ตื่นนอนแต่เช้าด้วยอาการไม่สบายตัวอีก 1 วัน แต่ดีขึ้นกว่าเมื่อวานนี้หน่อยนึงตรงที่ไม่ค่อยไอแล้ว ส่วนอาการเจ็บคอ เป็นหวัด คัดจมูก และหายใจไม่ค่อยออกยังคงเป็นอยู่ แค่นี้ สบายมาก เพราะ เป็นอาการปกติเวลาที่ผู้วิจัยแพ้อากาศอยู่แล้ว
เมื่อวานนี้ผิดเวลา (แต่ไม่ผิดแผน) ไปพอสมควร
จากที่ตั้งใจไว้ว่าจะเดินทางไปให้ถึงเถินไม่เกินบ่าย 3 โมง
พอถึงเวลาจริงๆกว่าจะไปถึงก็บ่าย 4 โมงนิดๆแล้ว เพราะ
มีโปรแกรม (ที่ไม่คาดฝัน) เข้ามา คือ
ต้องเดินไปไปสถานีตำรวจเพื่อ (ช่วย)
ไกล่เกลี่ยในคดีที่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ถูกทำร้าย
พอไปถึงสถานีตำรวจต้องรออีกเป็นชั่วโมงกว่าจะพร้อมกันทุกฝ่าย
ข้อสรุปที่ได้ก็คือ คนที่ถูกสงสัยว่าเป็นคนร้าย
กลับไม่ใช่คนร้าย เพราะ
นักศึกษาที่ถูกทำร้ายยืนยันว่าไม่ใช่คนที่ตำรวจไปตามตัวมา
นักศึกษารวมทั้งผู้วิจัยและอาจารย์พิมพ์จึงช่วยกันขอโทษคนที่ถูกสงสัย
รวมทั้งผู้ปกครองของคนที่ถูกสงสัยด้วย
เรื่องจึงจบลงด้วยดี
ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับผู้วิจัยกับอาจารย์พิมพ์ก็ได้บอกให้นักศึกษาระวังตัว
และต่อไปอย่าได้ไปเที่ยวในที่อโคจรอีก เพราะ
สถานที่แบบนั้นไม่เคยส่งผลดีกับใคร
พอขับรถไปถึงเถิน พี่นก (ยุพิน) ก็รออยู่แล้ว
ผู้วิจัยกับอาจารย์พิมพ์จึงรีบขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ที่ผิดเวลาจากที่นัดเอาไว้ตั้งเป็นชั่วโมง
พี่นกบอกว่าไม่เป็นอะไร ห่วงแต่ว่าจะหลงทาง
(มือระดับนี้แล้วไม่มีทางหลงค่ะ เพราะ มาหลายครั้งแล้ว)
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาหลังจากที่ทักทายกันแล้ว
ผู้วิจัยก็เริ่มพูดคุยตามที่ตั้งวัตถุประสงค์เอาไว้
สำหรับวัตุประสงค์แรกนั้น
ในการเดินทางมาครั้งนี้ก็เพื่อมาเยี่ยมเยียนและพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการทำงานต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร
รวมทั้งมาชวนพี่นกให้ไปร่วมประชุมสัญจรด้วย
ในส่วนของแนวทางการทำงานนั้น
ผู้วิจัยได้บอกกับพี่นกว่าต่อไปจะลงมาทำกิจกรรมที่ระดับกลุ่มและสมาชิกมากขึ้น
ซึ่งพี่นกเห็นด้วย
เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วผู้วิจัยจึงได้ขอร้องและกำชับให้พี่นกมาร่วมประชุมสัญจรของเครือข่ายฯในวันที่
22 มกราคม นี้ให้ได้ ซึ่งพี่นกก็รับปาก
(แต่สังเกตจากสีหน้าเหมือนมีอะไรอยู่ในใจสักอย่างหนึ่ง
ซึ่งพอคุยไปคุยมาผู้วิจัยก็พบสิ่งที่อยู่ในใจของพี่นก
แต่ขอไม่เล่าให้ฟังนะคะ ขอรู้กันแค่ 3 คน คือ
