ทฤษฎผลพลอยได้มีใจความสำคัญว่า จิตของมนุษย์เป็นผลพลอบได้จากกาย
คำว่ากายในที่นี้ก็คือสมอง และรวมทั้งส่วนอื่นๆทั้งหมดของรางกาย แต่ถึงแม้ว่าจะรวมทั้งร่างกายก็จริง แต่โดยทั่วๆไปแล้วให้ความสำคัญของสมอง
ตามทฤษฎีนี้แสดงว่า (๑) ร่างกายเกิดก่อน หรือกายเกิดก่อน จิตเกิดตามมา หรือ (๒) จิตเกิดจากกาย หรือจิตเกิดจากสมอง คือเกิดจากกิจกรรมของสมอง (๓) ถ้าไม่มีกาย(สมอง)แล้ว จิตเกิดหาได้ไม่
ดังนั้น จิตจึงเป็นผลพลอยได้จากกาย(สมอง)
ถ้าจะเปรียบเทียบก็ได้แก่เช่น วัตถุ(กาย) กับเงา โดยที่ ถ้าไม่มีวัตถุ (และแสง)แล้ว ก็จะไม่มีเงา หรือ ถ้าไม่มีไฟ(กาย) แล้ว ก็จะไม่มีควันไฟ เงาไม่มีโอกาสทำให้เกิดวัตถุ หรือ ควันไฟไม่มีโอกาสทำให้เกิดไฟได้ อุปมามาเป็นฉันใด สมองกับจิตก็เป็นฉันนั้น
ทฤษฎีนี้และทฤษฎีอีกสองทฤษฎีที่กล่าวมาแล้วนั้น ต่างก็ขัดแย้งกันและกัน ต่างก็อ้างเหตุผล(เหตุผลนะครับ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง) มาหักล้างกันและกัน
กระนั้นก็ดี จนบัดนี้ก็ยังไม่มีทฤษฎีใดผิด และขณะเดียวกัน ก็ยังไม่มีทฤษฎีใดถูกเช่นกัน !
ฝ่ายใดมีคนเชื่อมากกว่า ฝ่ายนั้นก็นเหลืออยู่ ฝ่ายอื่นก็ถูกลืมเลือนไป !!
อ้อ -- ขอให้สังเกตว่า เนื่องจากทฤษฎีเหล่านนี้สร้างโดยนักปรัชญา สร้างขึ้นมาจาก "ความคิดเชิงเหตุผล" ใช้หลักตรรกะเป็นเครื่องมือในการ "พิสูจน์" (ไม่ใช่ทดสอบ - Test -นะครับ) ว่า Valid หรือว่า Invalid ไม่ใช่ใช้วิธีเชิง "ประจักษ์" หรือ Empirical Test นะครับ ผมย้ำตรงนี้เสมอมานะครับ เพื่อไม่ให้เผลอไปพูดปะปนกันระหว่าง "พิสูจน์" กับ "ทดสอบ" ในวิชาวิจัย หรือเมื่อพูดถึงการ "ทดสอบ" ทฤษฎีเชิงประจักษ์ และ "พิสูจน์" ในการพูดถึงเรื่องการพิสูจน์ทฤษฎีทางปรัชญา นะครับ
พูดผิดก็ไม่ถูกตำรวจจับนะครับ เพียงแต่เสียภูมินิดหน่อย !!
เราควรมองในแง่ "การพัฒนาของความคิดของมนุษย์"เป็นสำคัญ จริงไหม่ครับ
ดู ๆ แล้ว "เหมือนตาบอดคลำช้าง"ฉะนั้นแหละ !!
