สติ …….. คือ ชีวิต ……. คือ ปาฏิหาริย์

ซันซัน
เพราะ พลังสติ จึงค้นพบแสงสว่างในตัวเองค่ะ สติ ช่วยให้เรารอดพ้น ช่วยให้เราแก้ไขปัญหาได้ ช่วยให้เราทำสิ่งต่างได้สำเร็จ ปัญหาเดียวคือ เรามักไม่ค่อยนึกถึงเขา(สติ)

เรื่องราวดีดี นี้เกิดขึ้น เมื่อตอนไปอาณาปนสติที่สวนโมกข์

เมื่อ ปลายปี 2547 ค่ะ
(ช่วงเดียวกับที่ได้ไปทะเลาะกับตุ๊กแก อ่ะค่ะ จนทำให้เห็น อัตตา และ เข้าใจอนัตตา มากขึ้นอย่างที่เคยเขียนไว้ ใน ตัวเราของเรามีจริงหรือ?)

 

ครั้งนี้ได้พบสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สิ่งหนึ่งในชีวิตค่ะ

นั่นคือ…….. สติ
คำเดียวสั้นๆ แต่ความหมายลึกซึ้งยิ่งนักค่ะ

ซึ่งสำหรับตัวเอง ก่อนหน้านั้น เห็นด้วยค่ะ ว่าสติเป็นของดี มีสตินี่ดีนะ
แต่สารภาพตรงๆนะคะ ว่า
ไม่ได้เข้าไปซาบซึ้งตรึงอยู่ในหัวใจ

จนกระทั่งมาพบประสบการณ์ครั้งนี้ค่ะ

ประสบการณ์ครั้งนี้ ทำให้ รู้ว่า

สติ
เป็นขุมทรัพย์ ขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ เพียงใด
และ ที่น่าดีใจมากๆๆๆ ว่าขุมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่นี้(สติ)

เป็นสิ่งอยู่กับเราเสมอ

ขอเพียงเรานึกถึงเขา(สติ)เท่านั้นเองค่ะ

เขาก็จะมาอยู่กับเราทันที

และ เมื่อเขา(สติ)มา
เรา จะตื่นขึ้น มีชีวิต และ มีพลังอันน่ามหัศจรรย์ เกิดขึ้นค่ะ

เรื่องราวนี้เกิดขึ้น วันที่ 6 ของการฝึกปฏิบัติค่ะ (คอร์สประมาณ 7วันค่ะ )

ตอนเช้าวันนั้นก็เหมือนเดิมค่ะ เหมือนทุกวัน ที่ต้องตื่น ตี 4
แต่ วันนี้ออกจะรู้สึกเกียจคร้านชอบกล
เพราะ วันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดของตัวเอง
จากนั้นจิตที่เต็มไปด้วยกิเลสก็เริ่มทำงาน
“แหม วันเกิดน่าจะนอนอยู่บ้าน ได้ทำตัวสบายๆๆ ได้ไปเที่ยวนู่นนี่ และ ........”
จึงเกิดรู้สึกเหนื่อยๆ(ใจ) กว่าวันอื่นๆ ขึ้นมาซะอย่างงั้นเลยค่ะ

แถมวันนี้หนักกว่าวันอื่นๆ คือ

ได้กินข้าวแค่มื้อเช้ามื้อเดียว มื้ออื่นๆกินเป็นน้ำปานะ

และ ท่ามกลางอารมณ์ของตัวเอง ที่เนือยๆ อืดๆ
วันนั้นก็ดำเนินของมันไปเรื่อยๆๆ
จนมาถึงตอนบ่าย ก็เข้าฟังคำสอนเลกเชอร์ทางเทป
ครั้งนี้ได้ฟังเรื่อง พุทธจริยา การใช้กุศโลบายอันแยบยลในแบบต่างๆ ของพระพุทธเจ้าที่ท่านช่วยให้คนแต่ละคน เกิดดวงตาเห็นธรรม

ตอนนั้นฟังแล้วเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันทีว่า
อ๋อ ของอย่างนี้จริตใคร จริตมัน
ดังนั้น ที่เราเพียรพยายามนั่งสมาธิมานั้น แล้วไม่ค่อยเป็นผล

ก็เพราะว่า วิธีนี้อาจไม่ถูกจริตกับเราก็ได้นะเนี่ย

เมื่อคิดดังนี้ เมื่อถึงชั่วโมงปฏิบัติอิสระ
อย่างกระนั้นเลย ไม่นั่งสมาธิดีกว่า
เพราะว่านั่งที่ไร ไม่หลับ ก็คิดนู่นคิดนี่ พอหยุดคิดนู่นคิดนี่ก็หลับ วนไปวนมา อยู่อย่างนี้

