยนิสัยแล้วเป็นคนธรรมดา ไปไหนมาไหนแต่งตัวธรรมดา เค้าเลยไม่รับสมัคร ผมจำประโยคนั้นได้ชัดเลย เป็นพนักงานสาวสวยหน้าตาดีคนหนึ่ง ผมคิดว่าน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ภาคพื้น (Ground) บอกว่า "แต่งตัวแบบนี้นะจะมาสมัครเป็นนักบิน" โหย...อารมณ์ผมตอนนั้นปรี๊ดเลย ...ไม่เข้าใจว่าทำไม คนไทยยังมองการแต่งกายภายนอก เท่านั้น ไม่ได้มองสมอง หรือสิ่งที่อยู่ภายใน ผมเลยตัดสินใจเลยว่า ผมจะไม่มาสมัครอีก และกลายเป็นว่าผมอคติกับ บริษัท การบินไทยฯ ไปตลอดเลยแบบว่าถ้ามีแฟนเป็นแอร์นะ ขอบริษัทไหน ก็ได้ยกเว้นการบินไทย
ครั้งนั้นผมผิดหวังมากสงสัยว่าอาชีพนักบินเค้าสำหรับคนที่แต่งตัวหรูหราดูดีเท่านั้น เลยต้องตั้งหน้าตังตากลับมาเป็นพนักงานสอบสวนต่อไป แล้วไปเอาดีทางด้านการเป็นครู เลยอกหักจากนักบินไปเรียนวิชาชีพครูแทน (เดี๋ยวมีไรมันส์ๆ เกี่ยวกับวิชาชีพครูเล่าให้ฟังครับ)
ต่อมาประมาณเดือนมกราคม 2548 มั้ง ถ้าจำไม่ผิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประกาศรับสมัครนายตำรวจสัญญาบัตรเพื่อเข้ารับทุนเป็นนักบิน ผมก็เลยไปสมัคร ปรากฎว่าสมัครเอานาทีสุดท้ายเลยครับ แบบว่าเวลาราชการ 16.30 น. ผมก็ไปถึง 16.25 น. แบบว่าเจ้าหน้าที่เค้าพิมพ์ประกาศชื่อคนสอบแล้ว แต่ผมก็เถียงนะขอให้เจ้าหน้าที่ลงบันทึกประจำวันว่าผมมาเวลา 16.25 น. แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับสมัคร เค้าเลยยอม (555 เล่นกับใครไม่เล่น เล่นกับพนักงานสอบสวน) เป็นอันว่าได้รับสมัคร แต่ปรากฎว่าอายุราชการไม่ครบกำหนด (ไม่รู้ใครน้า ช่างออกกฎได้เหมาะจริงๆ อดเลย) เลยอกหักกลับมาเป็นพนักงานสอบสวนเหมือนเดิม
จนกระทั่งเดือนมกราคม 2549 ได้มีประกาศรับสมัครทุนอีกครั้ง ผมตัดสินใจไม่ไปดีกว่า เพราะว่าอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ ก็ได้ แต่พระเจ้าคงต้องการให้ผมเป็นนักบินมั้ง ปรากฎว่าปีนั้น ผู้สมัครสอบผ่านเพียงคนเดียวจากทุน 5 ทุน สำรักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้ทำการประกาศรับสมัครรอบสอง และประกอบกับช่วงนั้นมีเรื่องไม่อยากอยู่ที่ สน.หนองแขม อีกแล้ว เลย เอ้า..เป็นไงเป็นกัน อย่างน้อยไปไหนก็ได้ที่พ้น สน.หนองแขม ก็เลยสมัครสอบ แล้วก็ได้สอบ แล้วก็สอบได้ เฮ้อ.....กว่าจะได้ทุนเนี่ย มันช่างยากลำบากเสียจริงน้อ ....... อืม...ลืมบอกไป เป็นครั้งแรกที่ได้ทุนหลวงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มามากที่สุดนะครับ ตั้ง 1.8 ล้าน (หนึ่งล้านแปดแสนบาทเศษ) ไม่ผิดครับ การเป็นนักบินต้องเสียค่าเรียนขนาดนี้ แต่ที่หน้าหนักใจกว่านี้คือถ้าเรียนไม่จบ หรือจบมาแล้วทำงานไม่ครบ 8 ปี ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติละก็ โดนปรับครับ 3.6 ล้าน(สามล้านหก) ไม่ได้พูดเล่นนะครับพศูดจริงๆ ต้องเอาคนมาค้ำ แต่ก็รอดมาแล้วครับ เดี๋ยวจะมาเล่าชีวิตนักศิษย์การบินจริงๆ ให้ฟังครับ ว่าเป็นอย่างไร

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน aob4056

คำสำคัญ (Tags)#นักบิน#พนักงานสอบสวน#ศิษย์การบิน#ร้อยเวร

หมายเลขบันทึก: 126186, เขียน: 07 Sep 2007 @ 23:42 (), แก้ไข: 30 May 2012 @ 06:39 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 5, อ่าน: คลิก


ความเห็น (5)

  • มาทักทายน้องหมูอ้วน
  • โหนึกว่าเครื่องตกแถวๆๆกำแพงแสน
  • เขียนมาอีกนะครับ
  • ชอบๆๆๆ
  • สวัสดีค่ะ
  • พี่ขจิตไปตามมาค่ะ
  • ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ
ขอบคุณครับพี่ๆ จะเขียนมาเรื่อยๆ ครับ
ไม่ใช่นักบิน
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

การบินไทย เป็นบริษัทเอกชนนะครับ เวลาไปสมัครงาน ก็เหมือนไปสมัครงานตามบริษัทนั่นแหละครับ อย่างน้อยสุดก็ต้อง เสื้อเชิ๊ตสีสุภาพ กางเกงขายาว รองเท้าหนัง

จริงๆ ตอนสอบ aptitude test ที่เป็นทีมนักจิตวิทยาจากต่างประเทศ เขาก็จะดูเราตั้งแต่หัวจดเท้าเหมือนกัน เพราะการแต่งกายก็สามารถบ่งบอกถึงลักษณะนิสัยของคนได้

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะไม่รับสมัคร โดยดูจากการแต่งกายของผู้สมัคร แต่ถ้าไม่คิดเรื่องการแต่งกายบอกนิสัยแล้ว คิดง่ายๆ แบบคนทั่วไปก็คือแต่งกายเหมาะสมกับกาลเทศะหรือไม่ครับ

จิ๊บ
IP: xxx.91.19.194
เขียนเมื่อ 

พี่ผู้กอง (หรือจะเรียกพี่กัปตันดี) เป็นเพื่อนพี่อ๋องหรอคั๊บเนี่ย

เขียนบล็อคได้น่าอ่านมากๆ แล้วจะมาแอบอ่านอีกนะคะ ^^