หลักการสำคัญ
การออกเสียงประชามติ
19 สิงหาคม 2550
หลักการสำคัญของการออกเสียงประชามติ
หมายเหตุ
เนื่องจากเห็นว่า เป็นข้อมูลนำเสนอ ในความเข้าใจของการนับคะแนนเสียงประชามติ จึงขออนุญาตนำเสนอเนื้อหาสาระ จากการพูดคุย เวทีอภิปราย "หลักการทำประชามติ" เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2550 ของสถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
อ้างอิง - ข้อมูล
http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=2418
http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=2418
สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ร่วมกับ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเวทีอภิปราย “หลักการทำประชามติ” เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2550
โดยมี นายโคทม อารียา ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นาย กฤช เอื้อวงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายวีรศักดิ์ โค้วสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย และนายสมชาย ปรีชาศิลปะกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมเสวนา
นายกฤช กล่าวว่า
ความหมายของการออกเสียงประชามติ คือกระบวนการในการแสดงความเห็นของประชาชน
ด้วยการลงคะแนนออกเสียงเพื่อตัดสินใจว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ในเรื่องที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประชาชน
โดยนายกฤช บอกว่า
หลักการสำคัญของการออกเสียงประชามติมีอยู่ 5 เรื่อง คือ
1.เรื่องที่จะจัดทำประชามติต้องมีความสำคัญและมีผลกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติและประชาชน
2.เรื่องที่จะจัดทำประชามติต้องมีข้อความที่ชัดเจนเพียงพอ ที่ทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงสามารถตัดสินใจลงคะแนนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ “ความเข้าใจของผมที่คิดเอาเอง ผมว่ามีประชาชนไม่ถึง 10เปอร์เซ็นต์ จากผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนทั้งหมด 45 ล้านคน ที่อ่านร่างรัฐธรรมนูญจบทั้งฉบับ จึงทำให้เป็นคำถามคลุมเครือ จากข้อมูลตั้งแต่ปี 2542 ในต่างประเทศที่เคยมีการลงประชามติทั้งหมด รวมประเทศไทยที่กำลังจะมีประชามติเป็น13 ประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เวเนซุเอลา ซิมบับเว อิรัก คองโก เซอร์เบีย มี 9ประเทศที่เห็นชอบ และ 3 ประเทศที่ไม่เห็นชอบ ก็ต้องดูว่าการลงประชามติครั้งนี้ของไทย จะไปเพิ่มเป็น 10 ประเทศหรือ 4 ประเทศ”
3.ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในเรื่องที่จะจัดทำประชามติได้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน
4.ต้องจัดให้มีการลงคะแนนออกเสียงประชามติโดยอิสระ
5.ต้องนำผลการออกเสียงประชามติไปพิจารณาดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน
“ที่มีหลายคนบอกว่า กกต. บางคนไม่เป็นกลาง เพราะไปอยู่ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 2 กกต. เป็นผู้ยกร่างเองแล้วจะไม่ยกมือรับร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างไร คือผมไม่ได้แก้ตัวแทน หน้าที่ของ กกต.มีเพียงจัดการออกเสียงและรณรงค์เผยแพร่เท่านั้น ส่วนเรื่องบัตรออกเสียงที่มีการถกเถียงกันว่าทำไมถึงไม่มีช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน การออกเสียงประชามติครั้งนี้เป็นสิทธิไม่ใช่หน้าที่อย่างการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้บังคับให้ออกมาไม่เหมือนการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นไม่มาก็ได้ อีกอย่างคือ ถ้ามีช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเสียงข้างมากบอกไม่ประสงค์จะลงคะแนน”
ด้านนายโคทม ให้ความเห็นว่า การลงประชามติครั้งนี้เป็นการถามว่า yes or no ไม่ได้ถามว่า เอา ก. หรือ ข. “ ก.คือรับ แต่ถ้าไม่เห็นชอบ ผมเข้าใจว่าอาจจะเป็นรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เขาเปลี่ยนแปลงจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ มีคำถามเยอะมากว่าชอบไหม 309 มาตรา คืออย่าคิดมาก อยากให้เหมารวมเล่ม เห็นชอบโดยรวม ไม่ใช่ว่าเห็นชอบ 290 มาตรา ที่เหลือไม่เห็นชอบ”
