การเจริญสติปัฏฐาน จึงเป็นการประกอบด้วยสติที่ตามรู้สภาวธรรมทางกายและใจตามความเป็นจริง

ความจริงการปฏิบัติธรรม แม้ว่าจะเป็นในศาสนาพุทธด้วยกัน ก็มีอยู่หลายแนวทาง  หลายสำนัก เมื่อเร็วๆนี้ผู้เขียนได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ตามที่ท่านอาจารย์ คือพระคันธสาราภิวงศ์ แห่งวัดท่ามะโอ ได้เมตตาสอนและฝึกหัดให้

สติ แปลว่า การระลึกรู้

ในแนวทางการเจริญสติปัฏฐาน หมายถึงการระลึกรู้สภาวธรรมปัจจุบันที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้าในปัจจุบันขณะ ไม่ใช่ระลึกรู้เรื่องราวที่ผ่านมาแล้วหรือคิดถึงเรื่องในอนาคต

ปัฏฐาน แปลว่า เข้าไปตั้งไว้ หมายถึงความจดจ่ออย่างต่อเนื่อง

สติปัฏฐาน จึงหมายถึง การระลึกรู้ การตามรู้ การกำหนดรู้ อย่างจดจ่อต่อเนื่อง

การเจริญสติปัฏฐาน จึงเป็นการประกอบด้วยสติที่ตามรู้สภาวธรรมทางกายและใจตามความเป็นจริง

สภาวธรรมทางกาย หรือ รูป คือความเคลื่อนไหวทางร่างกาย เช่นสภาวะพอง-ยุบขณะนั่งกรรมฐาน หรือสภาวะเคลื่อนไหวของเท้าในขณะเดินจงกรม

สภาวะทางจิต หรือ นาม คือ เวทนา หรือความรู้สึกทางกายหรือใจ หรือจิต เช่น การเห็น การรู้สึกร้อน-เย็น จิตที่ประกอบด้วยความโกรธ  จิตที่ประกอบด้วยความโลภ จิตที่ประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน เป็นต้น

การเจริญสติปัฏฐานเปรียบเสมือนกับการดูสายน้ำ

เวลาที่ดูสายน้ำอยู่ จะเห็นสายน้ำไหลไปอยู่ข้างหน้า บางครั้งก็ไหลเร็ว บางครั้งก็ไหลช้า บางครั้งสายน้ำขุ่นมัว แต่บางครั้งสายน้ำก็ใสสะอาด คนดูไม่อาจบังคับสายน้ำให้ไหลเร็วหรือไหลช้า และไม่อาจทำให้สายน้ำใสสะอาดหรือขุ่นมัวตามความต้องการ เพราะเป็นคนละส่วนกัน

นักปฏิบัติธรรมต้องรับรู้ว่าสภาวธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น ๆว่า ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา เป็นสภาวธรรมซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ไม่ควรไปปรุงแต่งให้เป็นไปตามต้องการ หรือนำตนเข้าไปพัวพัน

ตามหลักวิชาการสติปัฏฐาน ๔ สิ่งที่ต้องพิจารณาจะมีสี่อย่าง คือ

 กองรูป  เวทนา จิต และสภาวธรรมมีการเห็นเป็นต้น

  

แต่พระพุทธองค์ทรงเน้นเรื่องการเจริญกายานุปัสสนา หรือ การทำกายาคสติ ในอิริยาบถใหญ่ หรือการ ยืน เดิน นั่ง นอน มากกว่าการกำหนดรู้อย่างจดจ่อต่อเนื่องต่อ เวทนา  จิต และสภาวธรรม พระคันธสาราภิวงศ์ วิปัสสนาจารย์ แห่งวัดท่ามะโอ ได้อธิบายว่าเหตุผลคือ ในขณะที่ รูป คือธาตุกรรมฐานทั้ง ๔ ปรากฏชัดเจนแล้ว นาม คือ เวทนา จิต และสภาวธรรมมีการเห็นเป็นต้น ย่อมจะปรากฏชัดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ

การกำหนดรู้ธาตุกรรมฐานนั้น ตามพระพุทธดำรัสในมหาสติปัฏฐานสูตร กล่าวไว้ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งคือ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ ตามที่ตั้งอยู่ตามที่ดำรงอยู่ โดยความเป็นธาตุว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม มีอยู่ในกายนี้

www.WatTamaoh.com