แต่ประทานโทษ คนไข้สบายดี ไม่ไอ ไม่หอบเหนื่อย ไม่มีไข้ เสียงปอดปกติทั้ง 2 ข้าง

วันที่ 2 กันยายน 2550

ขึ้นเดือนใหม่แล้วครับ เหลืออีก 73 วันก็จบแล้ว วันนี้เป็นวันอาทิตย์ วันสุดท้ายของสัปดาห์ที่ 17 ครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เมื่อวานซึ่งเป็นวันเสาร์ตื่นสาย แต่ก็ไม่สายมาก ราวๆ 7 โมงนิดๆ มันนอนไม่หลับครับ ตั้งใจจะตื่น 9 โมงแต่ก็นอนแช่ต่อไปไม่ไหว ตื่นขึ้นมากินกล้วยหอม 2 ลูกใหญ่ๆ มันใหญ่ขนาดพ่อกล้วยเชียวครับ เรียกว่าอิ่มถึงใจ จิ๋มเตือนว่าระวังอืดท้อง เรื่องอืดท้องเพราะกล้วยนี่เป็นวีรกรรมส่วนตัวครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ครั้งหนึ่งราวปีพ.ศ. 2538 ผมกับจิ๋มเรียนดำน้ำลึกด้วยกันและไปสอบกันที่เกาะพีพี ครูสอนว่าเราต้องกินมากๆเพราะว่าต้องใช้พลังงานมาก เช้าวันนั้นผมจึงกินกล้วยหอมไป 2 ผลใหญ่ ตามด้วยนม 1 แก้ว และอาหารอื่นๆอีกมากมาย เรียกว่าทำตามคำแนะนำเต็มที่เลยครับ เมื่อเราลงน้ำลึกกันราวๆ 100 ฟิต ปรากฏว่าท้องก็เริ่มอืด เพราะกล้วยหอมนี่ขึ้นชื่อเรื่องทำให้ท้องอืดพอๆกับพวกตระกูลถั่วเลยครับ แต่ก็ไม่เป็นปัญหามากจนกระทั่งเราเริ่มลอยตัวสูงขึ้น ตามกฎทางฟิสิกส์ เมื่อลอยตัวสูงขึ้น ความกดดันที่น้ำกระทำต่อร่างกายผมก็ลดลง ผลก็คือแก๊สที่อยู่ในท้องก็ขยายตัวมากขึ้น ตอนนี้เลยเป็นเรื่องเพราะว่ามันมีแก๊สมาก แก๊สขยายตัวมาก ผมเลยสุดกล้ำกลืนฝืนทน อ๊วกออกมาตูมใหญ่ผ่าน regulator ที่คาบอยู่นั่นแหละ หมดพุงเลยครับ ทุกคนตกใจกันใหญ่ว่าผมจะเป็นลมในน้ำ  แต่ตรงกันข้าม ตัวเบาโล่งสบายตัวสุดๆไปเลยครับ ที่มีของแถมก็คือปลานับหมื่นพันมันมากินอาหารที่หน้าผมน่ะสิ มหัศจรรย์มาก เพราะมันมามากมายจริงๆ อิ่มอร่อยบนความทุกข์ของผม ฮ่า ฮ่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เมื่อวานเป็นวันที่น่าเบื่อมาก เพราะว่างจนเซ็ง โทรไปหาจิ๋ม ผมบ่นว่าเสียดายที่ไม่ได้กลับบ้านวันนี้ (แต่ผมก็มีเหตุผลที่ทำให้ตัวเองช้ำใจเล่นก็คือ ต้องเป็นนักเรียนที่ดีครับ ต้องทำงานวันจันทร์ก่อน ดีไหมล่ะ ช้ำเลย) นั่งๆนอนๆดูทีวี เข้า G2K จนกระทั่งเที่ยงจึงลงไปกินข้าวมันไก่ ร้านที่ปั้นข้าวเป็นก้อนๆนั่นแหละ กลับมาตอนบ่ายก็นอนจนอืด จนกระทั่ง 5 โมงก็โทรหาเท้งและพี่โต้งเพื่อจะพาเขาไปกินข้าวร้านที่เคยไปกับพี่การ์ตูนมา อยู่ใกล้ๆที่พักพวกเขาด้วย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                วันนี้ผมสั่งปลาหมึกผัดน้ำพริกเผาและผัดผัก ทั้ง 2 อย่างราคา 15 