ปฏิบัติธรรมกันไปทำไม เพื่ออะไรกันแน่

  ผู้ที่ยังต้องเป็นคนธรรมดา ประกอบสัมมาชีพ มีครอบครัว มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมนี่แหละเป็นผู้สมควรปฏิบัติธรรมเพื่อความสุขสงบแห่งตนเองและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เพราะการปฏิบัติธรรมนั้นคือการเจริญปัญญา ทำให้เราทำงานและอยู่ร่วมกับผู้คนอย่างใช้ปัญญา ไม่ใช่ใช้กิเลสและอารมณ์ขับเคลื่อนชีวิต  

ทุกวันนี้ใครๆก็พากันกล่าวถึงการปฏิบัติธรรม ไม่เฉพาะผู้อาวุโสที่อาจถึงเวลาที่ภารกิจเบาลงจึงมีเวลาเข้าวัด แต่ยังแพร่หลายไปในกลุ่มคนวัยทำงาน เยาวชน แม้แต่อาชีพบันเทิงเช่นดาราก็ยังแสดงตนว่าได้เป็นผู้ปฏิบัติธรรม

แต่ละคนก็มีเหตุผลต่างๆกันในการใฝ่ธรรม เหตุปัจจัยอาจประกอบส่งให้จนถึงมีศรัทธาที่นำไปสู่การไปลงมือศึกษาและปฏิบัติธรรมเพื่ออบรมจิตของตนอย่างจริงจัง

การที่เราสามารถ ควบคุมจิตให้อยู่ภายใต้อำนาจของตนได้ และอบรมฝึกฝนจิตให้มีพลัง ก็จะสามารถละกิเลส โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามหลักของศาสนาพุทธ การเจริญวิปัสสนาภาวนาเป็นแนวทางที่ทำให้ละกิเลสต่างๆได้ เพราะกุศลจะมีกำลังมากกว่าอกุศล ถ้าอกุศลมีกำลังมากกว่า เราคงต้องตกเป็นทาสของความ รัก โลภ โกรธ หลง ถูกอวิชชาหรือความไม่รู้ครอบงำอยู่เสมอ

หลายคนคิดว่าการไปปฏิบัติธรรมคือการปลีกวิเวก ขจัดกิเลสของตนเอง เพื่อความสุข เพื่อสร้างกุศลของตนเอง ละทิ้งสังคมที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา หรือพูดง่ายๆว่าตัดช่องน้อยแต่พอตัว เอาตัวรอดคนเดียว ใครจะเป็นทุกข์ ยากเข็ญ เดือดร้อนเพียงใดไม่ได้อยู่ในการรับรู้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

ผู้ที่ประสงค์ปฏิบัติธรรมอย่างหลุดพ้นทางโลกทั้งทางกายและใจ คือการเป็นนักบวช ผู้เขียนยังไม่เคยเห็นคำสอนทางพุทธศาสนาที่นำผู้นับถือทุกคนให้มุ่งไปในทิศทางนั้น และแม้เป็นนักบวชก็ยังสามารถทำประโยชน์แก่สังคมได้มหาศาล หาใช่การมุ่งตัดตนจากสังคม

ผู้ที่ยังต้องเป็นคนธรรมดา ประกอบสัมมาชีพ มีครอบครัว มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมนี่แหละเป็นผู้สมควรปฏิบัติธรรมเพื่อความสุขสงบแห่งตนเองและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เพราะ การปฏิบัติธรรมนั้นคือการเจริญปัญญา ทำให้เราทำงานและอยู่ร่วมกับผู้คนอย่างใช้ปัญญา ไม่ใช่ใช้กิเลสและอารมณ์ขับเคลื่อนชีวิต

ผู้เขียนพบว่าการปฏิบัติธรรมทำให้มองเห็น เข้าใจกิเลสทั้งของตนเองและผู้อื่น และต้องการพัฒนาจิตใจของตนเองให้เข้มแข็งต่อสิ่งที่มากระทบ ไม่ว่าจะเป็นความรัก โลภ โกรธ หลง การค่อยๆฝึกฝนขัดเกลา ทำให้จากการเป็นคนโกรธง่ายและมักแสดงอารมณ์ ทั้งยังทนไม่ได้กับความไม่เอาไหนของคน(อัตตาสูงมาก) กลายเป็นคนที่เมื่อโกรธปุ๊บ จะรู้ตัวและรีบทิ้งอารมณ์โกรธ กลับเข้าสู่ความเป็นปกติ เมื่อหลุด คือความโกรธครอบงำ ทำให้ใช้วาจาแสดงอารมณ์ในบางครั้ง ก็จะมองเห็นทุกข์ที่โกรธ เกิดความละอายมาก และยิ่งมีความพยายามที่จะปรับปรุงตนเอง  นอกจากนั้นยังสามารถคิดอย่างมีเมตตาต่อผู้ที่ทำผิดพลาดและผู้ที่ยังมีความหนาอยู่ด้วยกิเลส โดยเห็นว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง ทำได้แค่นี้ก็ภูมิใจในตัวเองพอสมควร ไม่นึกว่าตัวเองจะเป็นคนอย่างปัจจุบันนี้ได้

