การจัดการความรู้ แบบมัชฌิมาปฏิปทา

การจัดการความรู้ต้องมีอิสระทางความคิด ต้องมีความพึงพอใจที่จะทำด้วยตนเอง เพราะความรู้อยู่ในตัวคน
 

        ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้รู้จักกับคำว่า การจัดการความรู้ ทั้งๆที่ผมและทุกท่านก็จัดการความรู้อยู่แล้วโดยไม่รู้จักคำนี้ และการจัดการความรู้ก็มีหลายระดับ อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว เช่น

  • การจัดการความรู้ระดับโมเลกุล ระดับ DNA
  • ระดับจิตวิญญาณ
  • ระดับธรรมชาติ
  • ระดับปัจเจก
  • ระดับครัวเรือน
  • ระดับชุมชน และ
  • ระดับองค์กร
 

จนกระทั่งมาถึงการจัดการความรู้แบบผิดธรรมชาติ ที่บางคนก็ยังคิดทำกันอยู่ เช่น

  • การจัดการความรู้ตามใบสั่ง
  • ตามคำขอหรือตามคำขู่
  • การจัดการความรู้แบบติดกรอบ หรือ
  • จัดการความรู้ตามแฟชั่น

ซึ่งไม่มีอิสระในความคิดแต่อย่างใด

ทำให้การจัดการความรู้แบบหลังๆ นี้ เป็นหลุมดำของ KM ไม่ค่อยมีประโยชน์

นอกเหนือการทำไปเพื่อถือว่าทำแล้ว คนอื่นจะได้ไม่ดูถูก หรือเพื่อผ่านการประเมิน เท่านั้น

  

        ทำไมการจัดการความรู้ประเภทตามใบสั่ง หรือตามแฟชั่น จึงไม่ค่อยเกิดผลในทางปฏิบัติ ผมพยายามมานั่งคิดดูว่า สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร

  

ผมคิดว่า การจัดการความรู้ดังกล่าว

  • ไม่มีช่องว่างให้ผู้ทำงานได้ใช้ความคิดของตนเองเลยครับ ทุกอย่างต้องทำตามกรอบที่วางไว้
  • มีหลักการ พร้อมกำหนดขั้นตอน
  • ให้ทำตามวิธีการ ทำตามหลักการ ทำตามกรอบที่มีคนวางไว้ให้

แล้วมันจะเกิดเป็นความรู้ได้อย่างไรครับ

ก็ทำงานเหมือนหุ่นยนต์ไขลานอย่างนั้น ไม่ไขลาน หรือหมดลานก็ไม่เดิน

  

        ในความเข้าใจของผม การจัดการความรู้ต้องมีอิสระทางความคิด ต้องมีความพึงพอใจที่จะทำด้วยตนเอง เพราะความรู้อยู่ในตัวคนเท่านั้น ดังที่หลายๆ ท่านชอบสื่อความหมายว่า

  

ระเบิดจากข้างใน ไม่ใช่บีบจากภายนอก

          ข้อแตกต่าง 2 ประเด็นนี้ชัดเจนมาก การระเบิดจากภายใน แสดงว่ามีช่องว่างอยู่ข้างนอก ให้ระเบิดได้ เพราะถ้าไม่มีช่องว่าง ก็คงระเบิดไม่ได้ และการบีบจากภายนอกก็แสดงว่า บีบจนไม่มีช่องว่างให้เหลือที่จะคิด เพราะถูกบีบจนชนแกนในหมดแล้ว ที่ไม่ทราบว่าจะมีช่องว่างให้จัดการความรู้ได้อย่างไร          ประสบการณ์ตรงของผมก็คือ   

ทุกครั้งที่ผมสบายใจ สะดวกใจ ผมจะสามารถสร้างความรู้จากประสบการณ์ สังคม และธรรมชาติรอบตัวได้มากมาย ในเวลาเพียง 1 วัน

  