ดังนั้น จึงเริ่มปฏิบัติการใหม่ ค่ะ
คือ เดินจงกรม แต่การเดินจงกรมที่เขาสอนมา ไปกลับไม่ควรไกลเกินไป 25 ก้าวนั้น

สำหรับตัวเองเห็นว่าย่ำไปย่ำมาเห็นทีจะเกิดกิเลสเบื่อขึ้นมาอีก
(เฮ้อเราเนี่ย กิเลส เยอะจริงๆเลย)
จึงคิดวิธีใหม่ค่ะ
คือเดินจงกรม แบบเดินไปเรื่อยๆๆ
แต่เดินด้วยความสงบ มีสติ อยู่กับร่างกาย อยู่กับใจ และ อยู่กับเท้าค่ะ

ก็ออกเดินไปเรื่อยๆ ไปในที่ที่คนอื่นๆเขาไม่เดินกัน
ก็เห็นกิเลสตัวเอง ว่า สนุก เพลิดเพลิน !!!
แต่ก็พยายามรู้ตัวทั่วพร้อมไปด้วย รู้ตัวทั่วพร้อม รู้ตัวทั่วพร้อม

จนมาถึงที่แห่งหนึ่ง ซึ่งดินแข็งมากๆ เดินแล้วเจ็บเท้ามากๆ
มีหนามแหลมๆทิ่มเท้าด้วยค่ะ


แต่ด้วยกิเลส ที่อยากจะลองสำรวจที่ใหม่ๆ
จึงยังคงเดินไปเรื่อยๆเดินมาจนถึงทางซึ่งเป็นทางตัน ไปไม่ได้แล้ว
จึงต้องเดินกลับ


ครั้นจะเดินกลับทางเก่าก็ไม่ไหว เพราะรู้สึกเจ็บเท้ามากๆ
จึงเดินกลับออกอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นทางที่มีหญ้ารกๆ สูงๆ
ตอนนั้นจิตใจเริ่มเต็มไปด้วยความกลัว
และเมื่อต้องเดินเข้าไปในที่หญ้ารกๆ
ความกลัวก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นๆ



จิตตอนนั้นคิดไปถึง งู ยิ่งคิดถึง ก็ยิ่งกลัว
เพราะเคยได้ยินมาว่า แถวๆภาคใต้ งูเยอะ
(ไม่อยากเจอตอนนี้ เจอในฝันก็ว่าไปอย่าง 555 )



ก็เริ่มเห็นจิตตัวเองที่กลัวมากขึ้นๆ
ครั้นจะกลับทางเก่า ก็ทนกับความเจ็บเท้าไม่ไหวแล้ว


จึงตัดสินใจ กลับทางนี้
แม้ว่ากลัวเจอ งู สุดๆ ก็ตาม

ขณะที่ความกลัวกำลังทำงานเต็มที่นั้น
และ ณ ขณะนั้นเอง พระเอก ขี่ม้าขาวก็บังเกิดขึ้นทันใด

พระเอก คนนั้น คือ สติ
สติ ของเรา นั่นเอง


เมื่อ สติมา
ปาฏิหาริย์ ก็เกิดขึ้น
จากจิตที่วุ่นวาย สับสน เครียด เกร็ง ด้วยความกลัว
เมื่อสติ มา

ก็กลายเป็นจิต ที่สงบ นิ่ง มีพลังอันมั่นคง อย่างมหาศาล

เมื่อสติ มา
ความมีชีวิต ก็มา
เพราะ การเดินครั้งนี้ เป็น การเดินที่ตื่น ตื่นตัวอย่างมาก
เต็มไปด้วยการรู้ตัวทั่วพร้อมในทุกย่างก้าว
จึงเป็นการเดินที่มี ชีวิต
สัมผัสกับพลังชีวิต ของตัวเอง และ สิ่งแวดล้อมขณะนั้น ในทุกย่างก้าว ทุกขณะ
(ด้วยตอนนั้น แรงผลักดัน คือ ความกลัวๆๆ !!!!)