เคยได้ยินได้ฟังเหมือนกันที่ผู้ปฏิบัติธรรมได้เห็นสวรรค์วิมานบ้าง รู้สึกตนว่ามีอิทธิฤทธิ์บ้าง หรือเห็นนิมิตต่างๆนานา แล้วภูมิใจว่าวาสนาดี ทำวิปัสสนาได้สำเร็จ ครูบาอาจารย์ที่เป็นผู้รู้จริงๆท่านจะเตือนว่า แนวทางปฏิบัติที่ไปหมกมุ่นทางนั้นไม่ใช่ทางแห่งการพ้นทุกข์

พระราชวุฒาจารย์ หรือหลวงปู่ ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ เคยกล่าวไว้ว่า สิ่งที่ปรากฏเห็นทั้งหมดนั้น ยังเป็นของภายนอกทั้งสิ้น จะนำเอามาเป็นสาระที่พึ่งอะไรยังไม่ได้หรอก และท่านยังได้ชี้ว่า ที่เห็นนั้นเขาเห็นจริง  แต่สิ่งที่ถูกเห็นไม่จริง

ผู้จะปฏิบัติธรรม อบรมจิตจึงต้องหาครูบาอาจารย์ดีๆที่จะสอนและชี้แนะแนวทางที่นำไปสู่ปัญญาแห่งการพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ไม่ไปเสียเวลากับนิมิตพิสดาร หรือแม้แต่ไม่ไปติดอยู่กับภาวะปีติสุขที่เกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติธรรม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน RiverLife

คำสำคัญ (Tags)#ศรัทธา#ปัญญา#การปฏิบัติธรรม#กิเลส#การพ้นทุกข์

หมายเลขบันทึก: 122661, เขียน: 28 Aug 2007 @ 12:03, แก้ไข, 06 May 2012 @ 10:41, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 22, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (22)

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 28 Aug 2007 @ 12:33
มาร่วมอนุโมทนาสาธุกับข้อเขียนดีๆ ครับ
sasinanda
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 28 Aug 2007 @ 20:51

สวัสดีค่ะอาจารย์นุช

P

หมู่นี้ เราเหมือนห่างๆไปหน่อยนะคะ

พี่เอง วันนี้ว่าจะมีเรื่องใหม่ กลับไม่ค่อยมีอารมณ์เขียนอีกแล้ว

เรื่องคนเลี้ยงหลาน จะลาไปอีก อย่างน้อยก็ 1 อาทิตย์ อาจเป็นเดือน เพราะพี่สาวอีกคนป่วย น้องก็ป่วย พี่ปลอบเขาให้ทำใจดีๆ เขาบอก เขาไม่เคยทำกรรมอะไรเลย ทำไมมีแต่เรื่อง

เลยอธิบายว่า เรื่องของชีวิต เรื่องของกรรม บางทีก็ดูเปิดเผยง่ายๆ บางคราวก็ดูลึกลับ แต่ผลของทุกอย่างต้องมีเหตุ ถ้าได้รู้เหตุก็เป็นของเปิดเผย แต่ที่ลึกลับ เพราะไม่รู้เหตุ อยู่ๆก็เกิดขึ้นเสียแล้ว

ช่วงนี้ คงยุ่งหน่อยค่ะ แต่เข้ามาที่นี่ ก็เย็นดีค่ะ และเห็นด้วยกับข้อความนี้มากค่ะ เหมือนพี่เลย....

