เรื่องเล่าจากดงหลวง 147 ถ้า 2-3 ปีข้างหน้าเกิด Big Chill สังคมจะเป็นอย่างไร

บางทราย
  ด้วยหลักของข้อสมมุติฐานดังกล่าว แม้สังคมโลกกำลังเผชิญวิกฤติภาวะโลกร้อนที่ถูกสร้างด้วยฝีมือมนุษย์เอง แต่จักรวาลกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ Big chill  

ผู้บันทึกชอบศึกษาศาสตร์ที่หลากหลายทั้งนี้เพราะรู้ว่าชีวิตคนเรามิได้อยู่ที่ศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง  แม้ว่าจะไม่ได้เข้าไปสู่ก้นบึ้งของศาสตร์นั้นๆก็ตาม แต่ก็ติดตามเท่าที่โอกาส และจังหวะจะผ่านมา  

ดาราศาสตร์และจักรวาลในแง่ที่เป็น วิทยาศาสตร์นั้นเป็นหนึ่งในความสนใจและเรียนรู้ เมื่อเร็วๆนี้ก็พบบทความของคุณ บัณฑิต คงอินทร์ ผู้เป็นจ้าวยุทธจักรด้านนี้ ท่านเขียนเรื่อง พลังงานมืด แรงลึกลับที่กำหนดชะตากรรมของจักรวาลใคร่ขอสรุปสาระดังนี้

อนาคตของจักรวาลเป็นอย่างไรนั้น นักวิทยาศาสตร์คิดหาคำตอบมาช้านานแล้ว ทฤษฏีฟิสิกส์ทำนายอนาคตของจักวาลว่าอาจเป็นไปสามรูปแบบ ซึ่งขึ้นกับอำนาจแรงโน้มถ่วงในจักรวาล  

แบบแรกคือ : ถ้าปริมาณมวลสารและพลังงานในจักวารมีไม่มากพอ แรงโน้มถ่วงก็ไม่สามารถดึงดูดให้จักรวาลหดตัวกลับมาได้ จักรวาลก็จะขยายตัวไปเรื่อยๆ จากนั้นพลังงานในดวงดาว กาแลกซี่จะถูกเผาผลาญจนหมด จักรวาลก็จะเข้าสู่ช่วงหนาวเย็นที่เรียกว่า บิ๊กชิล (Big Chill)  

 

แบบที่สอง : ถ้าปริมาณมวลสารและพลังงานมีมากแรงโน้มถ่วงจะดึงดูดให้จักรวาลขยายตัวช้าลง และในที่สุดก็จะดึงดูดให้จักรวาลหดตัวกลับมาจนกาแลกซี่และดวงดาวชนกันจนลุกเป็นเปลวเพลิง จักรวาลก็พังทลาย เรียกว่า บิ๊กครันซ์ (Big Crunch)  

 

แบบที่สาม : ถ้าปริมาณมวลสารและพลังงานมีค่าในระดับที่แรงโน้มถ่วงสมดุลกับการขยายตัว จักวาลจะขยายตัวไปเรื่อยๆแต่ช้าลง  

จากสมมุติฐานดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาซุปเปอร์โนวา และสิ่งต่างๆจากจักรวาล และพบข้อเท็จจริงในปัจจุบันว่า จักรวาลมีแนวโน้มขยายตัวออกไปเรื่อยๆด้วยอัตราเร่ง บทสรุป จุดจบของจักรวาลคือ บิ๊กชีล (Big chill) หรือความหนาวเย็น  

ด้วยหลักของข้อสมมุติฐานดังกล่าว แม้สังคมโลกกำลังเผชิญวิกฤติภาวะโลกร้อนที่ถูกสร้างด้วยฝีมือมนุษย์เอง แต่จักรวาลกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ Big chill  

ผู้บันทึกเลยตั้งประเด็นเล่นๆ แต่เอาจริงว่า หากสมมุติฐานนี้เป็นความจริงและโลกหมุนเร็วจี๋ จนไปถึงเวลาที่โลกและจักวาลเข้าสู่การแตกดับด้วยภาวะ Big chill ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า คนจะคิดอะไรกัน ทำอะไรกัน การเมืองจะเป็นอย่างไร มนุษย์เมืองไทยจะวิ่งเข้าหาท่านจตุคามรามเทพฯมากขึ้น หรือต่างวิ่งไปเกาะผ้าเหลืองหลวงปู่  หรืออะไร?

