ท่านติช นัท ฮันห์ เป็นหนึ่งในบุคคลผู้ริเริ่มนำพุทธศาสนาออกมาสัมพันธ์กับโลกสมัยใหม่อย่างมีพลังและประยุกต์ธรรมให้เหมาะสมกับยุคสมัย ท่านมองว่าชาวพุทธไม่ควรเอาแต่นั่งภาวนาหรือแผ่เมตตาเท่านั้น หากแต่ควรออกไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อนควบคู่กับการเจริญสมาธิภาวนา เพื่อให้จิตใจบังเกิดความสงบ มีสติ เปี่ยมด้วยกรุณาและมีปัญญากระจ่างแจ้ง ทั้งนี้จะเกิดประโยชน์ทั้งตนเองและประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างแท้จริง
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ท่านมองว่าพุทธศาสนามิอาจแยกจากชีวิตได้ การปฏิบัติธรรมมิได้หมายถึงการปลีกตัวออกจากกิจวัตรประจำวัน ทุกอย่างควรจะผสานให้กลมกลืนกับทุกอิริยาบถ ไม่ว่าการกิน การดื่ม การทำงาน ล้วนเป็นโอกาสแห่งการเจริญสมาธิภาวนาทั้งสิ้น </p><p> </p><p> พุทธศาสนาที่สัมพันธ์กับชีวิตและสังคมอย่างแนบแน่น เรียกกว่า Engaged Buddhism ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในปัจจุบันและง่ายในการปฏิบัติ </p><p></p><p> ลองมาเข้าสู่ประตูแห่งความไม่คาดหวังกันดีกว่า !!.... </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> วันนี้คุณลองไปนั่งอยู่ใต้ต้นไม้แล้วหยิบปากกาขึ้นมาแล้วก็เขียนว่า มีอะไรบ้างที่เราทำแล้วมีความสุข…เราจะรู้ว่ามีมากมายเหลือเกิน</p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">“ คราวนี้เราจะรู้ว่าความสุขมีอยู่แล้วในขณะปัจจุบัน ไม่ต้องวิ่งไขว่คว้า สมาธิ คือ การจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างลึกซึ้ง เราก็จะเกิดความเมตตากรุณา สิ่งนี้เองทำให้เรามีความสุขอย่างมากมาย....”</p><p></p><p> คราวนี้กับเหตุการณ์ถูกก่อกวนที่เพิ่งเจอมา...แล้วทำให้เราหงุดหงิดใจ </p><p> </p><p> “ ลองหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ แล้วเราจะเห็นว่า คนที่ทำร้ายคนอื่น เขามีความทุกข์อยู่ในใจ เมื่อเรามองอย่างลึกซึ้ง เราจะไม่สามารถโกรธหรือเกลียดใครได้เลย” </p><p> </p>
ผมเป็นคนหนึ่งที่เริ่มศึกษางานของ หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ครับ
คำสอนของท่านนั้นเรียบง่าย งดงาม เป็นธรรมชาติ ประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน และรับใชสังคมได้อย่างกลมกลืน
ยากที่จะหาบุคคลใดในโลกที่จะทำได้เช่นนี้ เพราะว่าถ้าไม่มีความสามารถและมีปรีชาญานจริงแท้แล้ว ก็อาจจะกลายเป็นลัทธิเนื้องอกที่บ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไปได้
ก็เหมือนท่านอาจารย์พุทธทาส ลองใครทำแบบที่ท่านทำดูซิครับ อาจโดนโห่ไล่พับเสื่อแทบไม่ทันแน่
ท่านเหล่านี้แหละครับที่เป็นเสาหลักค้ำจุนพระพุทธศาสนา ให้เราได้รู้จักพระพุทธศาสนาที่แท้จริง ขาดท่านเหล่านี้หลักพุทธธรรมอาจเลือนหายไปจากโลกนี้เร็วกว่านี้ก็เป็นได้
ขอบคุณสำหรับธรรมะที่มาแจกจ่ายครับ
ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรมครับ
สวัสดีเช้าวันพระค่ะ น้องลูกหว้า
เอาบุญมาเผื่อนะคะ..เพิ่งกลับจากวัดมาค่ะ
อ่านบันทึกนี้แล้ว สบายใจ..ขอบคุณนะคะ
มีหนังสือของท่านเกือบทุกเล่มคะคำสอนของท่านเข้าใจง่าย...
สวัสดีค่ะน้อง
ลูกหว้า
คำสอนของท่านมีเสน่ห์จริงๆ นะคะ
บางทีคนเราก็ลืมไปว่า ในแต่ละวันของเราถ้าสังเกตดีๆ แล้ว มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการนอนตื่นขึ้นมาแล้วสบายดี ไม่เจ็บไข้ หรือการทำงานที่ราบรื่นลุล่วงในแต่ละวัน... หรือ การทานข้าวกับครอบครัว เพื่อนฝูงที่เป็นที่รัก..
ถ้าให้พี่ทำรายการความสุข คงจะยาวเหยียดค่ะ
ขอบคุณที่นำเรื่องดีๆ มาฝากกันนะคะ ^ ^ คิดถึงค่ะ
ตามมาสาธุด้วยคนครับ
การเจริญสติย่อมเป็นสิ่งที่ดีแก่ชีวิตตนเองและผู้อื่นครับ
เรียน อ.ลูกหว้า มาเยี่ยมยาม เรียนรู้ ครับ
ภาพนี้ถ่ายโดยพี่ตุ๋ยค่า พอถ่ายเสร็จพี่ตุ๋ยกลับมานั่งหัวเราะตั้งนาน บอกว่าพี่ลูกหว้าความไวต่อกล้องสูง แม้อยู่บนเวทีเมื่อเห็นกล้องก็หันมายิ้มหวานได้อย่างทันท่วงที หนูก็เลยส่งเสริมให้เด่นยิ่งขึ้นด้วย Photoshop อิ อิ
สวัสดีครับ
....ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ดั่งดอกไม้บาน ภูผากิ่งก้าน ดุจสายน้ำฉ่ำเย็น เช่นนภากาศ อันบางเบา....(บทเพลงที่ไม่อาจบรรยายความรู้สึก)
เรียน อาจารย์ลูกหว้า
มาอยู่ต่างประเทศได้เห็นชัดขึ้นว่า คนที่ทำร้ายคนอื่นนั้นเป็นเพราะจิตใจของเขาเป็นทุกข์ และหาทางออกไม่ได้ ไม่รู้สิคะ อาจเป็นเนื่องจากเจ้าตัวไม่สามารถเข้าถึงศาสนาของตนเอง ทุกศาสนาต่างก็เน้นให้ทำความดี อยู่อย่างสงบสุข หากเรามองชีวิตดีๆแล้ว จริงทีเดียวทีเราไม่สามารถโกรธหรือเกลียดใครได้เลย เพราะเราต่างก็เป็นเพื่อนร่วม เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งนั้น
อ้อมมีข้อสังเกตุนะคะ ว่า คนที่ปฏิบัติธรรมหรือศึกษาธรรมะ หน้าตาจะผ่องใสเหมือนอาจารย์ลูกหว้านี่เลยค่ะ อย่างที่เขาเรียกว่า หน้าตามีบุญ ใช่ไหมคะ เป็นเพราะจิตใจได้ถูกชำระล้างอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง
ขอบพระคุณค่ะ