แต่วันไหนมีเรื่องที่ต้องทำวุ่นไปหมด ผมแทบจะไม่ได้ความรู้ใหม่เลย มีแต่ว่าต้องทำสิ่งที่อยู่ข้างหน้าให้เสร็จเสียก่อน

  

        นี่คือ ประเด็นที่ผมคิดว่า การจัดการความรู้ต้องมีช่องว่างทางความคิด เหมือนกับการเพาะต้นไม้ จากเมล็ด ต้องมีช่องว่างให้กล้าเจริญ ต้นไม้จึงจะงอกได้ ถ้ามีช่องเหลือเฉพาะเมล็ดอย่างเดียว ไม่ทราบว่าเมล็ดจะงอกได้อย่างไร 

     จริงไหมครับ...

  

        ฉะนั้น คุณอำนวย คุณเอื้อ ทั้งหลายครับ

  • ปล่อยให้ทุกคน และโดยเฉพาะคุณกิจมีช่องว่างหายใจสักนิดหนึ่งได้ไหมครับ
  • เพื่อเขาจะได้จัดการความรู้อย่างมีชีวิต มีประโยชน์
  • ไม่ใช่เดินตามที่ท่านชี้ให้เดิน
 

        ผมจึงไม่ค่อยเข้าใจว่า คนที่ไม่เคยเป็นคุณกิจ แต่ถูกใบสั่ง หรือตามตำแหน่งให้เป็นคุณอำนวย จะเดินไปยังไงครับ  คุณกิจ ก็ยังไม่เคยทำ ยังต้องมาเป็นพี่เลี้ยงเขาอีก แล้วใครจะเลี้ยงใครครับ หรือว่า ผมเข้าใจอะไรผิดไปครับ

  

        แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าน่าจะพยายามทำแบบสายกลาง มีช่องว่างพอสมควร (น้อยไปก็อึดอัด มากไปก็ขี้เกียจ) เพื่อให้คุณกิจ มีโอกาสระเบิดจากข้างในครับ แล้วเราจะได้มีระบบการจัดการความรู้ที่มีประโยชน์ และใกล้เคียงกับ KM ธรรมชาติมากที่สุด

           ขอบคุณมากครับ 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้เพื่อชีวิต

คำสำคัญ (Tags)#ความรู้เพื่อชีวิต#มหาชีวาลัยอีสาน#km ธรรมชาติ#พัฒนบูรณาการศาตร์

หมายเลขบันทึก: 121075, เขียน: 21 Aug 2007 @ 18:44 (), แก้ไข: 06 Jun 2012 @ 00:36 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 6, อ่าน: คลิก


ความเห็น (6)

สวัสดีครับท่านอาจารย์ ดร. แสวง รวยสูงเนิน

  • เป็นบทความสั้นๆ แต่อธิบายได้อย่างลึกซึ้ง กินใจ ข้าฯน้อยจริงๆ ครับ
  • แสดงว่าวันนี้อาจารย์สบายใจ ซิครับจึงได้ไอเดียร์ดีๆ มาเล่าสู่กันฟัง

ขอบคุณครับ

สวัสดีครับ อาจารย์

ผมเป็นสมาชิกค่อนข้างใหม่ครับ ได้อ่านบทความสั้น ๆของอาจารย์แล้วเห็นภาพชัดเจนในด้านการจัดการความร้มากครับ

P ดร. แสวง.....

จนกระทั้งปัจจุบันนี้ อาตมาก็ยังไม่รู้ว่า KM เป็นอย่างไร...

เห็นด้วยกับอาจารย์ว่า ถ้าถูกบีบจากภายนอก....

อาตมาไม่ค่อยอยากจะตอบ เมื่อมีใครต้องการให้อธิบายหรือให้เสนอความเห็นในหลายๆ ครั้ง.. อาจเป็นเพราะรู้สึกว่า ถูกบีบจากภายนอก... ก็ได้...

อีกประการหนึ่ง อาตมาไม่ค่อยชอบทำงานทำการเป็นเรื่องเป็นราวในหลายๆ ประการ เพราะอาจจะต้องการ ช่องว่างภายใน ก็ได้...

