ในบางครั้ง บางสถานการณ์อาจจะใช้ได้ แต่คงไม่ทุกสถานการณ์ และไม่ทุกกลุ่มเด็กหรอกค่ะ คงขึ้นอยู่กับสภาพเด็กมากกว่า...ว่าเป็นอย่างไร ครูผู้สอนย่อมรู้ว่า ณ สถานการณ์นั้นควรปรับแก้อย่างไรหากเกิดปัญหาขึ้น

                        เมื่อวานนี้ผู้เขียนบันทึกเรื่อง โครงการเยาวชนสัมพันธ์ ” เอาไว้และได้เห็นวิธีการสอนของทีมพี่ๆ ตำรวจในการฝึกระเบียบวินัย  และคุณธรรม จริยธรรม  หลายๆ อย่างให้เกิดกับเด็กๆ   โดยวิธีการสอนเค้าแบบให้เค้าได้รับความกดดัน ร่วมกัน  แล้วเค้าก็จะรู้สึกร่วมกันในการปรับ, เปลี่ยนพฤติกรรม  ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่น่าพึงประสงค์ของสังคมไทยได้  นึกไปนึกมา  อ้าว….มันคล้ายๆ กับครั้งนึงในชีวิตของผู้เขียนด้วยนี่นา               <p>                  ผู้เขียนสอนวิชาภาษาอังกฤษค่ะ  เวลาที่มอบหมายให้เด็กนักเรียนเค้าหาความหมายของศัพท์ยากมาล่วงหน้าตามบทอ่านที่กำหนดให้  แล้วเด็กๆ เค้าไม่หาความหมายของคำศัพท์มาเนี่ยจะเสียเวลาในคาบเรียนต่อไปมาก  เพราะจะต้องให้เค้านั่งค้นความหมายกันใหม่  ทั้งๆ ที่มอบหมายเป็นการบ้านให้ไปทำมา  แต่ไม่ยอมทำ  เลยคิดสร้างสถานการณ์จำลองให้เค้าเจอ  เพื่อปรับแก้นิสัยของความรับผิดชอบของกลุ่มใหญ่  แต่เล่นระบบทีม    ที่เกิดเหตุการณ์นั้นเลย  ประมาณว่าให้โอกาสเค้าได้เจอกับสถานการณ์เสมือนจริงในชีวิตเค้าเอง  แล้วรอการตัดสินใจและพิจารณาจากความคิดของเค้าร่วมกัน  เหมือนกดดันเค้า  มันดูเหมือนจะเป็นละครบทหนักสำหรับครู  แต่ก็ต้องยอมเล่นตามบทบาทนั้น  เพื่อเป็นบทเรียนให้เค้าเลือกเอง ,เห็นเองพบเอง  โดยมีเราประคับประคองอยู่ห่างๆ </p>

          ผู้เขียนบอกกับลูกศิษย์เหล่านั้นว่า ในเมื่อพวกเขาไม่สนใจที่จะเรียน  ครูก็ไม่จำเป็นต้องสนใจพวกเราเหมือนพวกเราเป็นลูกครูอย่างที่ผ่านๆ มาแล้วล่ะ   เราก็คงเป็นได้แค่ผู้สอนและผู้เรียนเท่านั้น  นี่คงเป็นสิ่งที่พวกเราอยากให้ครูเป็น         

             และแล้ว.....ในวันรุ่งขึ้น คาบเรียนแรกของการเริ่มต้นบทละคร  สรรพนามแทนตัวเองของครู  จากเดิม.....ครู.......กลับเปลี่ยนเป็น....ดิฉัน.....และคำที่ใช้แทนชื่อเด็กๆ .....จากเดิม....ลูก,หนู,ผม......กลับเปลี่ยนเป็น......คุณ......   ไม่มีความเป็นกันเองเหมือนก่อน  แต่เป็นการให้เกียรติกันในนามและหน้าที่เท่านั้น  บทเรียนและเนื้อหาวิชาการเหมือนเดิม  แต่ดูเหมือนความห่วงหาอาทรระหว่างครูและศิษย์หายไปประมาณหนึ่ง      

                เค้าเริ่มรู้สึกแปลกๆ จากความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้  มีนักเรียนบางคนรวมกลุ่มกันซุบซิบถึงความเปลี่ยนไปของครูคนเก่าที่เข้ามาพร้อมกับความสนุกสนาน  ร่าเริง  เป็นกันเอง  สิ่งเหล่านั้นมันหายไปไหน  เค้าอดรนทนไม่ได้จึงยกมือถามผู้เขียนว่า  ครูเป็นอะไรไปคะ  สิ่งที่ผู้เขียนตอบกลับไป  คือ  เป็นผู้สอนที่คุณอยากให้เป็น  นั่นคือไม่จำเป็นต้องอบรม, ตักเตือน, สั่งสอนอะไรกันมากมาย         

               ละครเบิกโรงไปประมาณหนึ่งสัปดาห์  เค้าเริ่มร้อนใจจากความกดดันที่แปลกไปไม่เหมือนเดิม  มีความแตกต่างในบรรยากาศของการเรียนที่แตกต่างไปจากห้องอื่น  เลยมีการพยายามส่งตัวแทนมาเจรจาขอครูคนเก่ากลับมาได้ไหม  แต่บทละครยังไม่จบง่ายๆ  จนคนที่เกเรที่สุดรวมตัวกับกลุ่มเพื่อน  บอกไม่ไหวแล้วนะ  ต้องทำให้กลับมาเหมือนเดิมให้ได้  ยกทีมมาทั้งห้องบอกกับผู้เขียนว่าเค้าไม่เอาผู้สอนแล้ว  เอาครูกลับมาดีกว่า  ผู้เขียนเลยขอสัญญาแห่งศักดิ์ศรีว่า......ต่อแต่นี้ไปต้องขยันเรียน  และมีความรับผิดชอบกันทั้งห้อง  เค้าตกลงยอมรับเงื่อนไข  และเค้าก็ปรับตัวได้โดยบทเรียนแห่งความกดดันนั้นเอง          

             ในบางครั้ง  บางสถานการณ์อาจจะใช้ได้  แต่คงไม่ทุกสถานการณ์  และไม่ทุกกลุ่มเด็กหรอกค่ะ   คงขึ้นอยู่กับสภาพเด็กมากกว่าว่าเป็นอย่างไร  ครูผู้สอนย่อมรู้ว่า    สถานการณ์นั้นควรปรับแก้อย่างไรหากเกิดปัญหาขึ้น       

             ผู้เขียนโชคดีที่เด็กๆ  ยอมรับเงื่อนไขและเดินมาตามแนวทางที่วางแผนไว้ในละคร   แต่หากเกิดพลาด....ผิดแผนล่ะก็  คงไม่ให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต   

</span>