เหรียญ กินกันอย่างอร่อย เท้งขอตัวเพราะท้องไม่ดี ส่วนหนุ่มติดกาแฟแมลงดาวอยู่ที่ Clarke Quay ผมกับพี่โต้งเลยจัดการเรียบ ปรากฏว่ามีเรื่องน่าแปลกใจเป็นที่สุดก็คือ ค่าข้าวฟรี ไม่คิดตังค์ครับ งานนี้งงหนัก เพราะที่นี่คือสิงคโปร์ ทุกอย่างมีราคาทั้งนั้น แต่นี่กินข้าวฟรี แถมคนขายยังมีอัฒธยาศรัย อัธยาศัยดี (ผมสะกดถูกหรือเปล่าหนา วานผู้รู้ช่วยตรวจสอบด้วยนะครับ) เลยอิ่มทั้งพุงและอิ่มใจ (แก้ไข 10 กย. 50 ครับ) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                กินเสร็จก็นั่งรถบัสกลับบ้าน ช่วงนี้พี่โต้งไม่มีกะจิตกะใจจะทำอย่างอื่น เพราะต้องปั่นงานวิจัยให้เสร็จ นี่ก็เหลืออีก 10 วันก็ได้กลับบ้านแล้ว ส่วนผมกลับที่พักก็ดูทีวีจนเที่ยงคืน จริงๆก็มีงานที่ต้องทำครับ คือการเขียนหนังสือของภาควิชา ที่เขาตั้งใจจะทำขายชาวบ้าน ผมรับเรื่องอุ้งเชิงกรานโผล่แลบ แต่ผมมีความคิดไม่ตรงกับเขาตั้งแต่ต้นแล้ว เป็นต้นว่า คงขายไม่ได้ ตลาดเล็ก อีกอย่างที่คลินิกก็มีแผ่นพับให้ความรู้อยู่แล้วมากมาย ชาวบ้านเขาต้องการอ่านที่สั้นๆได้ใจความมากกว่าหนังสือเป็นเล่มๆ แต่ผมอาจคิดผิดก็ได้ เพราะที่นี่สิงคโปร์ครับ ไม่ใช่เมืองไทย แต่นั่นแหละคนไข้ส่วนมากที่นี่เป็นคนแก่นะครับ อีกทั้งส่วนใหญ่ใช้ภาษาจีนมากกว่า ประเภท โหว่ แหม โหว่ โล่ว เนี่ยว หรือ โหว่ แหม โหว่ สิง ฝัง กันทั้งนั้น แล้วใครจะอ่าน ผมจึงยังไม่มีอารมณ์ศิลปินเขียนบทความได้ ตามประสาคนขวางคลองตามเดิมนั่นแหละครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เช้าวันอาทิตย์วันนี้ตื่นนอนแต่เช้า เพราะนัดคุณหมอลุปน่า registra ของหน่วยคนใหม่แทนชาฟาลี เรานัดกัน 8 โมงเช้า ซึ่งเราไม่มีคนไข้ urogynae เลย มีอยู่ 2 คนก็เป็นคนไข้มะเร็งมดลูกของอาร์เธอ (คนไข้พิเศษ) คนไข้หลังคลอดของครูหาญที่เป็นไข้เลือดออก แต่นั่นก็ทำให้ผมหงุดหงิดอีกครั้ง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                หมอที่นี่ดูคนไข้จากผลเลือดผลแล็บเสียเป็นส่วนมาก นี่คือข้อสังเกตของผมที่มีมานานแล้ว วันนี้ก็เหมือนกัน เรามาถึงคนไข้ของอาร์เธอ เธอเป็นมะเร็งมดลูกที่มีปัญหามากมาย เป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ตับอ่อนอักเสบ เพิ่งผ่าตัดเสร็จไป 5 วัน เราดูที่แฟ้มพบว่า คุณหมอ MO ให้การวินิจฉัยว่าคนไข้เป็นปอดอักเสบ และสั่งการรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะเป็นแบบฉีด แต่ประทานโทษ คนไข้สบายดี ไม่ไอ ไม่หอบเหนื่อย