หรือสังคมเกิดวิบัติ ปล้น ฆ่ากันสุดๆ เพื่อเสพสมสิ่งที่ต้องการครั้งสุดท้าย หรือต่างคืนสำนึก สติ สตัง ต่างเปลี่ยนชื่อเป็น นายสงบ นางเสงี่ยม นายเอื้อเฟื้อ นางเผื่อแผ่ นายรักใคร่ นางเห็นอกเห็นใจ กันหมด ต่างสารภาพผิดกันทั่วหน้า และแก่งแย่งกันทำความดีกันจน เอียนไปหมด หรือกระไรหนอ ?

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าจากดงหลวง

คำสำคัญ (Tags)#จักรวาล#สภาวะโลกร้อน#big chill#big crunch

หมายเลขบันทึก: 117831, เขียน: 07 Aug 2007 @ 22:55, แก้ไข, 08 Jun 2012 @ 17:52, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 15, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (15)

สะ-มะ-นึก
เขียนเมื่อ 07 Aug 2007 @ 23:19

ราตรีสวัส ครับท่าน บางทราย (คนเข็นครก ขึ้นภูเขา)

  • ขอนอนนึกก่อนครับว่าจะทำอะไรดี
  • เผื่อจะฝันเห็นคำตอบนะครับ

ขอบคุณครับ

บางทราย
เขียนเมื่อ 07 Aug 2007 @ 23:52
  • แหมเจอะหน้าก็ราตรีสวัสดิ์เลยนะครับ
  • อย่าคิดมากเลย เอามาให้ตระหนักว่า ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน
  • แม้จักรวาลที่ไหญ่โตมโหราญ ก็มีวันแตกดับ 
  • แล้วแก่งแย่ง โกงกินบ้านเมือง ทะเลาะเบาะแว้ง ชิงดีชิงเด่น มึงผิดกูถูก กันอยู่นั่นแหละ
  • จะพูดกันดีดี สงบแล้วก้าวไปกันข้างหน้า
  • คุณอาจจะชนะ แล้วเพื่ออะไร คุณอาจจะรวยล้นฟ้า เพื่ออะไร
  • พรุ่งนี้ก็ตายจากไปกันทั้งหมดแล้ว
  • หรือว่านี่แหละคือมนุษย์หละ
paew
เขียนเมื่อ 08 Aug 2007 @ 02:17

เกิด แก่ เจ็บ ตาย...สัจจธรรมของชีวิต ... สาธุ

ราตรีสวัสดิ์ ค่ะ

สิงห์ ป่าสัก
เขียนเมื่อ 08 Aug 2007 @ 04:18
  • สวัสดียามเช้าครับพี่บางทราย
  • หากมีเวลาเหลือน้อย
สิงห์ ป่าสัก
เขียนเมื่อ 08 Aug 2007 @ 04:26
  • มาเขียนต่อครับ
  • หากมีเวลาเหลือน้อย หรือเวลาใกล้จะหมดลง  คนคงหันหน้ามาทำความดีกันนะครับ
  • เพราะที่เป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่ตายง่ายๆ เลยกอบโกย แก่งแย่ง และแข่งขัน สะสม  กักตุน ฯลฯ
  • เมื่อเวลาเหลือน้อย  คนน่าจะรู้ตัว  และปลงได้ว่า แท้จริงแล้วกอบโกยไปก็เท่านั้น สุดท้ายคือความว่างเปล่า   อาจจะหันมามองและให้ความสำคัญกับโลกในตัวมากยิ่งขึ้นนะครับ
  • ขอบพระคุณมากครับที่นำมาแลกเปลี่ยน
บางทราย
เขียนเมื่อ 08 Aug 2007 @ 08:26