ทำได้แค่นี้ก็ภูมิใจในตัวเองพอสมควร ไม่นึกว่าตัวเองจะเป็นคนอย่างปัจจุบันนี้ได้

 

บางทราย
เขียนเมื่อ 28 Aug 2007 @ 23:10

มารับธรรม ครับ

กมลวัลย์
เขียนเมื่อ 29 Aug 2007 @ 06:57

สวัสดีค่ะพี่นุช (คุณนายดอกเตอร์ )

สมัยก่อนนี้ถ้าได้ยินที่หลวงปู่ท่านพูดว่า

ที่เห็นนั้นเขาเห็นจริง  แต่สิ่งที่ถูกเห็นไม่จริง

คงไม่เข้าใจอย่างมาก...  แต่วันนี้รู้สึกดีขึ้น เพราะเข้าใจในสิ่งที่ท่านพูดมากขึ้น ... เป็นคำพูดที่ลึกซึ้งจริงๆ

สิ่งที่ถูกเห็นนั้นไม่จริง เป็นเพราะสิ่งที่ถูกเห็น ส่วนใหญ่แล้วถูกปรุงแต่งขึ้นโดยผู้เห็นทั้งนั้น... ของสิ่งเดียวกัน เรื่องเดียวกัน..แต่ว่าแต่ละคนกลับเห็นไม่เหมือนกัน... นานาจิตตังค่ะ    ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเจริญปัญญาและเข้าใจสิ่งที่เห็นได้มาก น้อยเท่านั้น

ขอบคุณที่นำคำสอนดีๆ ของหลวงปู่ มาเล่าสู่กันฟังค่ะ  ^ ^

เนปาลี
เขียนเมื่อ 29 Aug 2007 @ 10:17
  • สวัสดีค่ะ คุณ พี่นุช ..

ปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร?  เป็นคำถามที่ใคร ๆ ก็ตั้งขึ้นมา หรือเพื่อหาคำตอบมารองรับในการปฏิบัติของตัวเอง    เพื่อดับทุกข์  เพื่อความสงบสุข  เพื่อปัญญา  หรือเพื่อหลุดพ้น

ถ้าเป็นตัวต้อม  ต้อมคงปฏิบัติเพราะอยากปฏิบัติ  อยากจะรู้สึกได้ถึงความสงบ  นิ่ง ๆ  ความสบาย    น่ะค่ะ

ยุวนุช
เขียนเมื่อ 29 Aug 2007 @ 12:44

สวัสดีค่ะคุณพลเดช P ขอบคุณมากค่ะที่ให้เกียรติมาแวะเยี่ยมและร่วมอนุโมทนา

ได้อ่านเรื่องน่ารู้และสนุกๆจากการเดินทางและใช้ชีวิตในต่างประเทศจากบล็อกของคุณหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยแสดงตัวเลยมั้งคะ ต่อไปแวะไปเยี่ยมแล้วจะแสดงตัวบ้างค่ะ เมื่อก่อนยังมะงุมมะงาหรา ไม่ได้นำบล็อกของหลายท่านที่ตัวเองชอบอ่านมาเข้าแพลนเน็ตของตัวเองค่ะ จนเมื่อทำอะไรได้คล่องขึ้นก็ลืมไปเลย

 ต้องขอบคุณที่แวะมาทำให้ทราบว่าตัวเองพลาดอะไรขออนุญาตนำมาขึ้นเลยนะคะ จะได้ไม่พลาดเรื่องดีๆอีกต่อไป

ยุวนุช
เขียนเมื่อ 29 Aug 2007 @ 13:30

สวัสดีค่ะคุณพี่ศศินันท์ นั่นซีคะหมู่นี้ไม่ค่อยได้พบกัน แต่คิดถึงกันเสมอค่ะ

ไม่มีคนช่วยเลี้ยงหลานพักใหญ่ คงจะทำให้คุณพี่ยุ่งมากเลยนะคะ แต่ก็ป็นการยุ่งที่มีความเต็มใจและความสุข นุชมีคุณอาอายุหกสิบเก้าปีแต่แข็งแรง ปิ๊งราวคนอายุยังไม่หกสิบ ก็มีกิจกรรมดูแลหลานสาว รวมทั้งขับรถ ไปรับไปส่งโรงเรียนให้ลูก บอกว่าเป็นความสุขค่ะ

คนส่วนมากพอประสบปัญหาในชีวิต มักพูดว่าไม่เคยทำกรรมอะไร ทำไมเรื่องเช่นนี้เกิดกับตนได้ คนเหล่านี้มักมองอะไรแบบไม่ละเอียด ที่จริงการป่วยเป็นปกติของมนุษย์ ใครๆก็ป่วย ดูแลตัวเองไม่ดีก็ป่วย แม้การกินอาหารประจำวันหากไม่ถูกต้องก็ป่วยได้ เกิดจาก "กรรม"หรือการกระทำของตัวเองแท้ๆ กรรมจากอดีตที่ลึกเข้าไปในภพชาติอื่น ยิ่งไม่มีใครรู้ แต่ผลของกรรมที่แสดงในปัจจุบันอาจเป็นส่วนประกอบ

