เพราะ พลังสติ จึงค้นพบแสงสว่างในตัวเองค่ะ สติ ช่วยให้เรารอดพ้น ช่วยให้เราแก้ไขปัญหาได้ ช่วยให้เราทำสิ่งต่างได้สำเร็จ ปัญหาเดียวคือ เรามักไม่ค่อยนึกถึงเขา(สติ)

เรื่องราวดีดี นี้เกิดขึ้น เมื่อตอนไปอาณาปนสติที่สวนโมกข์

เมื่อ ปลายปี 2547 ค่ะ
(ช่วงเดียวกับที่ได้ไปทะเลาะกับตุ๊กแก อ่ะค่ะ จนทำให้เห็น อัตตา และ เข้าใจอนัตตา มากขึ้นอย่างที่เคยเขียนไว้ ใน ตัวเราของเรามีจริงหรือ?)

 

ครั้งนี้ได้พบสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สิ่งหนึ่งในชีวิตค่ะ

นั่นคือ…….. สติ
คำเดียวสั้นๆ แต่ความหมายลึกซึ้งยิ่งนักค่ะ

ซึ่งสำหรับตัวเอง ก่อนหน้านั้น เห็นด้วยค่ะ ว่าสติเป็นของดี มีสตินี่ดีนะ
แต่สารภาพตรงๆนะคะ ว่า
ไม่ได้เข้าไปซาบซึ้งตรึงอยู่ในหัวใจ

จนกระทั่งมาพบประสบการณ์ครั้งนี้ค่ะ

ประสบการณ์ครั้งนี้ ทำให้ รู้ว่า

สติ
เป็นขุมทรัพย์ ขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ เพียงใด
และ ที่น่าดีใจมากๆๆๆ ว่าขุมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่นี้(สติ)

เป็นสิ่งอยู่กับเราเสมอ

ขอเพียงเรานึกถึงเขา(สติ)เท่านั้นเองค่ะ

เขาก็จะมาอยู่กับเราทันที

และ เมื่อเขา(สติ)มา
เรา จะตื่นขึ้น มีชีวิต และ มีพลังอันน่ามหัศจรรย์ เกิดขึ้นค่ะ

เรื่องราวนี้เกิดขึ้น วันที่ 6 ของการฝึกปฏิบัติค่ะ (คอร์สประมาณ 7วันค่ะ )

ตอนเช้าวันนั้นก็เหมือนเดิมค่ะ เหมือนทุกวัน ที่ต้องตื่น ตี 4
แต่ วันนี้ออกจะรู้สึกเกียจคร้านชอบกล
เพราะ วันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดของตัวเอง
จากนั้นจิตที่เต็มไปด้วยกิเลสก็เริ่มทำงาน
“แหม วันเกิดน่าจะนอนอยู่บ้าน ได้ทำตัวสบายๆๆ ได้ไปเที่ยวนู่นนี่ และ ........”
จึงเกิดรู้สึกเหนื่อยๆ(ใจ) กว่าวันอื่นๆ ขึ้นมาซะอย่างงั้นเลยค่ะ

แถมวันนี้หนักกว่าวันอื่นๆ คือ

ได้กินข้าวแค่มื้อเช้ามื้อเดียว มื้ออื่นๆกินเป็นน้ำปานะ

และ ท่ามกลางอารมณ์ของตัวเอง ที่เนือยๆ อืดๆ
วันนั้นก็ดำเนินของมันไปเรื่อยๆๆ
จนมาถึงตอนบ่าย ก็เข้าฟังคำสอนเลกเชอร์ทางเทป
ครั้งนี้ได้ฟังเรื่อง พุทธจริยา การใช้กุศโลบายอันแยบยลในแบบต่างๆ ของพระพุทธเจ้าที่ท่านช่วยให้คนแต่ละคน เกิดดวงตาเห็นธรรม

ตอนนั้นฟังแล้วเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันทีว่า
อ๋อ ของอย่างนี้จริตใคร จริตมัน
ดังนั้น ที่เราเพียรพยายามนั่งสมาธิมานั้น แล้วไม่ค่อยเป็นผล

ก็เพราะว่า วิธีนี้อาจไม่ถูกจริตกับเราก็ได้นะเนี่ย

เมื่อคิดดังนี้ เมื่อถึงชั่วโมงปฏิบัติอิสระ
อย่างกระนั้นเลย ไม่นั่งสมาธิดีกว่า
เพราะว่านั่งที่ไร ไม่หลับ ก็คิดนู่นคิดนี่ พอหยุดคิดนู่นคิดนี่ก็หลับ วนไปวนมา อยู่อย่างนี้

ดังนั้น จึงเริ่มปฏิบัติการใหม่ ค่ะ
คือ เดินจงกรม แต่การเดินจงกรมที่เขาสอนมา ไปกลับไม่ควรไกลเกินไป 25 ก้าวนั้น

