ฟันเฟืองสำคัญของการพัฒนาองค์กร

Wanpen
  ถึงที่สุดแล้วดิฉันพบว่า ตัวบุคลากรแต่ละคนต่างหากเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด หาใช่ระบบไม่  

            ดิฉันทำงานในฝ่ายบริการของสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยนเรศวรมานานพอสมควร ที่จริงสำนักหอสมุดได้พยายามนำเอาการประกันคุณภาพหลายๆ ระบบมาใช้ ทั้งการพัฒนา 5 ส (มีการทำบิ๊ค คลีนนิ่ง เป็นระยะ ๆ ) การอบรมการประกันคุณภาพ เชิญวิทยากรมาแนะนำเรื่องการทำประกันคุณภาพ การทำดัชนีชี้วัดคุณภาพการทำงาน การจัดเก็บเอกสารเพื่อเตรียมประเมินตนเอง ไปศึกษาดูงานจากที่ต่างๆ มากมาย การพัฒนาคุณภาพของห้องสมุดก็ดำเนินการมาด้วยดี

             ถึงที่สุดแล้วดิฉันพบว่า ตัวบุคลากรแต่ละคนต่างหากเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด หาใช่ระบบไม่

             ถ้าถามเรื่องการประเมินตนเอง และการประกันคุณภาพห้องสมุด หลายๆ คนไม่เข้าใจว่าการประกันคุณภาพทำไปเพื่ออะไร เพราะหากทุกคนในองค์กรเข้าใจตรงกัน เราจะเห็น และยอมรับความคิดเห็นที่หลากหลายได้ เราจะยอมรับการแสดงความคิดเห็นจากทุกฟันเฟือง ของห้องสมุดอย่างเป็นรูปธรรม อย่างเข้าใจและเต็มใจด้วย เราจะทราบและเข้าใจว่า การสร้างงานร่วมกันนั้น เพียงแค่ทุกคน ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ก็เป็นการประกันคุณภาพที่ยั่งยืนยิ่งกว่าการต้องเข้ารับการอบรม (การอบรมเป็นเพียงเครื่องมือ เท่านั้น)

             นี่เป็นความเห็นของดิฉันเพียงหนึ่งเดียว อยากให้มีการแลกเปลี่ยนที่หลากหลาย เพราะยิ่งแลกเปลี่ยน จะยิ่งเป็นการพัฒนาองค์กรของเราค่ะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บรรณารักษ์บริการ

คำสำคัญ (Tags)#มหาวิทยาลัยนเรศวร#สำนักหอสมุด#ประกันคุณภาพ

หมายเลขบันทึก: 11867, เขียน: 11 Jan 2006 @ 08:32 () , แก้ไข, 17 Jun 2012 @ 22:05 (),  | , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 5, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (5)

อ.หนึ่ง
IP: xxx.19.231.4
เขียนเมื่อ 
เข้ามาอ่านครับ
ศศิธร
IP: xxx.28.21.4
เขียนเมื่อ 

           เท่าที่ผ่านมา ตั้งแต่ห้องสมุดเริ่มต้นนำเอาการประกันคุณภาพมาใช้ ตั้งแต่การเชิญวิทยากรมาอบรม อย่าง อจ อภัย ประกอบผล มาให้ความรู้  การได้ไปดูงานจากห้องสมุดต่างๆ รวมทั้งการเข้าร่วมสัมมนา ฟังบรรยาย คิดว่าบุคลากรส่วนใหญ่ได้รับความรู้ ความเข้าใจพอสมควรแล้วนะคะ  ( ระดับปฏิบัติงานอาจยังมีไม่เข้าใจบ้าง เช่น บุคลากรที่มาใหม่ )  อบรมมาก็เยอะแล้ว ควรเริ่มลงมือทำจริงๆจังๆ เสียที     แต่ในความคิดตัวเองคิดว่า เราเหมือนกับการทำๆ หยุดๆ และยังยึดติดกับรูปแบบ คือจริงๆ เราทำประกันคุณภาพตามเกณฑ์ที่มหาลัยกำหนดโดยการทำประเมิน SARนั้นก็ถูกแล้ว แต่ว่าในส่วนของงานของเราเอง มันควรจะทำอะไรมากกว่านั้น เช่นการทำ KPI   สำหรับตัวเองคิดว่า คู่มือประกันคุณภาพของสำนักหอสมุด ฉบับแรกที่อจ อภัยมา guide และทำให้เราได้เป็นรูปเล่มครั้งแรกนั้น เป็นตัวอย่างที่ดี ที่นำมาปรับให้เข้ากับปัจจุบันได้  ในส่วนของงานวิเคราะห์สนเทศเอง  มีความคิดที่จะปรับเกณฑ์ KPI ของงานเหมือนกัน เพื่อให้เข้ากับลักษณะงานและสภาพปัญหาในปัจจุบัน ( มันอยู่ในหัว แต่ยังไม่ได้ลงมือเขียน )  แต่ว่าถ้าห้องสมุดทำ ควรจะทำทุกฝ่าย/งาน  จะเป็นประโยชน์ค่ะ 