รักษาสุขภาพนะคะและขอให้เบิกบานมีอารมณ์ที่จะเขียนเรื่องใหม่ให้อ่านเร็วๆค่ะ(รออ่านด้วยความคิดถึง)

ยุวนุช
เขียนเมื่อ 29 Aug 2007 @ 13:34

สวัสดีค่ะพี่บางทรายP 

 ขอบคุณที่แวะมาร่วมชุมนุมธรรมนะคะ

หวังว่าผู้เคยปฏิบัติธรรมมามากกว่าเรา มีประสบการณ์การเรียนรู้มากกว่าจะมาช่วยชี้แนะเพิ่มเติมด้วยค่ะ

ยุวนุช
เขียนเมื่อ 29 Aug 2007 @ 13:46

สวัสดีค่ะอาจารย์กมลวัลย์P เหมือนกันค่ะ ภาษาธรรมนั้นกว่าเราจะเข้าใจได้ก็ต้องฝึกปฏิบัติตนมาพอสมควร เพราะเป็นการทำความเข้าใจความรู้ในดินแดนของจิต แตกต่างจากความรู้ทางโลก

ประเด็นที่อาจารย์ยกมานี้สำคัญนะคะว่าคำสอนทางพุทธศาสนานั้นต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เมื่อไม่มีการเรียน การสอน การอธิบาย เด็กก็ไม่เข้าใจสาระ เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เห็นว่าศาสนาเป็นคนละส่วนกับชีวิต

หากเราไม่ปรุงแต่งจิตต่อสิ่งที่มากระทบ เราก็จะได้รับรู้สิ่งนั้นตามความจริงที่เป็นอยู่ กำลังฝึกตัวเองอยู่เรื่อยๆค่ะที่จะไม่ปรุงแต่งจิตต่อคำพูด หรือการกระทำที่ทำให้เราเกิดโทสะ ตั้งใจเสมอว่าต้องทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ

ยุวนุช
เขียนเมื่อ 29 Aug 2007 @ 13:56

สวัสดีค่ะคุณต้อมP ปฏิบัติเพราะอยากปฏิบัติ เพื่อให้ได้ทราบว่าเป็นอย่างไรนั้นดีที่สุดเลยค่ะ เพราะหากปฏิบัติด้วยความอยาก ไม่ว่าจะอยากได้ปัญญา ได้ความสงบ ได้พบทางพ้นทุกข์ ล้วนเป็นไปด้วยความโลภ ก็จะไม่ได้อะไรค่ะ

คือเมื่อมีศรัทธาไปปฏิบัติ จิตได้น้อมที่จะเรียนรู้ในแนวทางที่ครูบาอาจารย์สอน ว่าเป็นหนทางสู่ปัญญาที่พ้นทุกข์ เมื่อเพียรทำไป สิ่งต่างๆจะตามมาเอง ไม่ต้องไปตั้งความอยากไว้ตั้งแต่ทีแรกค่ะ

ที่ท่านอาจารย์ชมว่าพี่ก้าวหน้าได้ดีอาจเป็นเพราะไปปฏิบัติเพื่อเรียนรู้แนวทางนี้ว่าจะเป็นอย่างไร ไม่ได้คาดหวังว่าจะเอาอะไร คุณต้อมก็คงจะเป็นอีกคนที่น่าจะก้าวหน้าได้ดีในการปฏิบัติเพราะไม่มีความโลภในการปฏิบัติ อนุโมทนาในการคิดดีค่ะ

kmsabai
เขียนเมื่อ 29 Aug 2007 @ 14:32

สวัสดีครับอาจารย์

   เป็นคำถามที่โดนใจมากๆครับ

   ตอนนี้ขอเวลาไปคิดต่อก่อนแล้วจะเข้ามาลปรร ครับ   

   ขอบคุณครับ

หมอจิ้น
เขียนเมื่อ 30 Aug 2007 @ 19:18

สวัสดีครับอาจารย์

เห็นด้วยกับ

" ผู้ที่ยังต้องเป็นคนธรรมดา ประกอบสัมมาชีพ มีครอบครัว มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมนี่แหละเป็นผู้สมควรปฏิบัติธรรมเพื่อความสุขสงบแห่งตนเองและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เพราะการปฏิบัติธรรมนั้นคือการเจริญปัญญา ทำให้เราทำงานและอยู่ร่วมกับผู้คนอย่างใช้ปัญญา ไม่ใช่ใช้กิเลสและอารมณ์ขับเคลื่อนชีวิต "