เพราะการเดินในชีวิตประจำวันทั่วไป
เรามักเดินเพลินๆ ลอยๆ เรื่อย ๆ
คิดนู่นนี่ คิดอดีต คิดอนาคต คิดถึงคนนั้น คนนี้ สิ่งนั้น สิ่งนี้
จิตไม่ได้อยู่กับสิ่งรอบตัว ไม่ได้อยู่กับตัวเอง ณ ขณะนั้น
ตกอยู่ในภวังค์ของอะไรบางอย่าง
คล้ายดั่งคนหลับใหล อยู่ในความฝัน ครึ่งหลับครึ่งตื่น คล้ายดั่งคนเดินละเมอ

การเดินจงกรมครั้งนี้ เป็นการเดินที่แปลกประหลาด
กลายเป็น จงกระโดด แหยงๆๆ ไปตามจุดต่างๆที่พื้นไม่รก
และ ด้วยพลังแห่งสตินี้ ได้นำพา ตัวเอง รอดออกมาจากพงหญ้า โดยสวัสดิภาพ


และ ขณะที่จิตมีสติ นั้น
สัมผัสได้ถึงพลังในตัวเองอันยิ่งใหญ่ มหาศาล
ซึ่งในยามไม่มีสติไม่เคยสัมผัสได้


 

จึงคิดนู่นคิดนี่ ไว้ล่วงหน้าไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัย เพื่อความชัวร์

เนื่องจากเราไม่เชื่อพลังในตัวเอง  

แต่เมื่อ มาสัมผัสพลังแห่งสติ นี้
จึงพบว่า สิ่งที่ช่วยให้เรารอดพ้น ช่วยให้เราแก้ไขปัญหา ช่วยให้ทำสิ่งต่างได้สำเร็จนั้น
ไม่ใช่การคิดนู่นนี่ล่วงหน้า เลย



แต่ เป็นสติ
สติ ช่วยให้เรารอดพ้น ช่วยให้เราแก้ไขปัญหาได้ ช่วยให้เราทำสิ่งต่างได้สำเร็จ

ดังนั้น สติ …… คือ ชีวิต …… คือ ปาฏิหาริย์ ที่มีอยู่จริง
และที่เจ๋งสุดคือ อยู่ที่ตัวเรานี่เองค่ะ
แถมอยู่ตลอดด้วยนะคะ ขอเพียงเรานึกถึง
สำคัญคือเราต้องนึกถึงเขา(สติ) นะคะ

เพราะปัญหาเดียวคือ เรามักไม่ค่อยนึกถึงเขา(สติ)
เรามักหลงลืมเขา
บางทีหลงลืม เป็นวันๆ บางทีเป็นเดือนๆ บางที เป็นปีๆเลยค่ะ


ณ วันนั้น เราน้ำตาคลอด้วยความปลื้มปิติ
ซาบซึ้งตรึงในหัวใจที่สุดค่ะ
ที่ได้พบกับขุมทรัพย์ ขุมพลังทิ่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ที่ไม่ต้องไขว่คว้าอื่นไกลเลย
อยู่ใกล้นิดเดียวค่ะ อยู่ที่ตัวเรานี่เองค่ะ

โลกทั้งโลกตอนนั้น สว่าง สดใส เปี่ยมไปพลังด้วย มีชีวิต ชีวา
เพราะ พลังสติ จึงค้นพบแสงสว่างในตัวเองค่ะ

การพบกับพลังสติ ครั้งนี้
คือของขวัญวันเกิดอันมีค่ายิ่งที่สุดในชีวิตเลยค่ะ

และ เป็นวันครบรอบวันเกิด ที่มีความสุขที่สุด เลยค่ะ
(ยิ่งกว่าการจัดเลี้ยงฉลอง และ คำอวยพรใดๆค่ะ)

วันนั้นซึ้งในพระเมตตา พระกรุณา ของพระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์

ที่ช่วยให้มนุษย์ตาดำๆ และตาสีอื่นๆทุกๆสีในโลกนี้
ได้มีโอกาสพบทางสว่าง
พบทางดับทุกข์ค่ะ


"ท่านติช นัท ฮันห์ เขียนในปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ว่า
การมีสติ เป็นสิ่งอัศจรรย์ ช่วยให้เราเป็นนายตนเอง และ รักษาใจตนเองอยู่ได้ในทุกๆสถานการณ์ เปรียบเทียบกับนักมายากลผู้หนึ่งตัดส่วนต่างๆของร่างกายเป็นชิ้นๆ เอาไว้คนละทิศทาง มือ ไว้ทิศใต้ แขนไว้ทิศตะวันออก และ ขาไว้ทิศเหนือ ฯลฯ และ ด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ร้องเพี้ยงเดียว ส่วนต่างๆของร่างกายก็รวมกันเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียว สู่สภาพปกติ สติก็อุปมาอย่างนั้น มันมีปาฏิหาริย์ที่สามารถเรียกจิตใจที่พุ่งไปร้อยแปดทิศกลับมา และถนอมรวมเข้าเป็นหนึ่ง เพื่อเราจะได้มีชีวิต อยู่ในทุกขณะจิตของชีวิต"
(หนังสือปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ท่านติช นัท ฮันห์ เขียน หน้า 22)