สวัสดีครับอาจารย์ P paew

  • ผมเห็นเช่นนั้น
  • เลยนึกขึ้นมาว่า เราจะมีเครื่องมืออะไรที่จะสร้าง สำนึก หรือสติ โดยไม่ต้องให้เกิดสภาวะ big chill  แต่ยากนะครับประวัติพุทธศาสนาก็สอนเรา
บางทราย
เขียนเมื่อ 08 Aug 2007 @ 08:36

สวัสดีครับ P สิงห์ป่าสัก

  • หากมีเวลาเหลือน้อย หรือเวลาใกล้จะหมดลง  คนคงหันหน้ามาทำความดีกันนะครับ
  • เพราะที่เป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่ตายง่ายๆ เลยกอบโกย แก่งแย่ง และแข่งขัน สะสม  กักตุน ฯลฯ
  • เมื่อเวลาเหลือน้อย  คนน่าจะรู้ตัว  และปลงได้ว่า แท้จริงแล้วกอบโกยไปก็เท่านั้น สุดท้ายคือความว่างเปล่า   อาจจะหันมามองและให้ความสำคัญกับโลกในตัวมากยิ่งขึ้นนะครับ
  • พี่ก็เชื่อว่าคนจำนวนหนึ่งน่าจะหันกลับมาทำในสิ่งที่สิงห์กล่าว เลยคิดต่อไปว่า การปรับเปลี่ยนของคนเรานั้น แตกต่างกัน บางคนต้องการแรงบันดาลใจ บางคนต้องการเงื่อนไขพิเศษ แต่น่าจะมีบางคนทำอย่างไรอย่างไรก็ไม่เปลี่ยน หรือเปล่า
  • คนทำงานพัฒนาจึงคิดเสมอว่า สำหรับคนที่ต้องการแรงบันดาลใจและเงื่อนไขพิเศษนั้น เราในฐานะเป็นคนทำงานจะทำแรงบันดาลใจ และสร้างเงื่อนไขพิเศษได้อย่างไรภายใต้เงื่อนไขที่เรามีอยู่ เพื่อให้คนเป้าหมายเปลี่ยนไปในทางที่ดี
  • น่าสนใจไหมครับ
สิงห์ ป่าสัก
เขียนเมื่อ 08 Aug 2007 @ 08:51
  • จะทำแรงบันดาลใจ และสร้างเงื่อนไขพิเศษได้อย่างไรภายใต้เงื่อนไขที่เรามีอยู่ เพื่อให้คนเป้าหมายเปลี่ยนไปในทางที่ดี
  • น่าสนใจนะครับ  และคิดว่าพวกเราก็กำลังทำกันอยู่บ้างแล้วนะครับ
  • "บริหารจัดการภายใต้ศักยภาพ" ที่เราสามารถทำได้  บางครั้งผมก็เคยคิดว่าต้องมีอย่างนั้นอย่างนี้  แต่แท้จริงแล้วเป็นเราคิดไปเอง 
  • เพราะการปรับเปลี่ยนมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันดังที่พี่บางทรายว่าไว้  คนที่เห็นก็เห็นและลงมาช่วย  ส่วนคนที่ไม่เห็นไม่แลมา  ยังไงก็คงไม่ลงมือลงแรงในเร็ววันนี้เป็นแน่แท้ (อีกหลายปีหรือตลอดไปก็คงไม่เปลี่ยน) อย่างนี้เราน่าจะข้ามไปก่อนใช่ไหมครับ
  • ผมมักจะคิด และพูดเสมอว่า "ทำเท่าที่ทำได้ก่อน  เริ่มจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายวง" เพื่อไม่ให้เราหมดกำลัง...อิๆๆ
  • ผมต่อยอดและขยายวงได้บ้างแล้วนะครับ(ลิงค์)
  • ลำดับต่อไปจะนำแผนที่ไปหาวิธีแก้ไขการแจ้งการเกิดภัยธรรมชาติซ้ำซ้อน...เร็วๆ นี้ครับ
ดอกแก้ว
เขียนเมื่อ 08 Aug 2007 @ 09:16