อย่างนี่แหละครับยิ่งต้องฝึก เพราะ กิเลส มันมากเหลือเกิน

อย่างที่หลวงปู่ดุลย์ ท่านบอก

ท่านยังได้ชี้ว่า ที่เห็นนั้นเขาเห็นจริง  แต่สิ่งที่ถูกเห็นไม่จริง

  ชอบมากครับ ขอบคุณครับ

สวัสดีค่ะ

เมื่อวานมีโอกาสสนทนาธรรมกับพระอาจารย์

ท่านถามดิฉันว่าได้ปฏิบัติธรรมบ้างไหม

ดิฉันจึงบอกท่านว่า ปฏิบัติบ้างแต่ไม่ได้ทำสมำ่เสมอและมีข้อสงสัยว่า ทำไมเราจะต้องเดินจงกรม นั่งสมาธิ เพื่ออะไร ยังมีข้อสงสัยอยู่ตลอด

พระอาจารย์ท่านก็ตอบว่า เราทำเพื่อให้เรารู้จักตนเอง ให้รู้ตัวเองว่าตอนนี้เราทำอะไร ให้มีสติ คนส่วนมาก ชอบรู้จักคนอื่นแต่ไม่รู้จักตนเอง

ดิฉันเริ่มเข้าใจขึ้น แต่ยังปฏิบัติได้เป็นบางครั้ง  เวลานอนไม่หลับ

มีน้องคนหนึ่งที่นั่งอยุ่ด้วยเลยบอกว่า  หนูไปลองปฏิบัติธรรม ูเพราะหนูมีข้อสงสัยแบบพี่ี่นีแหละ

พี่ต้องลองฝึกดู

ดิฉันเริ่มคิดว่า...

จะเริ่มอย่างสม่ำ่เสมอตอนไนหดี 

ยุวนุช
เขียนเมื่อ 30 Aug 2007 @ 23:06

สวัสดีค่ะคุณหมอPkmsabai แห่งเมืองปาย ดีใจจังที่คุณหมอให้เกียรติแวะมาอ่าน ทำให้ได้ตามไปอ่านบล็อกของคุณหมอค่ะ ยอมรับว่าไม่สามารถอ่านได้ทั่วทุกๆบล็อก ของทุกๆคน ทั้งๆที่เป็นเรื่องดีๆทั้งนั้นนะคะ ได้อาศัยการผลัดกันแวะเวียนทำให้ขยายวงออกไปเรื่อยๆค่ะ

ได้ไปเขียนความเห็นในบล็อกของคุณหมอไว้แล้ว เผื่อเป็นประเด็นให้ได้แลกเปลี่ยนกันต่อไปค่ะ

ยุวนุช
เขียนเมื่อ 30 Aug 2007 @ 23:20

สวัสดีค่ะคุณหมอจิ้นP ใช่ค่ะเป็นธรรมดาที่มนุษย์เรามีกิเลสเยอะมากและคุ้นชินกับกิเลส พระท่านว่าจิตกับกิเลส เหมือนปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำ ก็สำราญบานใจดี พอจะให้แยกกิเลสออก ใหม่ๆจิตจะทุรนทุรายรู้สึกเหมือนให้ปลาขึ้นบก แยกจากน้ำ ผิดธรรมชาติ ทำให้เราต้องฝึกให้จิตมีพลัง

คิดว่าการที่คุณหมอและคุณพยาบาลสนใจธรรมะ นี่วิเศษถึงสองต่อเลยนะคะ ประการแรกคือทำให้ช่วยผู้ป่วยได้โดยตัวเองไม่เป็นทุกข์เครียดไปกับงานจนเกินไป และประการที่สองคือความชุ่มเย็นแห่งธรรมะนั้นยังได้แผ่ไปยังผู้ป่วยผ่านการรักษาที่เปี่ยมเมตตา บวกการให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ เป็นการทำงานที่สร้างกุศลบารมีจริงๆค่ะ