สติก่อให้เกิดพลังอันยิ่งใหญ่
ดุจน้ำในเขื่อน ที่มาอยู่รวมกัน จึงสามารถก่อกำเนิด พลังอันยิ่งใหญ่
จนปั่นไฟฟ้าได้
และถ้าน้ำในปริมาณเดียวกัน เป็นหยดๆ กระจัดกระจาย
คงไม่มีแรงมากพอที่จะปั่นไฟ ได้

จิตเราก็ ฉันนั้น

 

 ขณะนี้ เราก็พยายาม มีชีวิต มีปาฏิหาริย์ อยู่อ่ะค่ะ

ซึ่งทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ส่วนใหญ่ก็ยังเผลออยู่ ยังขาดสติอยู่เรื่อยๆค่ะ
สติ หนอ สติ จง มา จง มา 555

 

 หวังว่าเพื่อนๆ จะได้พบพลังอันยิ่งใหญ่นี้ มากขึ้นๆในทุกขณะของชีวิตเพื่อนๆนะคะ
เพื่อ การมี ชีวิตที่มีชีวิต ….. และนั่น คือ ปาฏิหาริย์ ค่ะ

ปล. บทความนี้ได้แรงบันดาลใจจากสวนโมกข์ จากหนังสือท่านติชนัทฮันต์ ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ หนังสือ ของ OSHO เรื่อง เชาวน์ปัญญาค่ะ และ จากกัลยาณมิตรทุกคนค่ะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน  ความงดงามแห่งชีวิต

คำสำคัญ (Tags)#ชีวิต#พลัง#สติ#ธรรม#สวนโมกข์#ปาฏิหาริย์

หมายเลขบันทึก: 120486, เขียน: 18 Aug 2007 @ 15:52 (), แก้ไข: 02 Jun 2012 @ 20:18 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 52, อ่าน: คลิก


ความเห็น (52)

สวัสดีค่ะคุณหมอคะ

ดิฉันเคยไปฝึกธุดงค์ 2-3หนๆละ 7 วัน ก็เป็นการฝึกสติอย่างนี้ละค่ะ ช่วงนั้น ไม่ค่อยอยากคุย อยาก ทำใจสงบๆ อยากมีความสุขกับความเงียบ

ดีค่ะ รู้สึกจิตมีพลังแจ่มใสดีมาก คงคล้ายๆคุณหมอนะคะ รู้สึกจะชอบคล้ายๆกันค่ะ

สวัสดีครับ
การมีสติ ดี จริงๆ ครับ.. และ เราจะพัฒนา สติ แบบใด ดีครับ.. ถ้า มีสิ่งที่ต้องคิด ต้องทำ เยอะแยะไปหมด.. ขอบคุณนะครับที่เขียนเรื่องราวดีๆให้อ่าน

 

เห็นด้วยครับกับพลังและอานุภาพของ...สติ...

การอยู่กับตัวเองอยู่กับปัจจุบันทุกขณะจิต สร้างความสงบให้เกิดขึ้นกับจิตใจ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอย่างมหาศาลครับ...

ขอบคุณครับสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์ที่งดงามและทรงคุณค่าครับ...

ขอบคุณมากครับ...

เมื่อพบข้อความของคุณ ดิฉันก็เข้ามาดูทันที มีสิ่งที่คล้าย กับการดำเนินชีวิต ของดิฉันในช่วงนี้เลยค่ะ และไดบันทึก ไว้ในBLOG ของตัวเอง เชิญมาเยี่ยมได้ค่ะ จะได้ช่วยกันยืนยัน ประสบการณ์ เป็นการช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนาค่ะ

ผมไม่คุ้นเคยและลึกซึ้งนักกับข้อคิดอันเป็นปรัชญาทางศาสนา  และบันทึกนี้ก็ทำให้ผมสนใจที่จะอ่านและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง สติ ...