สำหรับตัวเองเห็นว่าย่ำไปย่ำมาเห็นทีจะเกิดกิเลสเบื่อขึ้นมาอีก
(เฮ้อเราเนี่ย กิเลส เยอะจริงๆเลย)
จึงคิดวิธีใหม่ค่ะ
คือเดินจงกรม แบบเดินไปเรื่อยๆๆ
แต่เดินด้วยความสงบ มีสติ อยู่กับร่างกาย อยู่กับใจ และ อยู่กับเท้าค่ะ

ก็ออกเดินไปเรื่อยๆ ไปในที่ที่คนอื่นๆเขาไม่เดินกัน
ก็เห็นกิเลสตัวเอง ว่า สนุก เพลิดเพลิน !!!
แต่ก็พยายามรู้ตัวทั่วพร้อมไปด้วย รู้ตัวทั่วพร้อม รู้ตัวทั่วพร้อม

จนมาถึงที่แห่งหนึ่ง ซึ่งดินแข็งมากๆ เดินแล้วเจ็บเท้ามากๆ
มีหนามแหลมๆทิ่มเท้าด้วยค่ะ


แต่ด้วยกิเลส ที่อยากจะลองสำรวจที่ใหม่ๆ
จึงยังคงเดินไปเรื่อยๆเดินมาจนถึงทางซึ่งเป็นทางตัน ไปไม่ได้แล้ว
จึงต้องเดินกลับ


ครั้นจะเดินกลับทางเก่าก็ไม่ไหว เพราะรู้สึกเจ็บเท้ามากๆ
จึงเดินกลับออกอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นทางที่มีหญ้ารกๆ สูงๆ
ตอนนั้นจิตใจเริ่มเต็มไปด้วยความกลัว
และเมื่อต้องเดินเข้าไปในที่หญ้ารกๆ
ความกลัวก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นๆ



จิตตอนนั้นคิดไปถึง งู ยิ่งคิดถึง ก็ยิ่งกลัว
เพราะเคยได้ยินมาว่า แถวๆภาคใต้ งูเยอะ
(ไม่อยากเจอตอนนี้ เจอในฝันก็ว่าไปอย่าง 555 )



ก็เริ่มเห็นจิตตัวเองที่กลัวมากขึ้นๆ
ครั้นจะกลับทางเก่า ก็ทนกับความเจ็บเท้าไม่ไหวแล้ว


จึงตัดสินใจ กลับทางนี้
แม้ว่ากลัวเจอ งู สุดๆ ก็ตาม

ขณะที่ความกลัวกำลังทำงานเต็มที่นั้น
และ ณ ขณะนั้นเอง พระเอก ขี่ม้าขาวก็บังเกิดขึ้นทันใด

พระเอก คนนั้น คือ สติ
สติ ของเรา นั่นเอง


เมื่อ สติมา
ปาฏิหาริย์ ก็เกิดขึ้น
จากจิตที่วุ่นวาย สับสน เครียด เกร็ง ด้วยความกลัว
เมื่อสติ มา

ก็กลายเป็นจิต ที่สงบ นิ่ง มีพลังอันมั่นคง อย่างมหาศาล

เมื่อสติ มา
ความมีชีวิต ก็มา
เพราะ การเดินครั้งนี้ เป็น การเดินที่ตื่น ตื่นตัวอย่างมาก
เต็มไปด้วยการรู้ตัวทั่วพร้อมในทุกย่างก้าว
จึงเป็นการเดินที่มี ชีวิต
สัมผัสกับพลังชีวิต ของตัวเอง และ สิ่งแวดล้อมขณะนั้น ในทุกย่างก้าว ทุกขณะ
(ด้วยตอนนั้น แรงผลักดัน คือ ความกลัวๆๆ !!!!)

เพราะการเดินในชีวิตประจำวันทั่วไป
เรามักเดินเพลินๆ ลอยๆ เรื่อย ๆ
คิดนู่นนี่ คิดอดีต คิดอนาคต คิดถึงคนนั้น คนนี้ สิ่งนั้น สิ่งนี้
จิตไม่ได้อยู่กับสิ่งรอบตัว ไม่ได้อยู่กับตัวเอง ณ ขณะนั้น
ตกอยู่ในภวังค์ของอะไรบางอย่าง
คล้ายดั่งคนหลับใหล อยู่ในความฝัน ครึ่งหลับครึ่งตื่น คล้ายดั่งคนเดินละเมอ

การเดินจงกรมครั้งนี้ เป็นการเดินที่แปลกประหลาด
กลายเป็น จงกระโดด แหยงๆๆ ไปตามจุดต่างๆที่พื้นไม่รก
และ ด้วยพลังแห่งสตินี้ ได้นำพา ตัวเอง รอดออกมาจากพงหญ้า โดยสวัสดิภาพ


และ ขณะที่จิตมีสติ นั้น
สัมผัสได้ถึงพลังในตัวเองอันยิ่งใหญ่ มหาศาล
ซึ่งในยามไม่มีสติไม่เคยสัมผัสได้


 

จึงคิดนู่นคิดนี่ ไว้ล่วงหน้าไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัย เพื่อความชัวร์

