...คนในยุคปัจจุบันขาดสิ่งที่เรียกว่า “Attitude of Gratitude” คือขาดทัศนคติ ขาดจิตสำนึกเรื่องความรู้สึกสำนึกในบุญคุญสิ่งต่างๆ รอบข้างตัว มักมองไปอย่างเคยชินว่าทุกอย่างเป็นสิ่งที่ตน (สมควร) จะต้องได้รับอยู่แล้ว

      ในบันทึกที่แล้ว[อ่าน] ผมได้พูดเรื่องการให้อภัย . . . ซึ่งเป็นเรื่องที่ฟังดูง่าย แต่อาจทำได้ยาก มีผู้แนะนำว่า การเรียนรู้ที่จะให้อภัย ถ้าจะให้ดีต้องทำไปพร้อมๆ กับการการสร้างความรู้สึกชื่นชมยินดี รู้สึกซาบซึ้งเป็นบุญคุณต่อสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย เป็นการฝึกให้เห็นคุณค่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว

ไบรอั้น เทรซี่ ได้บอกไว้อีกเช่นกันว่า คนในยุคปัจจุบันขาดสิ่งที่เรียกว่า “Attitude of Gratitude”คือขาดทัศนคติ ขาดจิตสำนึกเรื่องความรู้สึกสำนึกในบุญคุญสิ่งต่างๆ รอบข้างตัว มักมองไปอย่างเคยชินว่าทุกอย่างเป็นสิ่งที่ตน (สมควร) จะต้องได้รับอยู่แล้ว ภาษาอังกฤษท่านใช้คำว่า “Take it for grant”  ตัวอย่างเช่น เราขับรถออกจากบ้าน ถนนหน้าบ้านสะอาดสะอ้าน ก็ไม่ได้รู้สึกสำนึกในบุญคุณของผู้ที่ทำความสะอาดถนนแต่อย่างใด มองไม่เห็นชีวิต ของคนกวาดถนน ครั้นพอไปถึงที่ทำงาน นั่งได้ไม่นานก็จะมีคนชงกาแฟมาบริการ ก็ยังมองไม่เห็น ชีวิต ของผู้ที่บริการอยู่ดี ไม่มีแม้แต่คำว่า ขอบคุณ

        การฝึกรู้สึกในบุญคุณ (Gratitude) บ่อยๆ จะทำให้จิตที่กระด้างเริ่มอ่อนโยนลง จะทำให้อัตตาตัวตนลดลงได้บ้าง มีเมตตามากขึ้น สามารถให้อภัยได้ง่ายขึ้น ให้อภัยได้โดยไม่ต้องฝืน มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น ช่วงหลังๆ มานี้ผมพบว่าพวกฝรั่งหันมาสนใจเรื่องในทำนองนี้กันอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น และเป็นการให้ความสนใจในรูปแบบที่ไม่ได้ติดอยู่แค่เรื่องหลักการหรือคำสอน แต่ได้นำไปทดลองใช้นำไปปฏิบัติในชีวิตจริง แล้วสังเกตดูผลลัพธ์ว่าสามารถทำให้ชีวิตเขาปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือไม่? … อย่างไร? ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ได้ขึ้นชื่อว่าได้รู้ แต่ไม่ได้ทำ!!