สติ ...  คือ  การตื่นอยู่เสมอ  (หรือเปล่าครับ)

สติและปัญญา...  หรือ ปัญญาและสติ .. น่าจะเป็นกลไกอันสำคัญอย่างมหาศาลต่อการดำเนินชีวิต

ชีวิตที่มีสติ  คือ ชีวิตที่มีชีวิต, มีปัญญา  และตื่นอยู่เสมอ

...
ขอบคุณครับ

เพิ่มเติมอีกนิดค่ะ สตินั้นเป็นความตื่นรู้ตลอดเวลา ใช้สติในการรู้อิริยาบถ หรือรู้อารมณ์จนเป็นหนึ่ง ก็คือทำสมาธิ จากนั้นจึงจะเกิดการรู้ตามจริงเรียกปัญญา ซึ่งแตกต่างจากปัญญา ในการเรียนรู้ทางโลก ผู้ที่จะเข้าใจต้องปฎิบัติ ดิฉันก็เริ่มปฎิบัติเหมือนกัน เรียนรู้กันอีกแบบหนึ่งค่ะ

เข้ามาอ่านจนเพลินเลยครับ  ขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆ จากประสบการณ์จริง

ผู้ที่ทำให้ผมเริ่มสนใจพระพุทธศาสนาแบบเอาจริง  จนปัจจุบันก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น  ก็คือท่านอาจารย์พุทธทาสนี่แหละครับ  ทั้งๆที่ผมเป็นคนใต้  ผมยังไม่เคยไปสวนโมกข์เลยครับ

ก็หวังอยู่ว่าสักวันคงได้ไปปฏิบัติธรรมสักครั้ง

ผมว่าหลักการปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนาก็เน้นที่ตัวสตินี่แหละครับ  เมื่อเรามีสติอยู่ตลอดเวลาการปฏิบัติธรรมก็ต่อเนื่อง มั่นคง  และประสบผลสำเร็จไว

ถือว่าสตินั้นจำเป็นในทุกกรณีของชีวิตเชียวครับ

ธรรมะสวัสดีครับ

P
การมีสติ มีจิตที่สงบ เป็นความแจ่มใส จริงๆค่ะ
สุขใด ไม่เท่าสุขจากความสงบ(ของใจ)
ขอบคุณนะคะ
P
การมีสติดีจริงๆค่ะ
สำหรับการพัฒนาสติ
ความเข้าใจของตัวเองก็คือ
จิต อยู่กับ กาย ใจ และ การกระทำ ในปัจจุบันขณะ ทุกขณะๆ ค่ะ
สำหรับตัวเองพยายามทำอยู่แต่มักเผลอ อยู่เรื่อยๆเลยค่ะ
ชนิดที่รวมกันแล้ววันนึงเรามีสติ ตามรู้ตัวเองทัน วันนึงรวมๆกันแล้วถึง 20 นาทีไหมเนี่ย
ขอบคุณนะคะ
 Mindfulness is growing please. ^__^
P
 การอยู่กับตัวเองอยู่กับปัจจุบันทุกขณะจิต สร้างความสงบให้เกิดขึ้นกับจิตใจ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอย่างมหาศาลครับ...
นี่แหละ ค่ะ ที่ว่าสติ คือ ปาฏิหาริย์จริงๆค่ะ
เพราะ มีสติ ทำให้เกิดพลัง อานุภาพ ได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ
ขอบคุณนะคะ
P
ได้เข้าไปอ่าน บล็อกของคุณ
P
ดีจังค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ^__^
P
สติ เป็นอย่างนั้นจริงๆค่ะ
สติ ทำให้เราตื่นจากการหลับไหล (ด้วยความไม่รู้ ด้วยความคิดซ้ำซาก ด้วยหลงอารมณ์) ค่ะ
นั่นคือการมีชีวิต
และ เมื่อตื่นขึ้นมาจะเห็นความจริง ของตัวเอง ของผู้อื่น และ สิ่งแวดล้อม
นั่นคือ เกิดปัญญาค่ะ
และ ถ้าทำได้ตลอด คือ ตื่นอยู่เสมอ และ มีปัญญาอยู่เสมอค่ะ
ตัวเองทำไม่ค่อยได้หรอกค่ะ
ยังเผลออยู่บ่อยๆๆ ค่ะ
แต่จังหวะ ที่มี สัมผัสถึงพลังอานุภาพจริงๆค่ะ
ลองดู แล้วจะติดใจค่ะ ^__^
ขอบคุณค่ะ

จิตเรา บางครั้ง หยั่งถึง

จิตอื่น จึงยากแท้ หยั่งได้

ใจจิต  จิตร้าย อย่ากรายใกล้

พบจิตใจ ใฝ่ดี ที่G2K

 