เนื่องจากเราไม่เชื่อพลังในตัวเอง  

แต่เมื่อ มาสัมผัสพลังแห่งสติ นี้
จึงพบว่า สิ่งที่ช่วยให้เรารอดพ้น ช่วยให้เราแก้ไขปัญหา ช่วยให้ทำสิ่งต่างได้สำเร็จนั้น
ไม่ใช่การคิดนู่นนี่ล่วงหน้า เลย



แต่ เป็นสติ
สติ ช่วยให้เรารอดพ้น ช่วยให้เราแก้ไขปัญหาได้ ช่วยให้เราทำสิ่งต่างได้สำเร็จ

ดังนั้น สติ …… คือ ชีวิต …… คือ ปาฏิหาริย์ ที่มีอยู่จริง
และที่เจ๋งสุดคือ อยู่ที่ตัวเรานี่เองค่ะ
แถมอยู่ตลอดด้วยนะคะ ขอเพียงเรานึกถึง
สำคัญคือเราต้องนึกถึงเขา(สติ) นะคะ

เพราะปัญหาเดียวคือ เรามักไม่ค่อยนึกถึงเขา(สติ)
เรามักหลงลืมเขา
บางทีหลงลืม เป็นวันๆ บางทีเป็นเดือนๆ บางที เป็นปีๆเลยค่ะ


ณ วันนั้น เราน้ำตาคลอด้วยความปลื้มปิติ
ซาบซึ้งตรึงในหัวใจที่สุดค่ะ
ที่ได้พบกับขุมทรัพย์ ขุมพลังทิ่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ที่ไม่ต้องไขว่คว้าอื่นไกลเลย
อยู่ใกล้นิดเดียวค่ะ อยู่ที่ตัวเรานี่เองค่ะ

โลกทั้งโลกตอนนั้น สว่าง สดใส เปี่ยมไปพลังด้วย มีชีวิต ชีวา
เพราะ พลังสติ จึงค้นพบแสงสว่างในตัวเองค่ะ

การพบกับพลังสติ ครั้งนี้
คือของขวัญวันเกิดอันมีค่ายิ่งที่สุดในชีวิตเลยค่ะ

และ เป็นวันครบรอบวันเกิด ที่มีความสุขที่สุด เลยค่ะ
(ยิ่งกว่าการจัดเลี้ยงฉลอง และ คำอวยพรใดๆค่ะ)

วันนั้นซึ้งในพระเมตตา พระกรุณา ของพระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์

ที่ช่วยให้มนุษย์ตาดำๆ และตาสีอื่นๆทุกๆสีในโลกนี้
ได้มีโอกาสพบทางสว่าง
พบทางดับทุกข์ค่ะ


"ท่านติช นัท ฮันห์ เขียนในปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ว่า
การมีสติ เป็นสิ่งอัศจรรย์ ช่วยให้เราเป็นนายตนเอง และ รักษาใจตนเองอยู่ได้ในทุกๆสถานการณ์ เปรียบเทียบกับนักมายากลผู้หนึ่งตัดส่วนต่างๆของร่างกายเป็นชิ้นๆ เอาไว้คนละทิศทาง มือ ไว้ทิศใต้ แขนไว้ทิศตะวันออก และ ขาไว้ทิศเหนือ ฯลฯ และ ด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ร้องเพี้ยงเดียว ส่วนต่างๆของร่างกายก็รวมกันเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียว สู่สภาพปกติ สติก็อุปมาอย่างนั้น มันมีปาฏิหาริย์ที่สามารถเรียกจิตใจที่พุ่งไปร้อยแปดทิศกลับมา และถนอมรวมเข้าเป็นหนึ่ง เพื่อเราจะได้มีชีวิต อยู่ในทุกขณะจิตของชีวิต"
(หนังสือปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ท่านติช นัท ฮันห์ เขียน หน้า 22)



สติก่อให้เกิดพลังอันยิ่งใหญ่
ดุจน้ำในเขื่อน ที่มาอยู่รวมกัน จึงสามารถก่อกำเนิด พลังอันยิ่งใหญ่
จนปั่นไฟฟ้าได้
และถ้าน้ำในปริมาณเดียวกัน เป็นหยดๆ กระจัดกระจาย
คงไม่มีแรงมากพอที่จะปั่นไฟ ได้

จิตเราก็ ฉันนั้น

 

 ขณะนี้ เราก็พยายาม มีชีวิต มีปาฏิหาริย์ อยู่อ่ะค่ะ

ซึ่งทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ส่วนใหญ่ก็ยังเผลออยู่ ยังขาดสติอยู่เรื่อยๆค่ะ
สติ หนอ สติ จง มา จง มา 555

 

 หวังว่าเพื่อนๆ จะได้พบพลังอันยิ่งใหญ่นี้ มากขึ้นๆในทุกขณะของชีวิตเพื่อนๆนะคะ
เพื่อ การมี ชีวิตที่มีชีวิต ….. และนั่น คือ ปาฏิหาริย์ ค่ะ

ปล. บทความนี้ได้แรงบันดาลใจจากสวนโมกข์ จากหนังสือท่านติชนัทฮันต์ ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ หนังสือ ของ OSHO เรื่อง เชาวน์ปัญญาค่ะ และ จากกัลยาณมิตรทุกคนค่ะ