เวรที่ผูกกันไว้....มิใช่นำความทุกข์มาให้เฉพาะในชาติปัจจุบันเท่านั้น...ยังข้ามภพข้ามชาติไปด้วย
เวรที่ผูกกันไว้......
มิใช่นำความทุกข์มาให้เฉพาะในชาติปัจจุบันเท่านั้น
เวรยังติดตามคนที่มีเวรต่อกัน
......ข้ามภพข้ามชาติไปด้วย
คนที่มีเคยเวรต่อกันมาในอดีต
แม้เพียงได้ยินชื่อก็เกลียดกันเสียแล้ว
หรือเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ดี
ก็เกิดอาการไม่พอใจขึ้นมา
ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักเกี่ยวข้องกันเลย
เวรมีฤทธิ์ทำลายมากมายและยาวนานถึงเพียงนี้
ก็ไม่รู้ว่า.....จะผูกเวรกันไว้ทำไม
พระธรรมกิตติวงศ์
เห็นด้วยเต็สร้อย และกำลังเขียนบันทึก เรื่องเกี่ยวกับการผูกเวรอยู่พอดีเลยค่ะ คนแม้ไม่ชอบธรรมะ แต่ทีสุด ก็ไม่พ้นธรรมะนะคะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ
อืม..เป็นคำอธิบายที่น่าสนใจมากครับ
ก่อนนี้บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
แต่ผมก็คิดว่า
ถ้าเรายังมีความรู้สึกความคิดอย่างนี้ก็แปลว่าเราอาจจะต้องปรับหรุงและพัฒนาจิใจของตนเองอีกเพิ่มครับ
อภัยทาน...และการเข้าไปสำรวจความคิด จิตใจของเราเอง แก้ใขจากภายในให้ถูกต้อง ถูกทางน่าจะเป็นทางออกหนึ่งครับ...ผมคิดว่านะ....
ยินดีที่ได้ ลปรร กันครับ
อืมไม่แน่เหมือนผมเคยเห็นครูพานักเรียนมาตรวจที่อนามัยนะครับ.
ผมก็รักเมืองแปงนะครับ..เพราะว่าต้องไปเดือนละครั้งครับ....
สวัสดีค่คุณหมอ
ทำอย่างไรจะลดความรู้สึก อิจฉาริษยา จองเวรจองกรรม ของมนุษย์ได้ ล่ะคะ สังคมทุกวันมีแต่ความแกร่งแย่งแข่งขัน ผู้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น เพราะต้องเอาตัวเองให้รอดพ้นจากสภาพสังคมที่วุ่นวาย
โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าการพยายามคิดดี พูดดี ทำดี และก็พยายามอยู่กับตนเองให้มาก จะช่วยได้
แล้วครูแอนมีคำแนะนำอื่น ๆ หรือเปล่าค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
พระไตรปิฎกที่มีอุปมากล่าวถึงเรื่องจิต มีปรากฏอยู่มากมาย เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาโลกุตตระ(เหนือโลกีย์)เน้นเรื่องจิตเป็นพิเศษ ดังที่ปรากฎในพระสุตตันตปิฎกที่ ๑๑(เล่มที่๒๐) อังคุตรนิกาย เอกนิกนิบาต ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า
(๔๖) ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนห้วงน้ำที่ขุ่นมัวเป็นตม บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนฝั่ง ไม่พึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบบ้าง ก้อนกรวดกระเบื้องถ้วยบ้าง ฝูงปลาบ้าง ซึ่งเที่ยวไปบ้าง ตั้งอยู่บ้าง ในห้วงน้ำนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะน้ำขุ่น ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักรู้จักประโยชน์ตนบ้าง จักรู้จักประโยชน์ผู้อื่นบ้าง จักรุ้จักประโยชน์ทั้งสองบ้าง จักกระทำให้แจ้งซึ่งวิเศษ คือ อุตริมนุสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ ได้ดวยจิตที่ขุ่นมัว ข้อนี่มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตขุ่นมัวฯ
(๔๗)ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนห้วงน้ำใสแจ๋วไม่ขุ่น บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนฝั่ง พึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบบ้าง ก้อนกรวดและกระเบื้องถ้วยบ้าง ซึ่งเที่ยวไปบ้าง ตั้งอยู่บ้างในห้วงน้ำนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะน้ำไม่ขุ่น ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน รุ้จักประโยชน์ตนบ้าง รู้จักประโยชน์ผู้อื่นบ้าง รู้จักประโยชน์ทั้งสองบ้าง จักทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษ คืออุตริมนุสธรรม คือความรู้ความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ ได้ด้วยจิตที่ไม่ขุ่นมัว ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตไม่ขุ่นมัว
(๔๘) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นจันทน์บัณฑิตกล่าวว่า เลิศกว่ารุกขชาติทุกชนิด เพราะเป็นของอ่อนและควรแก่การงาน ฉันใด ดูภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่อบรมแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นธรรมชาติที่อ่อนและควรแก่การงาน เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตที่อบรมแล้วกระทำให้มากแล้วย่อมเป็นธรรมชาติอ่อนและควรแก่การงานฉันนั้นเหมือนกันฯ
จิตที่ควรแก่การงาน คือจิตที่ผ่านการอบรมแล้ว นั้นก็แปลว่า งานอบรมจิต เป็นพื้นฐานของการสร้างงานใดๆทั้งหมดทั้งมวล เพราะถ้าจิตมีคุณภาพ งานก็มีคุณภาพ ถ้าจิตไม่มีคุณภาพ งานก็ไม่มีคุณภาพ ถ้าต้องการให้งานมีคุณภาพก็ต้องหมั่นฝึกจิตให้มีคุณภาพ..
เวรกรรมมีจริง และมาทันตาเห็นด้วยค่ะ
ไม่ต้องรอชาตินี้ หรือชาติหน้า
...ใครทำกรรมเช่นใด ก็จะได้รับผลเช่นนั้น
การให้อภัยมากครั้งก็จะได้รับความสุขมากขึ้น
......ทำจิต....ให้สงบ .....
แล้วเราจะพบทางที่สว่างนะค่ะ
เป็นกำลังใจคะ