GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ฟันเฟืองสำคัญของการพัฒนาองค์กร

ถึงที่สุดแล้วดิฉันพบว่า ตัวบุคลากรแต่ละคนต่างหากเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด หาใช่ระบบไม่

            ดิฉันทำงานในฝ่ายบริการของสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยนเรศวรมานานพอสมควร ที่จริงสำนักหอสมุดได้พยายามนำเอาการประกันคุณภาพหลายๆ ระบบมาใช้ ทั้งการพัฒนา 5 ส (มีการทำบิ๊ค คลีนนิ่ง เป็นระยะ ๆ ) การอบรมการประกันคุณภาพ เชิญวิทยากรมาแนะนำเรื่องการทำประกันคุณภาพ การทำดัชนีชี้วัดคุณภาพการทำงาน การจัดเก็บเอกสารเพื่อเตรียมประเมินตนเอง ไปศึกษาดูงานจากที่ต่างๆ มากมาย การพัฒนาคุณภาพของห้องสมุดก็ดำเนินการมาด้วยดี

             ถึงที่สุดแล้วดิฉันพบว่า ตัวบุคลากรแต่ละคนต่างหากเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด หาใช่ระบบไม่

             ถ้าถามเรื่องการประเมินตนเอง และการประกันคุณภาพห้องสมุด หลายๆ คนไม่เข้าใจว่าการประกันคุณภาพทำไปเพื่ออะไร เพราะหากทุกคนในองค์กรเข้าใจตรงกัน เราจะเห็น และยอมรับความคิดเห็นที่หลากหลายได้ เราจะยอมรับการแสดงความคิดเห็นจากทุกฟันเฟือง ของห้องสมุดอย่างเป็นรูปธรรม อย่างเข้าใจและเต็มใจด้วย เราจะทราบและเข้าใจว่า การสร้างงานร่วมกันนั้น เพียงแค่ทุกคน ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ก็เป็นการประกันคุณภาพที่ยั่งยืนยิ่งกว่าการต้องเข้ารับการอบรม (การอบรมเป็นเพียงเครื่องมือ เท่านั้น)

             นี่เป็นความเห็นของดิฉันเพียงหนึ่งเดียว อยากให้มีการแลกเปลี่ยนที่หลากหลาย เพราะยิ่งแลกเปลี่ยน จะยิ่งเป็นการพัฒนาองค์กรของเราค่ะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 11867
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 5
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (5)

เข้ามาอ่านครับ

           เท่าที่ผ่านมา ตั้งแต่ห้องสมุดเริ่มต้นนำเอาการประกันคุณภาพมาใช้ ตั้งแต่การเชิญวิทยากรมาอบรม อย่าง อจ อภัย ประกอบผล มาให้ความรู้  การได้ไปดูงานจากห้องสมุดต่างๆ รวมทั้งการเข้าร่วมสัมมนา ฟังบรรยาย คิดว่าบุคลากรส่วนใหญ่ได้รับความรู้ ความเข้าใจพอสมควรแล้วนะคะ  ( ระดับปฏิบัติงานอาจยังมีไม่เข้าใจบ้าง เช่น บุคลากรที่มาใหม่ )  อบรมมาก็เยอะแล้ว ควรเริ่มลงมือทำจริงๆจังๆ เสียที     แต่ในความคิดตัวเองคิดว่า เราเหมือนกับการทำๆ หยุดๆ และยังยึดติดกับรูปแบบ คือจริงๆ เราทำประกันคุณภาพตามเกณฑ์ที่มหาลัยกำหนดโดยการทำประเมิน SARนั้นก็ถูกแล้ว แต่ว่าในส่วนของงานของเราเอง มันควรจะทำอะไรมากกว่านั้น เช่นการทำ KPI   สำหรับตัวเองคิดว่า คู่มือประกันคุณภาพของสำนักหอสมุด ฉบับแรกที่อจ อภัยมา guide และทำให้เราได้เป็นรูปเล่มครั้งแรกนั้น เป็นตัวอย่างที่ดี ที่นำมาปรับให้เข้ากับปัจจุบันได้  ในส่วนของงานวิเคราะห์สนเทศเอง  มีความคิดที่จะปรับเกณฑ์ KPI ของงานเหมือนกัน เพื่อให้เข้ากับลักษณะงานและสภาพปัญหาในปัจจุบัน ( มันอยู่ในหัว แต่ยังไม่ได้ลงมือเขียน )  แต่ว่าถ้าห้องสมุดทำ ควรจะทำทุกฝ่าย/งาน  จะเป็นประโยชน์ค่ะ 

      อืมม.. สำหรับห้องสมุด เราเอาหลักแนวคิดการประกันคุณภาพหลายๆแนวมาผสมและประยุกต์ร่วมกันได้ อย่างเช่น ISO , TQM , Balance Scorecard , Mine Mapping    มีวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของดร มลิวัลย์ ประดิษฐ์ธีระ เกี่ยวกับการประกันคุณภาพงานห้องสมุด  ได้ระบุว่ามีหลายห้องสมุดที่ใช้ ISO เช่น ม. ราม ม. ธุรกิจบัณฑิตย์ ฯ  น่าสนใจนะคะ  ( สำเนาไว้บางส่วน ถ้าท่านใดสนใจแจ้งได้ค่ะ ) 

     ความคิดตัวเองยังคิดว่า " เรายังไม่ดีพอ ยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ  รางวัลที่เคยได้ มันก็เหมือนกำลังใจ แต่ว่าอย่าไปคิดว่าเราเคยได้รางวัล แล้วมันก็ดีแล้ว   เพราะตอนนี้คนอื่นเขาไปถึงไหนแล้วไม่รู้ค่ะ "..... 

อ่านแล้วปลื้มใจแทนท่าน ผอ. สำนักหอสมุด ที่มีบุคลากรที่มีคุณภาพในหน่วยงานหลายท่าน

ใช่แล้วค่ะ อย่าไปติดกับรูปแบบ แม้จะเป็นรูปแบบเก่าหรือรูปแบบใหม่ รูปแบบไหนก็ดีทั้งนั้น

ก็เหมือนหนังสือต่างๆในห้องสมุด สอนเรื่องเดียวกัน ยังเขียนได้หลายแบบ อ้างหลายทฤษฏี มีหลายสำนวน

เลือกเล่มที่ตรงรสนิยมของเรา แล้วเริ่มปฏิบัติด้วยตัวเราเอง อย่างที่คุณวันเพ็ญกล่าวไว้ เพียงแค่ทุกคน ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ก็เป็นการประกันคุณภาพที่ยั่งยืน    ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ

การประกันคุณภาพเป็นงานที่ ทุกคนควรร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ จากข้อที่ได้รับการเสนอแนะควรหาทางแก้ไขร่วมกัน หรือ ข้อที่ดีอยู่แล้วก็ควรมีการสนับสนุนให้เข้มแข็งยิ่ง ๆ ขึ้น ไป (คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย..งัยจ๊ะ)

ถ้าเราเข้าใจงานว่า งานของแต่ละคนมีสายใยโยงกันอยู่หากใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง ตั้งแต่ระดับบริหารมาจนถึงระดับล่างสุด สายใย ณ จุดนั้นๆ จะตึง หรือหย่อน จนเป็นเหตุให้องค์กรณ์ขับเคลื่อนไปไม่ได้ นั่นคือ มุมมองที่ดิฉันเสนอ ในงานเขียนนี้ค่ะ ไม่หมายว่าใครคนใดคนหนึ่งจะสามารถทำงานได้คนเดียว ซึ่งเรารู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นไปไม่ได้ แม้จะมีคนทำอยู่บ้าง