ในหนังสือผู้จัดการออนไลน์ ที่ประเด็นข่าว “แฉ 30 บาทรักษาทุกโรคเหลว คนไข้ฟ้องแพทย์สูงกว่าเดิมหลายเท่า”  ได้ระบุโดยนายกแพทยสภา ว่าปัญหาข้อผิดพลาดทางการแพทย์ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการฟ้องแพทย์ หรือดำเนินคดีทางอาญา โดยแนะให้ทั้งผู้ป่วยและแพทย์ต้องเปิดเผยข้อมูลตามความเป็นจริง และใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา แต่กลับไประบุว่า 30 บาทรักษาทุกโรคส่งผลให้คนไข้เข้ารพ.เยอะขึ้นมาก ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ยังน้อยมาก เวลาในการตรวจคนไข้แต่ละคนจึงน้อยตามไปด้วย

     จริงเพียงส่วนหนึ่ง แต่ในด้านดีกลับไม่ได้ถูกพูดถึงมากนัก เช่นการที่ "คนจนกล้าไปหาหมอ" มากขึ้นไม่ปล่อยจนอาการเป็นไปมาก "ท่านนำคนไข้มาช้าไป" คำนี้ค่อย ๆ เลือนหายไป มีบ้างไม่ใช่ไม่มีที่ประชาชนใช้บริการเกินความจำเป็น แต่ต้องเชื่อว่าหากสุขสบายดี ไม่มีใครอยากไปหาหมอเพื่อรับการรักษา

     เพราะแนวทางการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (ไม่สนใจว่าเป็นโครงการอะไร) ที่ได้เห็นชุมชนต่างพยายามพึ่งตนเองทางด้านสุขภาพ พยายามสร้างสุขภาพด้วยกลุ่มเครือข่ายเพราะมีงบประมาณลงไปจนถึงแบบนำมาคิดเอง แก้ปัญหาตนเองได้ เมื่อมีอยู่อย่างจำกัดก็เป็นธรรมดาที่สถานพยาบาลเดิมจะมองเห็นงบมาถึงน้อยลง เพราะส่วนหนึ่งได้ลงไปแบบภาคบังคับว่า "เพื่อส่งเสริม และป้องกันโรคในชุมชน" (P&P Comunity)

     แนวทางการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ให้ประชาชนเปลี่ยนจากการรับการสงเคราะห์ มาเป็นเจ้าของสิทธิ ผมมองว่าถูกต้องแล้ว แต่ระบบบริการสาธารณสุขเอง ที่ยังต้องปรับตามอีกมากตามกลไกการเงินการคลังที่เปลี่ยนไป ในส่วนของแพทย์ หรือผู้ให้บริการอื่น ผมได้เคยเสนอไว้ที่บันทึก กรณี คุณดอกรัก เพ็ชรประเสริฐ ซึ่งในข่าวนี้แพทยสภาก็ได้เสนอไว้เช่นกัน แต่ต่างกับผมที่เสนอรวมว่า "ผู้ให้บริการสาธารณสุขในภาพรวม" ครับ ยังมีอีกหลายภาคส่วน เช่น พยายาล ผู้ช่วยพยาบาล หมออนามัย เสี่ยงและเป็นทุกข์ด้วยกันแหละครับ