ยุวนุช
เขียนเมื่อ 30 Aug 2007 @ 23:35

สวัสดีค่ะคุณอุบลP คำถามของคุณอุบลที่ถามพระอาจารย์แล้วได้คำตอบส่วนหนึ่งมา คงได้อ่านอีกส่วนเป็นคำอธิบายที่ตัวเองได้มาจากการปฏิบัติที่วัดท่ามะโอ เพิ่งนำเรื่องขึ้นบล็อกค่ะ

การปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอคงเป็นเรื่องยากสำหรับผู้มีภารกิจ มีครอบครัว ตัวเองคิดว่าขั้นแรกน่าจะเป็นการเรียนรู้การปฏิบัติที่มีแนวทางที่ถูกต้องก่อน แล้วจึงกลับมาฝึกต่อที่บ้าน ที่ทำงาน ทำให้บ่อยเท่าที่จะทำได้ (ได้ไปเขียนแสดงความเห็นเรื่องการปฏิบัติธรรม-เจริญสติที่บล็อกของคุณหมอkmsabai ลองตามไปอ่านนะคะ และได้รู้เรื่องเจริญสติจากผู้รู้หลายท่าน ชอบมากเลยค่ะ)

ที่สำคัญคือต้องลงมือทำด้วยตนเอง จะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดค่ะ

Sasinand
เขียนเมื่อ 30 Aug 2007 @ 23:43

สวัสดีค่ะ

ลืมบอกไปค่ะ รูปใหม่สวยจังค่ะ สวยใสเลย และพอดีไปทำบุญในกองทุนยาสำหรับพระที่อาพาธทั่วไปเลย เอาบุญมาฝากค่ะ

และมีข่าวดี  ได้คนเลี้ยงใหม่แล้วค่ะ ดีค่ะ จะได้ไม่ต้องไปกำกับคนเลี้ยงสำรองมากนัก พอมีเวลามั่ง จริงๆพี่ก็ไม่ได้ไปลงลึกมาก แต่ต้องไปดูแลค่ะ

 

ยุวนุช
เขียนเมื่อ 31 Aug 2007 @ 15:53

สวัสดีค่ะคุณพี่ศศินันท์P ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ ดีใจด้วยกับข่าวดีมีพี่เลี้ยงหลานคนใหม่แล้ว ได้เบาแรงไปเยอะนะคะ

ขอบคุณในคำชมรูปใหม่ด้วยค่ะ

kmsabai
เขียนเมื่อ 01 Sep 2007 @ 00:34

สวัสดีครับอาจารย์

เข้ามาต่อครับผม

ปฏิบัติธรรมไปเพื่ออะไร

 1. ในช่วงแรกๆของชีวิต  เราทำเพื่อการเลียนแบบคนที่เรารัก นับถือครับ  เพราะว่าเชื่อฟัง  แต่อาจจะยังเข้าไม่ถึง  ไม่เข้าใจถ่องแท้ครับ

  2. ปฏิบัติธรรมเพราะว่าเชื่อเรื่องบุญบาป  และการไปเกิดใหม่ครับ  เพราะรู้สึกว่าตนเองมีกรรมมาก  เกิดมายากลำบาก(ความคิดตอนนั้นครับ)  จึงปฏิบัติธรรมและทำบุญ  แบบว่าทำเพื่อให้เกิดกุศลและอานิสงค์ครับ  ตอนนนั้นเป็นช่วงม1-ม6 ครับ  ทั้งอ่าน  ทั้งนั่งสมาะ  ฟังธรรม  สนทนาธรรม  (ทำตามกุศลกรรมบท 10 ให้ครบทุกๆข้อครับ ยึดตรงนั้น)

 3.ต่อมาเริ่มปฏิบัติธรรม  เพราะว่าอยากจะรู้  จากจะเข้าใจ  อยากจะหาคำตอบที่เป็นอีกทางเลือกของชีวิตครับ  นอกจากความคิดอยากได้  อยากมี  อยากเป็นในเรื่องทางโลก  และวัตถุครับ  แต่ก็ไม่ลึกซึ้งมากครับ  ทำแบบจริงบ้าง  ไม่จริงบ้าง  ได้ผลบ้าง  ไม่ได้บ้าง  แต่ก็รู้สึกว่าเก็บมาเรื่อยๆครับ   อย่างน้อยก็ไม่ถูกกระแสของโลกปัจจุบันพัดพาไปจนไม่สามารถกลับขึ้นมาได้  (จริงแล้วบางทีก็เสียดายเวลาที่ผ่านไปมากครับ  หรือว่าเป็นวิถี เป็นกรรมก็ได้ครับที่ต้องเรียนรู้สิ่งอื่นๆก่อน) 