นายโคทม กล่าวอีกว่า เมื่อไม่มีช่องงดออกเสียง ทำให้หลายคนไม่รู้จะทำอย่างไร อาจจะประท้วงด้วยการไม่ไปออกเสียง ซึ่งตอนนี้มี 3 ทางเลือกคือ ไปทำให้บัตรเสีย เห็นชอบ และไม่เห็นชอบ "ประกาศของสมาชิกสภาร่ารัฐธรรมนูญ เหมือนคุณต้องการมัดมือชกอยู่ในที ให้คนเห็นดีงามในร่างรัฐธรรมนูญ หลักๆแล้ว พื้นฐานการลงประชามติต้องให้ 2 ฝ่ายแสดงความคิดเห็น โดยรัฐต้องเป็นกลาง หรือนักการเมืองไม่ควรใช้ตำแหน่งหน้าที่ ทรัพยากรของรัฐไปสนับสนุนอย่างใดอย่างหนึ่ง กกต.ต้องมีความเป็นกลางอย่างยิ่งยวด”
“ตอนนี้ประชาชนจะออกไปลงประชามติ ทำอะไรก็งกๆเงิ่นๆ กลัวตำรวจจับ 309 มาตรา อ่านแล้วง่วงนอนไหม เหลือเวลาอีก 10 กว่าวันเท่านั้นหากเป็นการใช้สิทธิอย่างรู้เท่าทัน กำหนดใจตัวเอง จะเป็นเรื่องที่งดงาม” นายโคทมกล่าวและว่า การลงประชามติครั้งนี้อาจมีปัญหาที่ คนไม่อ่านร่างรัฐธรรมนูญแต่ไปออกเสียง ในขณะที่ นายสมชาย กล่าวว่า ประชาชนต้องมีข้อมูลในการตัดสินใจอย่างเพียงพอ สังคมไทยมุ่งไปอยู่วันที่ 19 สิงหาคม วันเดียว ซึ่งอาจจะกลายเป็นปาหี่วันนั้นวันเดียว “การลงประชามติครั้งนี้ มีอยู่ 4 ปัจจัยคือ
1.ระยะเวลาต้องมากพอ มีการถกเถียงกันอยู่หลายเดือนเพื่อจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ให้เวลาประชาชนอ่านเพียง 20 กว่าวัน ซึ่งหากดูตามผลวิจัยว่าคนไทยอ่านหนังสือวันละ 7 บรรทัดนั้น เราต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน เพราะอย่างน้อยทำให้สังคมมีการถกเถียงข้อมูล ไม่ใช่เร่งโดยไม่ให้ชาวบ้านอ่าน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p></p><p>2.องค์กรประชามติต้องเป็นกลางเป็นธรรม ต้องไม่ยืนอยู่ฝ่ายใด สิ่งที่ กกต. ต้องทำคือสร้างความเป็นธรรมให้เกิดความเท่าเทียม เปิดโอกาสให้คนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในสื่อ สังคมจะได้รู้ถึงข้อดีข้อเสีย </p><p></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>3.บรรยากาศเสรีและเป็นประชาธิปไตย ที่ให้คนแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเปิดเผย แต่ในวันนี้เมื่อมีโปสเตอร์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็มีการจ้องจับ ระแวง เห็นคนคัดค้านต้องจับ ผมคิดว่าอย่างแรกที่ควรทำคือการยกเลิกกฎอัยการศึก ใน 35จังหวัด” </p><p></p><p>นายสมชาย กล่าวอีกว่า ปัจจัยที่ 4 คือ ผลการลงประชามติ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีการกำหนดขั้นต่ำของคนมาลงคะแนน การลงประชามติที่จะสร้างความชอบธรรมได้ ต้องกำหนดจำนวนเสียงขั้นต่ำ “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีเงาหัว คือให้รับๆไปก่อนแล้วค่อยแก้ รัฐธรรมนูญนี้น่าจะเป็นฉบับชั่วคราวที่อายุสั้น คือยังไม่ทันใช้ก็จะแก้แล้ว” </p><p></p><p>ด้านนายวีรศักดิ์ ให้ความเห็นว่า การที่ สสร. ซื้อพื้นที่สื่อเพื่อโฆษณา เป็นการโกหกหลอกลวงประชาชนว่าถ้าหากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะไม่มีการเลือกตั้ง “การทำประชามติไม่เป็นกิจกรรมทางสังคมที่เป็นที่เข้าใจมากนัก ผมคิดว่าไม่น่าจะทำประชามติเพราะรัฐธรรมนูญแก้ได้ อย่างที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเองแม้ว่าจะรับแต่ก็มีข้อสงวน ถ้าหากว่าทำประชามติเรื่องภาษีมรดก ทำเลยผมอยากเห็น” </p><p></p><p> รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวอีกว่า ประชามติครั้งนี้ไม่น่าจะมี ถ้าจะมีก็ไม่ควรให้บังคับอย่างนี้ เพราะมีทางเลือกน้อย </p><p></p><p>“ถ้าจะทำก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้คนเห็นว่ามีความหมายการให้อำนาจศาลมาก โดยสามารถให้ศาลเสนอกฎหมายได้ โดยหาเสียงข้างมาก จะเกิดอะไรขึ้นถ้าศาลนัดนักการเมืองไปคุยกัน คิดหรือว่านักการเมืองจะไม่มีข้อเสนออะไรบางอย่าง แล้วหากกฎหมายไม่ผ่านศาลก็ต้องรับผิดชอบ” </p><p>
</p>