และเห็นด้วยกับอาจารย์อีกนั้นแหละ ในกรณีว่า ถ้าข้างในมีช่องว่างเกินไปแล้วจะ ขี้เกียจ ... เพราะอาตมารู้สึกว่า ยิ่งว่างก็ยิ่งขี้เกียจ ... ประมาณนั้น

เจริญพร

vee
IP: xxx.88.65.203
เขียนเมื่อ 
จริงครับ ระหว่างความขี้เกียจ กับความตึงเกินไป ผมมีทั้ง 2 อย่างเลย. น่าเสียดายที่มันเอามาชดเชยกันไม่ได้.

สวัสดีครับอาจารย์

  • ที่อาจารย์เปรียบเทียบกับการจัดการความรู้ต้องมีช่องว่างทางความคิดเหมือนกับการเพาะต้นไม้ จากเมล็ด....ช่วยให้คนทำงานเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์อย่างผมสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้นครับ และได้มุมมองเพิ่มขึ้น
  • ประเด็นระเบิดจากข้างใน ไม่ใช่บีบจากภายนอก...ผมนึกถึงสิ่งที่เคยได้ยินว่า ถ้าไม่เห็นทุกข์ก็ยังไม่อยากออกจากทุกข์ 
  • การทำแล้วล้มลุกคลุกคลานก็ยังดีกว่าการพายเรือวนอยู่ในอ่างโดยไม่รู้ตัว เพราะอย่างน้อยก็ยังได้ลองผิด ลองถูก และยึดหลักเจ็บแล้วจำจึงจะมีก้าวไปโดยไม่ต้องไขลานให้....เพราะเป็นการเรียนรู้จากภายในของแต่ละคนเอง
  • ขอบพระคุณครับ

 

เรียน พันธมิตรบล็อก ทุกท่าน

ขอขอบคุณที่เข้ามาเติมเต็ม ให้กับแนวคิดในการจัดการความรู้แบบทางสายกลาง ที่เป็นแนวทางในการพัฒนาที่น่าจะทำให้ทุกฝ่ายบรรลุเป้าหมายรวมได้ดีที่สุด มีความทุกข์น้อยที่สุด และเดินทางไปได้เร็วที่สุด

ผมเชื่อว่าถ้าเรามาทำงานกันในแนวนี้ เป้าหมายการจัดการความรู้ทุกหย่อมหญ้า คงอยู่ไม่ไกล

เพราะ แท้ที่จริงเราก็จัดการความรู้กันอยู่แล้ว แต่อาจไม่ชัดเจนพอ เป้าหมายเลยไม่ชัด และการชี้นำในบางครั้งทำให้เกิดการปิดกั้น

เพราะ

  • การทำงานแบบติดกรอบ
  • การไม่ผสมผสานแนวคิดใหม่ เข้ากับแนวคิดเดิมที่ทุกคนทำอยู่แล้ว
  • ทุกคนงง ว่า KM คืออะไร จนเกิดเป็น หลุมดำทางความคิด

และ ทำให้

  • การจัดการความรู้เดิมสะดุด
  • การจัดการความรู้ใหม่ เกิดภายใต้ความสับสน อึดอัด
  • แต่ต้องทำ เพราะมีคำขอ คำขู่ หรือใบสั่ง

เลย ทำงานแบบภาษาโคราชบ้านผมว่า "ไม่ไปไม่มา"

ผมผ่านเส้นทางแห่งการหลงนี้มาระยะหนึ่ง จนผมงง หยุดคิด แล้วกลับมาทบทวนใหม่

 ดังปรากฏผลที่เขียนมานี่แหละครับ

ท่านสมาชิกบางคนอาจจะเหมือนผมก็ได้ แต่บางท่านอาจแซงหน้าผมไปแล้ว ก็ขอให้นำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนกันก็ดีนะครับ

ถือว่าช่วยๆกันนะครับ

ขอบคุณล่วงหน้าครับ