  • ขอให้คุณหมอพบแต่สิ่งดีดีในชีวิตนะครับ
P
นมัสการหลวงพี่ค่ะ
ท่านพุทธทาส ทำให้รู้จักแก่นของพุทธศาสนาแท้ๆค่ะ
ทำให้ได้พบทางสว่าง
 ท่านเป็นผู้ที่ทำให้มนุษย์ได้พบทางที่จะพ้นทุกข์
ขอกราบท่านพุทธทาสด้วยใจที่ซาบซึ้งในพระคุณค่ะ
และ ขอบพระคุณท่าน
P
ที่มาแลกเปลี่ยน ทำให้เกิดการเรียนรู้ ค่ะ
P
กลอนไพเราะ ความหมายดีจังค่ะ
จิตเป็นเรื่องซับซ้อนค่ะ
ยากแท้หยั่งถึงจริงค่ะ
เพราะ จิตเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงทุกขณะจิต
มีที่มาหลากหลายซับซ้อนเหลือเกิน
สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้ คือ ตามรู้จัก จิต ไปเรื่อยๆ ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ปล เพลง gotoknow ไพเราะจังค่ะ ชอบค่ะ
หลวงพี่?  คุณหมอกรุณาอย่าให้เกียรติขนาดนั้นเลยครับ  เกิดมายังไม่เคยบวชเลยครับ  ตอนนี้ยังเป็นแค่ฆราวาสธรรมด๊า ธรรมดา ครับ

สวัสดีครับ

        ทำให้ชัดได้เลยครับว่า ในเวลาที่ต้องใช้ศักยภาพของเราอย่างเต็มที่ สติจะต้องเรียกจิตให้กลับมารวมกัน  อย่างท่าน ติช นัท ฮันห์ กล่าวสอนไว้จริง ๆ ครับ

         สติต้องมาพร้อม ๆ กับ สัมปะชัญญะ ด้วยหรือเปล่าครับ   หะหะ  ให้คุณหมอค้นมาเล่าต่อครับ

  • ตามมาฝึกสติครับคุณหมอ เขียนรื่องธรรมมะดีๆให้อ่านเสมอๆๆ
  • ชอบอ่านธรรมมะแต่ว่าไม่ค่อยได้ศึกษา
  • ทำให้จิตตกบ่อยๆๆว่าจะไปเก็บจิตก่อนนะครับ
  • ฮ่าๆๆๆๆ
P
ขอโทษด้วยนะคะ  คุณ ธรรมาวุธ 
P
สติ ถ้ามาพร้อมก้บ สัมปชัญญะ
ถ้ามาด้วยกัน ก็หมายถึง ความรู้สึกนึกคิด ความรู้ด้วยความรอบคอบ อะไรทำนองอ่ะค่ะ
(อันนี้ นำมาจากพจนานุกรมค่ะ อิ อิ)
P
สำหรับตัวเองก็ทำจิตตกบ่อยๆค่ะ ก็คอยเก็บเมื่อมีสติค่ะ
ขอบคุณนะคะ ที่มาอ่านกันค่ะ ^__^  

อ่านแล้วช่วยเตือนให้ตัวเองกลับมามีสติกับตัวเองด้วยดีจัง..  เห็นด้วยมาก ๆ ค่ะ  ว่าสติ  เป็นพลังแห่งการตื่นรู้  ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านมาอยู่ที่กาย ใจของตัวเองจริง ๆ ตอนนี้คงได้แต่ทำเหตุของสติให้เกิดขึ้นบ่อย ๆ เพื่อจะได้เรียนรู้ตัวเองไปเรื่อย ๆ น่ะค่ะ

 ขอบคุณที่แบ่งปันประสบการณ์ที่มีค่ามากนะคะ

  • ตามมาบอกว่าทำไมคุณหมอใจดีจัง
  • หวังว่าคงมีโอกาสได้พบคุณหมอนะครับ
  • ขอบคุณครับ
P
สติ เป็น เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเบิกบาน ที่สุดจริงๆค่ะ
ขอบคุณมากๆนะคะ ^__^
P
ดีใจจังค่ะ ที่  อาจารย์ ขจิต ฝอยทอง มองว่าใจดีค่ะ
อิอิ
ขอบคุณอาจารย์มากๆค่ะ ^__^
  • สวัสดีครับคุณหมอ
  • ........................
  • สติมา   ทุกข์หนี
    สติมี     ทุกข์หมด
    สติลด   ทุกข์มา
  • สติมา  หมาไม่กัด
    สติสะบัด อาจไปกัดกับหมา .. 55555
  • มีสติ จะได้มีสตังค์
    ถ้าสติพัง ระวังจะสตังค์ไม่มี .. อิอิ
  • ขอบคุณครับ
แวะมาเยี่ยมเยียน ผมเห็นจริงเกี่ยวกับประโยชน์ของการมีสติเป็นอย่างยิ่ง จะทำให้เราพัฒนาไปในทิศทางที่ดี สติจะเกิดได้ง่ายและอยู่ได้นานก็ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ
P
ชอบกลอน สติ ของคุณ นายสายลม อักษรสุนทรีย์ จังค่ะ 
ได้ความหมายดีและตลกๆขำๆดีจังค่ะ
เข้าใจเล่นคำ ได้ความหมายค่ะ
ขอบคุณนะคะ
P
โรจน์