ขอบคุณที่ไปเยี่ยมค่ะ
ทางศาสนาพทธพูดเรื่องจิตไว้อย่างไรบ้างคะ อาจารย์น่าจะนำมาเล่าให้ฟังบ้างนะคะ
ครับ
เรื่องของศาสนาทุกศาสนาครับ จะเน้นที่ "ความสุข - ทุกข์ ของจิต"ครับ ถ้าเรียงลำดับความสำคญ ก็จะได้ว่า (๑) สุข - ทุกข์ ของจิตและกาย (๒) ธรรมชาติของจิต
แต่เมื่อเน้นตามข้อ (๑) ก็ต้องพลอยได้ขัอสองไปด้วย ฉะนั้น ถ้าเรามาถกกันเรื่องจิตเป็นอันดับหนึ่งในศาสนานั้น ผมคิดว่า ไม่ครงเรื่องตรงประเด็น ครับ เหมือนพระมาเล่นปลุกเสกของขลังฉะนั้นแล ครับ
ประการต่อมา ผมเห็นในคัมภีร์พระไตรปิฎกในช่วงหลังๆนี้ มีกล่าวถึงเรื่องของจิตละเอียดและลึกซึ้งมาก ประดุจเปน "ตำราวิชาจิตวิทยา"ทีเดียวครับ ในพระไตรปิฏกฉบับที่ ๑ ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ก็คือ พระพุทธองค์ไม่ได้เขียนบันทึกเองอย่างแน่นอนนะครับ ต้องเป็นผลการจดจำของพระสาวกอย่างแน่นอนช่วยกันระลึกและบันทึก และยิ่งกว่านั้น ใครกล้ารับประกันว่า ในฉบับนั้น จะไม่มี "ความคิดของพระสาวกบางท่าน" อาจจะใส่เพิ่มเข้าไปก็ได้ ??
ดังนั้น ผมจึงไม่วิเคราะห์ "จิต" จากคัมภีร์ดังกล่าวนะครับ เพราะเกรงว่าจะคลาดเคลื่อนของเดิมไป จะเป็นการลบหลู่พระพุทธศาสนาของเราเองนะครับ
อนึ่ง เรื่องของศาสนานั้นต้องเกี่ยวข้องกับ "ความรู้สึกศรัทธา" เป็นสำคัญนะครับ การศรัทธานั้น เราไม่พูดเรื่องจริงเรื่องเท็จกัน หรือไม่พูดเรื่องผิดเรื่องถูกกัน นั่นคือ "คิดอย่างไรก็ได้ ถ้าเกิดความสุขแล้ว ถือว่า ดี"ครับ
ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว
ในปรัชญาฮินดูบางสำนักบอกว่า จิตเป็นเพียงเครื่องมือในการรับรู้ของอาตมัน... มิใช่ตัวรู้ที่แท้จริง ... แต่ด้วยความสำคัญผิด ทำให้จิตว่าตัวเองเป็นอาตมัน.... นัยนี้ จิตเป็นเพียงคุณภาพเชิงซ้อนของวัตถุ (ประกฤติ) เท่านั้น...... ประมาณนี้
ส่วนปรัชญาฮินดูบางสำนักบอกว่า จิตนั่นแหละคืออาตมัน... (ทำท่ามึน)
แต่พุทธปรัชญา (บางสำนัก) บอกว่า จิตมิใช่สิ่งที่มีอยู่จริงโดยปรมัตถ์... จิตเป็นเพียงสภาวธรรมหลายๆ อย่างที่ผสมกันขึ้นมาแล้วก็ไหลไป........
อาตมาคิดว่า เรื่องทำนองนี้คงจะเรียนกันไม่จบแน่นอน........
เจริญพร
นมัสการพระคุณเจ้า
ที่ว่า --- จิตเป็นเพียงเครื่องมือในการรับรู้ของอาตมัน มิใช่ตัวรู้ที่แท้จริง แต่ด้วยความสำคัญผิด ทำให้จิตว่าตัวเองเป็นอาตมัน --- แนวคิดนี้ "สอดคล้อง"กับ Epiphenominalism ของ Huxley ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ที่มีชีวิตอยู่ในช่วง 1700 (ไม่แน่ใจเรื่อง ปีคศ.) ซึ่ง "ฮินดู" มีมาก่อน แต่ผมคิดว่า -- ไม่น่าที่จะสรุปว่า ฮักซเลย์ จะขโมยความคิดของฮินดู ?
ที่ว่า -- จิตนั่นแหละ คืออาตมัน --- สอดคล้องกับ Idealism ซึ่งอภิปรายกันมากในสมัยของ Plato โน่น -- ตะวันออกของเราก็มีอะไรดีๆอยู่มากทีเดียว
และที่ว่า --- จิตมิได้มีอยู่จริงโดยปรมัตถ์ --- สอดคล้องกับ Epiphenominalism มากนะครับ -- แต่ Huxley เกิดหลังพระพุทธองค์ ราวพันกว่าปี !! แต่ฮักซเลย์ คงไม่ได้อ่านพระคัมภีร์ทางศาสนาจองเราะครับ
แต่เราก็ต้องคิดกันต่อไปนะครับ จนกว่าจะได้เห็นช้างทั้งตัวแหละครับ