    ช่วงนี้ ได้ ลปรรกับพี่กะปุ๋มว่า  น่าเสียดาย  เพราะว่าช่วงที่ 2 นั้นไปได้ไกลแล้ว(นั่งสมาธิได้ขึ้นดี)  แต่ว่าถูกอวิชชาครอบงำก่อนครับ.  น่าจะจริงนะครับ  ^_^ **

 

4. ช่วงหลังจบทำงานครับ    ช่วงนี้ต้องถือว่าเป็นยุคทอง  ยุคเฟื่องฟูอีกครั้งของผมครับอาจารย์  แม้ว่าจะเป็นการเริ่มต้น  แต่ก็ได้อาศับของเดิมในการเรียนรู้และก้าวเดิน  รวมทั้งมีท่านอาจารย์ที่เป็นผู้ที่ถือว่ามีความเจริญในธรรม  อย่างมากครับ  คอยเข้ามาแนะนำ  ให้คำสอนเพิ่มเติม(แบบสอบอารมณ์ online ครับ)

     ช่วงนี้เบื้องต้นน่าจะฝึกเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข  และราบรื่น           ไม่ตกเป็นทาส เป็นเหยื่อของอวิชชามากเกินไป  คือพยามรู้เท่าทันให้มากที่สุดครับ  และถ้าฝึกไปเรื่อยๆก้อาจจะเป็นฐานให้เราได้เข้าใจสิ่งต่างๆที่เป็นธรรมชาติ  ที่ควรรู้หรือต้องรู้อีกมากมายครับ(เน้นตามที่ตถาคตทรงแนะนำไว้นะครับ)

    ขอบพระคุณครับ   มาส่งการบ้านครับ

  สุพัฒน์  ปาย

ยุวนุช
เขียนเมื่อ 01 Sep 2007 @ 09:13

สวัสดีค่ะคุณหมอสุพัฒน์ ยินดีมากเลยค่ะที่คุณหมอเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกัน

จะเห็นว่าทางเดินสู่สายธรรมะของคุณหมอนั้นเริ่มด้วยศรัทธา (ข้อ ๑และ๒) แล้วจึงเข้าสู่ปัญญาเป็นลำดับ เป็นสิ่งที่คุณหมอค่อยๆสั่งสมและมีพัฒนาการมากขึ้นเรื่อยๆ ขออนุโมทนาด้วยค่ะ บางคนไม่สามารถพ้นจากขั้นศรัทธาได้ จึงเป็นการปฏิบัติธรรมแค่ขั้นศีล และทาน พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ก็ติดอยู่แค่นั้นจึงยังถูกอวิชชาครอบงำได้ง่าย

ตอนเด็กมากๆอยู่เมืองกาญจน์ วันพระได้ตามคุณยายไปวัด ไปนอนที่วัดเป็นประจำ โดยไม่รู้เรื่องอะไร แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรต่อเลย แม้จนสาวๆ พลังและสมองก็ไปทำอย่างอื่นที่ล้วนเพิ่มอัตตาและส่งเสริมกิเลสด้วยซ้ำไปค่ะ

เพิ่งหันมาสนใจธรรมะ ปฏิบัติธรรมเมื่ออายุมาก เริ่มได้มาแค่ราวห้าปี เพราะเกิดความทุกข์ในชีวิต แล้วพยายามแก้ด้วยอัตตาและปัญญาทางโลกยิ่งทำให้บ้าหนักเข้าไปอีก จนมีผู้เปิดหน้าต่างธรรมให้ลองมองทางสายนี้ดู คงสั่งสมบุญในอดีตมาจึงมีดวงตามองเห็นคุณค่าของธรรมะ เริ่มได้ไม่เท่าไหร่ก็หลุดจากกองทุกข์ นับว่าเร็วมาก ทำให้ยิ่งมีศรัทธาและความเพียรมากขึ้น

