สวัสดีครับทุกท่าน
สบายดีกันไหมครับ..... วันนี้ขอเขียนเกี่ยวกับเรื่อง การศึกษา อีกซักนิดนะครับ เพราะว่าได้ยินประโยคต่างๆ เหล่านี้กันค่อนข้างบ่อย ได้แก่
ความรู้ คู่คุณธรรม (นั่นคือ มีความรู้ไม่พอ ต้องมีคุณธรรมอยู่ด้วย)
การศึกษาทำให้คนมีความรู้
ตั้งใจเรียนนะลูกจะได้เป็นคนดีของสังคม
ฯลฯ
ดูๆ แล้ว เหมือนว่า จะมีคำอยู่สามคำหลัก ได้แก่ การศึกษา ความรู้ คุณธรรม
ผมเลยขอตั้งนิยามของตัวเองว่า
การศึกษา = ความรู้ + คุณธรรม
จึงขออนุญาตขยายความสมการนี้ดังนี้คือ
การศึกษาที่ดีนั้น จะต้องมีการให้หรือทำให้เกิด ความรู้ และคุณธรรม
มีความรู้ หรือ คุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง จะทำให้การศึกษาไม่สมบูรณ์ เพราะ ความรู้ เกิดในสมอง คุณธรรมเกิดในใจ
การศึกษาที่สมบูรณ์ ต้องพัฒนาทั้ง สมองและจิตใจไปพร้อมๆ กัน
หากมีความรู้ แต่ไม่มีคุณธรรม ไม่สามารถจะเรียกว่า มีการศึกษาได้ เพราะมีแต่สมองแต่ไม่มีใจ ก็อาจจะนำความรู้ไปใช้ในทางที่ผิดพลาดได้ เกิดความเสียหายต่อสังคมได้
หากมีแต่คุณธรรม แต่ไม่มีความรู้ ก็มีใจที่ดี แต่ขาดปัญญาหรือสมอง อาจจะทำให้ตามคนไม่ทัน ไม่ทันเกมส์คนโกง
การให้การศึกษาที่ถูกต้องนั้น เป็นการให้ความรู้คู่คุณธรรมอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าผู้เรียนและผู้สอนนั้น จะหยิบสองส่วนนั้นมาให้อย่างสมดุลหรือไม่
การศึกษา อาจจะเรียนเอาจากวัดก็ได้สำหรับชาวพุทธ ก็ได้ทั้งความรู้คู่คุณธรรม
หรืออาจจะเรียนเอาจากคนที่ดีๆ ปราชญ์ชาวบ้าน ในชุมชนก็ได้ พร้อมการถ่ายทอดคุณความดีผ่านรุ่นสู่รุ่น ให้กับคนในชุมชนก็ได้ ได้ทั้งความรู้ ได้ทั้งคุณธรรม
ดังนั้น คนที่มีการศึกษานั้น ไม่ได้หมายถึงคนที่เรียนสูงนะครับ หรือต้องมีปริมาณปริญญามากกว่าหนึ่งใบนะครับ สำหรับผมแล้วไม่จำเป็นต้องมีกระดาษรับรอง ขอให้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็นแล้วเป็นคนดี ทำประโยชน์กับสังคมได้ คนๆนั้น ผมว่าก็มีการศึกษาแล้ว ไม่ด้อยกว่าคนดีที่จบได้รับปริญญาเลย
-
ผมเน้นความหมายในระบบคิดที่พอจะคิดได้แค่นี้ครับ ท่านญาติมิตรเห็นด้วยหรือแย้งอย่างไร เชิญบรรเลงได้เลยนะครับ
ขอบพระคุณมากครับ
เม้ง สมพร ช่วยอารีย์
สวัสดียามดึกที่เมืองไทยจ๊ะน้องเม้ง ณ เยอรมัน
ขอบคุณครับ
สวัสดียามเย็นครับพี่สะมะนึกะ
สวัสดีน้องเม้ง
สวัสดีครับพี่บางทราย
คุณค่าของการศึกษา อยู่ที่การเปลี่ยนความรู้ไปเป็นการกระทำที่ดี+มีประโยชน์ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่นได้ครับ หากรู้แล้วไม่ได้ทำ การมีที่ผู้รู้ผู้นี้อยู่หรือไม่ ก็ไม่ต่างกันเลยครับ