เห็นด้วยนะคะ สติจะเกิดได้นาน
ต้องอาศัยการฝึก ฝึก ฝึก ให้มีสติ
ไม่งั้นหลุดแน่ๆค่ะ
ขอบคุณนะคะ
Aj Kae
เขียนเมื่อ 
  • สติเป็นต้นทางแห่งวิมุตติ ขออนุโมธนาที่คุณหมอได้พบทางอันไปสู่ความพ้นทุกข์ครับ
  • อ่านบันทึกคุณหมอรู้เลยว่าตอนอ่านไม่มีสติเลย อ่านแล้วค่อยรู้สึกตัวขึ้นมานิดนึง ขอบพระคุณคุณซัน ซันครับ
P
ตัวเอง เผลอประจำ เกือบตลอดเวลา นะคะ
นึกได้ เป็นทีๆๆ ค่ะ
ฝึกๆๆๆ ปฏิบัติ ตามรู้ อีกเยอะๆเลยค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ

สวัสดีครับ

แวะมาอ่านประสบการณ์ดี ๆ เกี่ยวกับ"สติ"

การมีสติก่อให้เกิดปาฎิหาริย์ จริง ๆ ครับ

 

P
^__^ สติเป็นความมหัศจรรย์ ก่อให้เกิดพลังภายใน
ก่อให้เกิดปาฏิหารย์ จริงๆๆ ค่ะ
แต่ ปัญหา คือ มักเผลอขาดสติอยู่เรื่อยๆๆ นี่แหละค่ะ
^O^
ขอบคุณมากๆๆนะคะ ที่เข้ามาอ่านกันค่ะ
  • ประกาศ ประกาศ
  • คุณหมอหายไปนานมาก
  • เพื่อนๆให้อภัยหมดแล้ว
  • กลับมาได้แล้วครับ
  • ฮ่าๆๆๆๆๆ
  • หนังสือของ OSHO
  • Intelligence
  • Intuition
  • Tao
  • Maturity....
  • อ่านยากครับ อ่านไม่จบ....

ยุทธ อต.
IP: xxx.29.52.251
เขียนเมื่อ 

ตอนนี้กำลังว้าวุ่น  ทำหน้าที่ใหม่  งานใหม่  เครียด  กังวล  ปล่อยวางไม่ได้  ทำไงดี  ช่วยแนะนำหน่อยว่าทำอย่างไร

Panuch
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณหมอ

ดีจัง.... สติมา ... ปัญญาเกิด....ปฎิหารก็ตามมา   อนุโมทนาสาธุบุญ ด้วยค่ะ  น่าสนใจ จังยังหาเวลาที่จะไปปฎิบัติธรรมไม่ได้เลยค่ะ

สวัสดีค่ะ อาจารย์ ขจิต ฝอยทอง หายไปนานมากๆๆจริงๆๆ นะเนี่ย เผลอแป๊บเดียวผ่านไปเป็นปี แล้ว อิ อิ อิ ดีใจจังค่ะ ที่เพื่อนๆให้อภัยหมดแล้ว 555

คุณ กวิน เล่มอื่นๆ ของ โอโช่ ก็ยังไม่ได้อ่านเหมือนกันค่ะ แต่ เล่ม นี้ อ่านแล้ว สำนวนเขา มันส์ๆ แรงๆ แต่ก็ โดนๆ หลายอย่างดีค่ะ

คุณ ยุทธ อต.

ทิ้งคำถามไว้นานแล้ว

ตอนนี้ สถานการณ์อาจดีขึ้นแล้วนะคะ

สำหรับตัวเอง คิดว่า ค่อยๆ ตามรู้ อารมณ์ ความคิด ความต้องการของตัวเองไปเรื่อยๆ อ่ะคะ

เหตุการณ์ภายนอกเราคงทำอะไรไม่ค่อยได้อ่ะคะ

แต่ อย่างน้อย เราตามรู้ ตัวเอง ค่อยๆ รู้จักตัวเองไป มากๆขึ้นๆ ช่วยให้เรา ค่อยๆ เข้าใจตัวเองมากขึ้นๆ