น่าสนใจมากเลยคะพี่บางทราย  ถ้าเราหันมาสนใจศาสตร์หลายๆศาสตร์ โดยเฉพาะมาเรียนรู้จักวาล เรียนธรรมชาติ เราก็จะเห็นข้อต่าง ข้อปัญหาที่เราเผชิญหน้าอยู่ และก้จะเห็นว่า เราตัวเล็กมากๆใน

จักวาล

เนปาลี
เขียนเมื่อ 08 Aug 2007 @ 09:34
  • ธุ คุณบางทราย ค่ะ.. 

หมายถึงถ้าจักรวาลของเราก้าวเข้าสู่ยุคน้ำแข็งหรือคะ?

 

ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนโลกบ้าง  แต่ก็จะใช้ชีวิตไปตามปกตินี่ล่ะค่ะ   ^_^  อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดเถอะค่ะ

บางทราย
เขียนเมื่อ 08 Aug 2007 @ 18:32

สวัสดีครับ สิงห์ป่าสัก

  • พี่พยายาม post แต่ ระบบไม่รับมาหลายครั้งเต็มที รวมทั้งน้องดอกแก้ว น้องเนปาลี

 

กมลนารี
เขียนเมื่อ 08 Aug 2007 @ 21:50

สวัสดีคะพี่บางทราย

เขียนเรื่องน่าสนใจมากคะ ลี่ก็เคยคิดหลายครั้งว่าสุดท้ายแล้วถ้าโลกมีจุดจบแบบนี้จะเป็นเช่นไร จะทำอย่างไรดีคิดมากก็ปวดหัว เข้าขั้น Psychic พอสมควร ทุกวันนี้นี้คิดได้อย่างเดียวว่า ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ตราบใดเท่าที่ยังมีลมหายใจ ก็จะทำความดีให้แก่สังคม

บางทราย
เขียนเมื่อ 09 Aug 2007 @ 00:24

สวัสดีครับ P กมลนารี

  • นั่นคือความจริง เพียงแต่มันยังมีระยะเวลาที่อีกนานแสนนาน เราคิดอย่างนั้น แล้วก็เลยหันกลับมาทำอะไรตามจริตตัวเองต่อไป
  • แต่ด้านธรรมย่องย้ำว่า ไม่มีอะไรจีรังนะ ดูซิจักรวาลก็ยังมีจุดจบเลย ครับ
  • ทำดีกันเถอะครับ 
บางทราย
เขียนเมื่อ 09 Aug 2007 @ 00:26

สวัสดีครับน้อง P เนปาลี

  • ระบบใช้การได้แล้วครับ ใช่ครับอีกแสนล้านปี โลกเราจะค่อยๆก้าวเข้าสู่ยุคน้ำแข็งแบบตลอดกาล 
  • พี่ก็เห็นด้วยว่าเราก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุดน่ะครับ
บางทราย
เขียนเมื่อ 09 Aug 2007 @ 00:30

สวัสดีครับน้อง P ดอกแก้ว

  • ใช่แล้ว พี่ก็รู้สึกเหมือนน้องดอกแก้วว่า เรานี่นะ ชีวิตเรานะ แค่ธุลีเอง  ธุลียังใหญ่ไปเสียอีก แล้วยังจะมาซ่าอะไรกันนักหนาในสังคมนี้
  • แม้ตัวเราเล็ก กว่าธุลี แต่ใจเราอาจจะใหญ่กว่าจักรวาลครับ