หลักสูตรการศึกษามาตรฐาน มุ่งเน้นไปที่การให้ความรู้พื้นฐานเพื่อดำรงชีวิตอยู่ให้ได้ แต่ในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นการตอบคำถาม what (เพื่อสอบ เพื่อให้ผ่านหลักสูตร) ไม่ค่อยมีใครก้าวไปที่ how (how ทดลอง = what + action) ยิ่งกว่านั้น การข้ามไปสู่ why ยิ่งน้อยลงไปใหญ่ why เป็นเรื่องของการวิจัย เป็นการสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และสร้างองค์ความรู้ใหม่
เป็นเรื่องพิลึกเช่นกันที่จะบอกให้ "เด็ก" ที่ยังไม่มีเป้าหมายในชีวิตมาทำวิจัย แต่ว่า inquisitive minds ควรบ่มมาตั้งแต่เด็ก
หากเป็นการเรียนรู้ที่ได้ผล เวลาเรียนควรเข้าใจมากกว่าผู้สอน เวลาอ่านควรเข้าใจมากกว่าผู้เขียน เป็นเรื่องพิสดารมากที่เวลาอ่านหนังสือแล้วเชื่อตามผู้เขียนทั้งดุ้น ทั้งๆ ที่ผู้เขียนไม่ได้รู้จักเราเลย ไม่ได้เข้าใจสภาวะแวดล้อม/ข้อจำกัดของเราเลย
เวลาอ่านหนังสือ เราสามารถอ่านแล้วค้นหาประเด็นที่ดีในสิ่งที่ผู้เขียนพยายามจะสื่อ แล้วนำมาปรับให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม/ข้อจำกัดของเราได้ นั่นแหละคือที่ผมหมายความว่ารู้มากกว่าผู้เขียน เป็นความรู้ที่เกิดความความเข้าใจในสิ่งใหม่+สิ่งที่เป็นอยู่ จนนำไปสู่การกระทำที่เกิดประโยชน์ได้
เราควรจะเลิกเรียนเหมือนฟังนิทานเสียทีครับ นอกจากความรู้คู่คุณธรรมแล้ว ความรู้ควรจะคู่กับการกระทำด้วย คุณธรรมกำกับการกระทำ แต่ถ้าคุณธรรมที่ไม่มีการกระทำ ก็จะไม่ช่วยให้ความรู้เป็นสิ่งที่มีค่าสมกับที่ได้ลงทุนร่ำเรียนมา ต่อให้เรียนฟรีก็ต้องลงทุนในเวลาครับ
สวัสดีครับคุณ Conductor
สวัสดีครับคุณ Conductor
หลักสูตรการศึกษามาตรฐาน มุ่งเน้นไปที่การให้ความรู้พื้นฐานเพื่อดำรงชีวิตอยู่ให้ได้ แต่ในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นการตอบคำถาม what (เพื่อสอบ เพื่อให้ผ่านหลักสูตร) ไม่ค่อยมีใครก้าวไปที่ how (how ทดลอง = what + action) ยิ่งกว่านั้น การข้ามไปสู่ why ยิ่งน้อยลงไปใหญ่ why เป็นเรื่องของการวิจัย เป็นการสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และสร้างองค์ความรู้ใหม่
สวัสดีค่ะคุณเม้งขออนุญาตนำบล็อกเข้าแพลนเน็ตนะค่ะ ขอบคุณคะ
</ul>
สวัสดีค่ะ
เม้ง สมพร ช่วยอารีย์
มีกัลยาณมิตรแนะนำว่าน่าจะมาเยี่ยมบันทึกนี้... ลองอ่านไปทั้งของอาจารย์เม้งและท่านอื่นๆ ก็รู้สึกว่า งั้นๆ ...
ในความว่า งั้นๆ จะต้องขยายความ ... หมายความว่า สำนวนและแนวคิดทำนองนี้ผู้เขียนเคยอ่านเคยเห็นมามาก แต่ยังคงเป็นจริงน้อยในสังคมไทย........
ใน ผลูปมสูตร ได้จำแนกผลไม้ออกเป็น ๔ กลุ่ม กล่าวคือ
บุคคลากร องค์การ และรูปแบบทางการศึกษาของไทย เมื่อมองดูจากภายนอกมักจะคล้ายผิวผลไม้ที่สดใสน่าดูชมควรแก่การรับประทาน... แต่ภายในจะหวานหอมหรือเน่าแฟะ ก็ต้องเข้าไปสัมผัสเองในแต่ละบุคล องค์การ และรูปแบบนั้นๆ...
ก็บ่นแค่นี้ก่อน มีโอกาสอาจจะมาบ่นอีก....
เจริญพร
</ul>
</ul>
</ul>