นำมาซึ่งทางเลือกที่เหมาะกับเรามากขึ้นค่ะ

Happy in your mindfulness นะคะ ^__^

คุณ MSU-KM :panatung อนุโมธนาดัวยค่ะ เขาว่า การปฏิบัติธรรมที่แท้ คือ การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เรา สำหรับตัวเอง กำลังพยายามทำ แต่ก็เผลอบ่อยๆๆ อ่ะค่ะ รวมๆแล้ววันนึงที่มีสติ อาจนับได้เป็นวินาที แว่บๆ แว่บๆ แล้วก็เผลอ ไปยาวๆๆ เลย ^O^

  • คุณหมอหายไปนานมากๆๆ
  • เพื่อนๆๆให้อภัยแล้ว
  • ฮ่าๆๆ
  • เอามาฝากจากการอบรมครู

ขอบคูณ อาจารย์ ขจิต ฝอยทอง นะคะ วิวสวยมากๆ และ ถ่ายได้งามมากๆด้วยค่ะ

สวัสดีครับ 18 ส.ค. 2550 ก็ครบรอบวันคล้ายวันเกิดของบันทึกนี้พอดีเลยนะครับ HBD ล่วงหน้าครับ :)

เพราะ พลังสติ จึงค้นพบแสงสว่างในตัวเองค่ะ

อย่างนี้ต้องเปลี่ยน nickname จาก ซันซัน เป็น Lampyridae นะครับเก๋ดี แต่ Lamp คงสว่างไม่เท่า sun นะครับ นึกถึงเสภาขุนช้างขุนแผน ที่พูดถึง Lampyridae เอาไว้ความว่า


เต่าเตี้ยดอกอย่าต่อให้ตีนสูง
มิใช่ยูงจะมาย้อมไม่เห็นขัน
หิ่งห้อยฤๅจะแข่งแสง The sun
อย่าปั้นน้ำให้หลงตะลึงเงา
  

(จำผิดจำถูก เพราะสัญญา ไม่เที่ยงนะครับ) พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า นัตถิ ปัญญา สมา อาภา ไม่มีแสงสว่างใดเสมอด้วยแสงสว่างแห่งปัญญา พระผู้มีพระภาคยังได้ตรัสไว้อีกว่า การมาและการไปของสรรพสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์มนุษย์ มี  ๔ ลักษณะ คือ

ตโม   ตมปรายโน,       ตโม  โชติปรายโน,
โชติ   โชติปรายโน,     โชติ  ตมปรายโน,

มืดมา มืดไป,              มืดมา สว่างไป,
สว่างมา สว่างไป,        สว่างมา มืดไป,

ในนิยายจีน ท่านโพธิธรรม (ปรมาจารย์ตั๊กม้อ) ผู้ไม่รู้บาลีไปเขียนทับศัพท์จากสำเนียงจีนว่า ตโมภิกขุ (ภิกขุผู้มืดบอด -_-'') จริงๆ คำว่า ตั๊กม้อ มาจากคำว่า ธรรมะ (บาลีออกเสียงว่า ทึมึ) 

อ่านบันทึกนี้แล้วก็คิดว่า ดีใจที่คุณหมอ ซันซัน สว่างมา และกำลีงจะสว่าง(ต่อ)ไป ถึงว่าดูหน้าตามีสง่าราศี มั่กๆ ครับ

อ่านที่คุณ กวิน เขียน

ได้สัจธรรม และ ได้ความสว่าง   มาอีกเยอะเลยค่ะ ^O^

ขอบคุณ คุณ กวิน นะคะ ^__^

มาเรียนธรรมะด้วย ได้พบว่า หลายท่านล้วนมีธรรมะประจำตน สาธุ โมทนาค่ะ ดีใจที่ได้รู้จัก P  ขอบคุณค่ะ

ขอบคุณ คุณ krutoiting นะคะ

อนุโมทนาด้วยค่ะ ^^

Handy
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

  พูดถึงสวนโมกข์  ขอแจ้งข่าวว่าผมได้ย้ายกลับมาอยู่บ้านที่ไชยาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้นเมษาฯที่ผ่านมาครับ .. ผ่านไปอีกกรุณาแจ้งข่าวด้วยครับ .. ยินดีเอื้ออำนวย ความสะดวกเต็มที่อย่างธรรมชาติครับ

Handy
เขียนเมื่อ 

ไม่ได้เยนบันทึกมานานเช่นกัน  ตอนนี้พอจะจัดการให้เขียนอะไรได้บ้างแล้ว  เช่น ...

  บันทึกนี้

มีน้ำใจจังค่ะ

ขอบคุณคุณ Handy มากนะคะ

ขอบพระคุณสำหรับบันทึกธรรมครับ

สาธุครับ...

คุณ Phornphon ยินดีค่ะ ^^