พี่นก อาจารย์พิมพ์ และผู้วิจัย
ไม่ใช่ไม่ไว้ใจนะคะ แต่บางเรื่องก็เล่าไม่ได้
ดังนั้น
จึงเป็นหน้าที่ของผู้วิจัยและอาจารย์พิมพ์ในการหาวิธีจัดการกับความในใจของพี่นกให้ได้ค่ะ
ซึ่งคิดว่าไม่น่ายาก แต่จะแก้ได้หรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่งค่ะ)
นอกจากนี้แล้วในการพูดคุยพี่นกยังบอกว่าในตอนนี้อยากจะทำในเรื่องการขยายจำนวนสมาชิกมาก
อยากได้งบประมาณมาจัดอบรมวิทยากรขยายผล
ในส่วนของความต้องการข้อนี้ผู้วิจัยบอกกับพี่นกว่าไม่มีปัญหาอยู่แล้ว
เพราะ
เป็นเป้าหมายหนึ่งในการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาองค์กรของเราอยู่แล้ว
ขอแต่ให้พี่นกไปร่วมประชุม เพื่อที่จะได้ระดมความคิดเห็น
ความรู้ต่างๆที่มี ซึ่งจะนำไปสู่การจัดทำแผน
และการปฏิบัติในที่สุด
สำหรับวัตถุประสงค์ข้อที่สองนั้น
ผู้วิจัยตั้งเอาไว้ว่าในการไปคุยกับพี่นกก็เพื่อถอดความรู้ในเรื่องของการทำบัญชีทั้งในระดับเครือข่ายฯ
และระดับกลุ่ม ทั้งนี้เพราะ
ผู้วิจัยและอาจารย์พิมพ์รู้สึกสับสนและยังไม่ค่อยเข้าใจระบบการแยกกองทุนสักเท่าไหร่
เนื่องจากในระยะหลังมีกองทุนต่างๆ
แยกย่อยออกไปอีกหลายกองทุน
แต่เนื่องจากการประเมินในเรื่องของเวลาแล้ว
หากจะศึกษาให้เข้าใจคงจะไม่ได้หลับได้นอนกัน
ผู้วิจัยจึงขอความรู้คร่าวๆก่อน
หลังจากนั้นจะเอาไปศึกษาควบคู่กับแผนที่ภาคสวรรค์
แล้วค่อยมาลงรายละเอียดกันอีกทีหนึ่ง
ข้อสรุปที่ได้จากการพูดคุยกับพี่นก คือ
การแบ่งกองทุนในระดับกลุ่ม มีทั้งหมด 8 กองทุน
แต่ผู้วิจัยคิดว่ามี 9 กองทุน เพราะ
จากการไล่กองทุนของพี่นก เมื่อผู้ศึกษาเอามาศึกษาอีกที
พบว่า พี่นกลืมกองทุนหมุนเวียนไป 1 กองทุน
(กองทุนหมุนเวียน คือ
กองทุนที่สมาชิกที่ต้องการกู้ยืมเงินจะต้องออมต่างหาก
ไม่เกี่ยวกับกองทุนสวัสดิการ ดังนั้น
บางกลุ่มก็จะมีกองทุนหมุนเวียน ในขณะที่บางกลุ่มก็ไม่มี
ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละกลุ่ม แต่ยังไงซะ
เพื่อความมั่นใจและความถูกต้อง
ผู้วิจัยจะตรวจสอบในเรื่องกองทุนอีกครั้งหนึ่งค่ะ)
กองทุนทั้ง
8
ประกอบด้วย
1.กองทุนสวัสดิการชุมชน ประกอบด้วย เงินสมทบรายปี 50
บาท/ปี (สำหรับคนทำงาน) , ค่าธรรมเนียมแรกเข้า 50 บาท/คน ,
เงินออมวันละ 1 บาท
2.กองทุนสวัสดิการคนทำงาน 50 บาท/คน/ปี (หักเข้ากลุ่ม 10 บาท/คน/ปี)
เข้าเครือข่ายฯ 40 บาท/คน/ปี
3.กองทุนทดแทน นำมาจากค่าธรรมเนียมแรกเข้าของสมาชิก 50
บาท/คน สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของสำนักงาน
4.กองทุนสวัสดิการครบวงจรชีวิต 50%
จากเงินออมวันละบาทของสมาชิกในแต่ละเดือน
5.กองทุนธุรกิจชุมชน 30%
จากเงินออมวันละบาทของสมาชิกในแต่ละเดือน
6.กองทุนสำรอง 20% จากเงินออมวันละบาทของสมาชิกในแต่ละเดือน
7.กองทุนเพื่อการศึกษา 5% นำมาจากกองทุนสวัสดิการครบวงจรชีวิต
8.กองทุนเพื่อการชราภาพ (กองทุนผู้สูงอายุ) 5%
นำมาจากกองทุนสวัสดิการครบวงจร
ชีวิต
ส่วนกองทุนในระดับเครือข่ายฯ นั้น ประกอบด้วย 10 กองทุน
คือ
1.กองทุนสวัสดิการคนทำงานเก็บจากสมาชิก 50 บาท/คน/ปี
(หักเข้ากลุ่ม 10 บาท/คน/ปี) เข้าเครือข่ายฯ 40 บาท/คน/ปี
2.กองทุนทดแทน นำมาจากค่าสมัครขององค์กร (กลุ่ม)
ที่ต้องการเข้ามาเป็นสมาชิกของเครือข่ายฯ เก็บเมื่อแรกสมัคร 500
บาท/กลุ่ม
3.กองทุนกลาง นำมาจากกองทุนสำรอง (ในระดับกลุ่ม) 20%
4.กองทุนร่วม ก็คือ ค่าเฉลี่ยศพ
ซึ่งนำมาจากการเฉลี่ยค่าศพในแต่ละเดือน
ซึ่งแต่ละกลุ่มจะต้องนำเงินกองทุนสวัสดิการมาจ่าย
5.กองทุนวิสาหกิจชุมชน
6.กองทุนหมุนเวียน
7.กองทุนเฉลี่ยความเสี่ยง
8.กองทุนอะไรพี่นกก็จำชื่อไม่ได้ค่ะ
เอาไว้ถ้าผู้วิจัยตรวจสอบได้จะมาบอกนะคะ (สำหรับกองทุนที่ 5-8 นั้น
แตกออกมาจากกองทุนกลาง ใช้วิธีการตั้งกองทุนกลางเป็น 100%
แล้วแบ่งให้กองทุนวิสาหกิจชุมชน 30% , กองทุนหมุนเวียน 30% ,
กองทุนเฉลี่ยความเสี่ยง 30% และกองทุนที่จำชื่อไม่ได้อีก 10%)
9.กองทุนเพื่อการศึกษา 5%
นำมาจากกองทุนสวัสดิการครบวงจรชีวิตของแต่ละกลุ่ม
10.กองทุนเพื่อการชราภาพ (กองทุนผู้สูงอายุ) 5%
นำมาจากกองทุนสวัสดิการครบวงจรชีวิตของแต่ละกลุ่ม
จากที่ไล่กองทุนมาทั้งหมด ผู้วิจัยก็พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้าง
แต่รู้สึกว่าที่เขียนมาจะไม่ถูกทั้งหมดค่ะ
(ความรู้สึกบอกอย่างนั้น
แต่พอดีไม่ได้ติดรายชื่อกองทุนต่างๆมาด้วยก็เลยตรวจสอบไม่ได้)
ยังไงถ้าได้กลับลำปางจะรีบตรวจสอบแล้วนำมาบอกกันใหม่นะคะ
ก่อนจบ
ถ้าจะถามว่าในการไปเถินครั้งนี้ได้ในสิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่
ผู้ศึกษาขอบอกว่าได้มากกว่าที่คิดไว้เสียอีก เพราะ
อย่างน้อยก็รู้ว่าปัญหาที่แท้จริง (บางปัญหา) นั้นอยู่ที่ตรงไหน
การโทรศัพท์คุยกันอย่างเดียวคงไม่พอสำหรับบางกรณี
กองทุนมากจริงๆครับ
อ.อ้อมแกะรอยทำความเข้าใจสถานะภาพกองทุนทั้งตัวเงินและคนทำงาน เข้าใจระบบจัดการทั้งหมดก็จะเห็นภาพรวม
เป็นความรู้สำคัญที่จะช่วยตั้งประเด็นให้เครือข่าย/ กลุ่มจัดการกับขบวนการของตนได้ดียิ่งขึ้น
เข้าใจว่าอ.อ้อมกำลังทำแผนที่ภาคพื้นดินอยู่นะครับ