      อืมม.. สำหรับห้องสมุด เราเอาหลักแนวคิดการประกันคุณภาพหลายๆแนวมาผสมและประยุกต์ร่วมกันได้ อย่างเช่น ISO , TQM , Balance Scorecard , Mine Mapping    มีวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของดร มลิวัลย์ ประดิษฐ์ธีระ เกี่ยวกับการประกันคุณภาพงานห้องสมุด  ได้ระบุว่ามีหลายห้องสมุดที่ใช้ ISO เช่น ม. ราม ม. ธุรกิจบัณฑิตย์ ฯ  น่าสนใจนะคะ  ( สำเนาไว้บางส่วน ถ้าท่านใดสนใจแจ้งได้ค่ะ ) 

     ความคิดตัวเองยังคิดว่า " เรายังไม่ดีพอ ยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ  รางวัลที่เคยได้ มันก็เหมือนกำลังใจ แต่ว่าอย่าไปคิดว่าเราเคยได้รางวัล แล้วมันก็ดีแล้ว   เพราะตอนนี้คนอื่นเขาไปถึงไหนแล้วไม่รู้ค่ะ "..... 

มาลินี ธนารุณ
IP: xxx.28.21.4
เขียนเมื่อ 

อ่านแล้วปลื้มใจแทนท่าน ผอ. สำนักหอสมุด ที่มีบุคลากรที่มีคุณภาพในหน่วยงานหลายท่าน

ใช่แล้วค่ะ อย่าไปติดกับรูปแบบ แม้จะเป็นรูปแบบเก่าหรือรูปแบบใหม่ รูปแบบไหนก็ดีทั้งนั้น

ก็เหมือนหนังสือต่างๆในห้องสมุด สอนเรื่องเดียวกัน ยังเขียนได้หลายแบบ อ้างหลายทฤษฏี มีหลายสำนวน

เลือกเล่มที่ตรงรสนิยมของเรา แล้วเริ่มปฏิบัติด้วยตัวเราเอง อย่างที่คุณวันเพ็ญกล่าวไว้ เพียงแค่ทุกคน ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ก็เป็นการประกันคุณภาพที่ยั่งยืน    ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ

Jet
IP: xxx.28.21.4
เขียนเมื่อ 

การประกันคุณภาพเป็นงานที่ ทุกคนควรร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ จากข้อที่ได้รับการเสนอแนะควรหาทางแก้ไขร่วมกัน หรือ ข้อที่ดีอยู่แล้วก็ควรมีการสนับสนุนให้เข้มแข็งยิ่ง ๆ ขึ้น ไป (คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย..งัยจ๊ะ)

วันเพ็ญ
IP: xxx.28.21.4
เขียนเมื่อ 
ถ้าเราเข้าใจงานว่า งานของแต่ละคนมีสายใยโยงกันอยู่หากใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง ตั้งแต่ระดับบริหารมาจนถึงระดับล่างสุด สายใย ณ จุดนั้นๆ จะตึง หรือหย่อน จนเป็นเหตุให้องค์กรณ์ขับเคลื่อนไปไม่ได้ นั่นคือ มุมมองที่ดิฉันเสนอ ในงานเขียนนี้ค่ะ ไม่หมายว่าใครคนใดคนหนึ่งจะสามารถทำงานได้คนเดียว ซึ่งเรารู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นไปไม่ได้ แม้จะมีคนทำอยู่บ้าง