ไม่มีไข้ เสียงปอดปกติทั้ง 2 ข้าง ผมก็ถามดันดีว่าทำไมจึงส่งตรวจ x ray คำตอบคืออาร์เธอบอกว่าหลังผ่าตัดคนไข้ได้น้ำเยอะ กลัวหัวใจวาย ทั้งๆที่คนไข้สบายดี แล้วเป็นไงครับ ถูกวินิจฉัยว่าเป็นปอดอักเสบไปเลย ผมล่ะสุดเซ็ง อีกเรื่องคือการตรวจเบาหวานจากการเจาะเลือดปลายนิ้วคนไข้ทุก 4 ชั่วโมง ตอนนี้ผลเลือดก็ค่อนข้างดี ผมกับดันดีจึงคิดว่าเราน่าจะดูห่างๆ แต่อาร์เธอไม่ยอม เธอบอกว่าต้องทุก 4 ชั่วโมง เจาะปลายนิ้วไม่เจ็บหรอก ผมได้ยินดังนั้นถึงกับฉุน ใครว่าไม่เจ็บ ผมล่ะเกลียดที่สุดกับการเจาะเลือดปลายนิ้ว ปลายประสาททั้งนั้น และจากการดูมาตลอดพบว่าการเจาะเลือดในคนไข้คนนี้ไม่ได้เปลี่ยนการรักษาเลย สุดท้ายแล้ววันนี้ผมไม่ได้ประโยชน์จากการมา round เลย อุเบกขาไว้ครับ ที่นี่สิงคโปร์ไม่ใช่บ้านเรา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ตอนเที่ยงเท้งโทรมาหา บอกให้ไปกินกันที่ Golden Mile ผมเลยออกเดินไป ฝนตกพรำๆ แต่ก็เดินได้อย่างสบายไปตามถนน Victory ออกถนน North Bridge ไม่นานก็ถึง ใช้เวลาราวๆ 20 นาทีเท่านั้น ผมต้องดินผ่านกุโบด้วย หนาวเชียว ผมกลัวผีคร๊าบ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                กินส้มตำ ลายหมูและหมูย่างสุดนุ่มเสร็จก็ออกเดินทางกัน วันนี้พี่โต้งไม่ได้มา เพราะยังทำวิจัยไม่เสร็จ นี่ก็เหลืออีกประมาณ 1 สัปดาห์กว่าแล้ว เลยเครียดใหญ่ ส่วน 3 เรา หนุ่ม เท้งและผมก็ออกเดินทางต่อไป จุดหมายเราคือ Mustafa ผมคิดว่าเราน่าจะเดินไปกันได้ แต่ฝนเจ้ากรรมดันตกตลอด เป็นอันว่าต้องไปด้วยรถไฟฟ้าที่สถานี Lavender ไปออกที่ Bugis จากนั้นก็เป็นหน้าที่ผมนำทางไป ถิ่นผมนี่นา ฝนหยุดตกแล้ว ผมพาเพื่อนเดินไปทางตลาดขายของเก่า เพราะเป็นที่ผมชอบมาเดินเล่นเสมอ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ที่ Mustafa หนุ่มต้องการมาซื้อเสื้อกีฬา Adidas ของทีมฟุตบอลเชลซีที่เขาชื่นชอบ เห็นว่าราคาถูกกว่าที่บ้านเราหลายบาทมาก แต่นั่นก็คือประมาณ 1200 บาทเข้าไปแล้วครับ ออกจากห้างนี้เราก็เดินเล่นไป ถ่ายรูปไปจนถึงสถานี Little India แล้วกลับมาที่ห้องพี่โต้งกับหนุ่ม เราพบว่าพี่โต้งยังไม่กลับจากโรงพยาบาลเพราะเก็บข้อมูลยังไม่เสร็จ เรียกให้กลับก็ไม่ยอม น่าสงสารจริงๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เรานั่งๆนอนๆจนทุ่มหนึ่งก็ออกไปกินข้าวกันที่ Chinatown พี่โต้งกลับมาแล้วแต่ไม่ยอมไปด้วย เพราะว่ามึนข้อมูล อาการนี้เรียกว่า เมา data” ครับ ไม่ใช่เมาเบียร์ ฮา