การปฏิบัติและ ฟัง อ่านธรรมะนั้น ก็ได้เริ่มอย่างแปลกประหลาด คือผู้ที่มาเปิดหน้าต่างธรรมให้นั้นเป็นสายปริยัติ ที่เรารับได้อาจเพราะความเป็นนักวิชาการของตัวเองที่ความรู้ต้องมีหลักการ ก็ได้ค่อยๆเริ่มทดลองนำข้อธรรมหลักการที่สนทนากันมาใช้กับการใช้ชีวิตประจำวันแค่สองสามเดือนก็มีผู้มาชวนไปปฏิบัติธรรมที่วัด คนชวนเป็นนักวิทยาศาสตร์นะคะ ไปเพราะอยากรู้จริงๆว่าสายวัดป่า ที่มีการทำสมาธิ การเจริญสติโดยการเคลื่อนไหวของหลวงพ่อเทียนนั้นเป็นอย่างไร เคยได้ยินแต่การปฏิบัติแบบนั่งหลับตา ตอนนั้นการเดินจงกรมก็ยังไม่รู้จักเลยค่ะว่าคืออะไร แต่น่ามหัศจรรย์ที่วิธีการปฏิบัติทำให้กิเลสใหญ่ที่มีท่วมใจอยู่ถูกถ่ายเททิ้งไปได้เกือบหมด ทั้งๆที่ก็ไม่ได้เข้าใจเหตุผลของวิธีการเท่าไหร่

ที่ได้มีโอกาสไปปฏิบัติที่วัดท่ามะโอ เป็นสายปริยัติเข้มข้น ทำให้ได้เรียนรู้หลักการ ข้อธรรมในการปฏิบัติ

ตอนนี้ที่ปฏิบัติธรรมจึงเป็นขั้นกำลังปรับศรัทธากับปัญญาเพื่อเรียนรู้การปฏิบัติในทั้งสองสาย ซึ่งมีข้อดีแตกต่างกัน อยากมีความเข้าใจวิธีการของทั้งสายปริยัติและวัดป่า ตามประสาคนในสายวิชาการ ควบคู่ไปกับการได้สร้างปัญญาในการใช้ชีวิตที่มีความสุข ณ ที่ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่อยู่ในอดีต ไม่อยู่ในอนาคต รู้สึกว่าชีวิตโปร่งเบาขึ้นมากค่ะ ทำให้ยังได้ช่วยคนรอบข้างอีกมาก

พอปฏิบัติมากๆเข้าเกิดปัญญา ทำให้การเสพกิเลสคลายรสชาติที่เคยเป็นไปมาก เช่นไปช้อปปิ้งก็ไม่มีรู้สึกว่ามันเพลิดเพลินเหมือนก่อน แม้ว่าบางครั้งกิเลสก็มีอำนาจมากเลยต้องซื้อ ^-^ การชมภาพยนตร์ก็ชมด้วยการมองสัจธรรมของชีวิต ไม่"อิน" ไปกับเรื่อง ไม่เกิดความ"อยาก"อย่างมากในการไปช้อป ไปชมภาพยนตร์ ไปเที่ยวอย่างเมื่อก่อน ไม่ทราบว่าใช่อย่างที่หลวงพ่อเทียนใช้คำว่า "มันจืดไปหมด" หรือเปล่า

ขอบคุณที่มาชวนสนทนาธรรมค่ะ

 

 

 

 

 

สวัสดีครับPคุณนายดอกเตอร์

  • บุญ บาป  เป็นสิ่งเฉพาะตน ฉะนั้นในการที่จะพ้นจากบาป และสั่งสมบุญ ต้องเริ่มจากตัวเราก่อน
  • คนอื่นเป็นตัวช่วย สนับสนุน และผูกพันกันตาม บุญและบาปที่ทำร่วมกันครับ
  • การปฏิบัติธรรมเพื่อให้หลุดพ้น จาก ภพ สาม จะได้ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตาย เกิดอีก แต่กระนั้นเอง ยังต้องมี ตัวช่วยอีก ก็คือ ทาน  ศีล  การปฏิบัติธรรม หรือการภาวนา ถึงจะได้ผลดี
  • การที่จะปฏิบัติธรรมได้ผลดี ต้องปล่อยวางให้ได้ ในช่วงของการปฏิบัติธรรมครับ
  • ถ้าใจเรานิ่ง ใส สงบ ไม่ฟุ้ง ใจเราก็จะรวมได้ดี เมื่อใจรวม หรืออใจหยุด ใจนิ่ง ก็จะเป็นดั่ง จุดเริ่มต้นของการ เข้าสมาธิครับ

 

ยุวนุช
เขียนเมื่อ 13 Sep 2007 @ 13:50
สวัสดีค่ะคุณครูเสือP ได้สนทนาธรรมกับผู้ที่ปฏิบัติมามากกว่าเช่นนี้ ทำให้ได้ข้อคิดที่ดีสำหรับผู้ยังอยู่ในขั้นอนุบาลเช่นดิฉัน ขอบคุณมากค่ะ