นักศึกษาในปัจจุบันถนัดแต่ copy&paste จริงหรือ????

อ.ลูกหว้า

        ไม่ทราบว่าอาจารย์ท่านใดเจอเหตุการณ์แบบนี้กันบ้าง   เวลาสั่งงานนักศึกษา   กรณีเป็นการทำรายงาน  นักศึกษาก็จะค้นคว้าจาก google  จากนั้นก็ copy แล้วก็ paste  ให้ร้านทำปกรายงานแล้วก็ส่งอาจารย์   โดยที่บางครั้งยังไม่เคยอ่านด้วยซ้ำ   ส่วนเอกสารอ้างอิงด้านหลังก็พิมพ์ว่า www.google.co.th

         ที่สำคัญงานที่ copy มา  ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขเลย  ผิดอย่างไรก็ส่งมาอย่างนั้น  แม้แต่ตัวอักษรคนละ font ก็ไม่มีการแก้ไขเลย....

          ปัจจุบันเลยเลิกให้นักศึกษาทำรายงานเป็นรูปเล่มส่งแล้ว  แต่ให้ทำผ่านการเขียนบล็อกที่ learners.in.th  แต่ก็ยังเห็นการ copy & paste บ้างเหมือนกัน

           ส่วนแบบฝึกหัดก็ให้นักศึกษาทำในสมุด  โดยต้องเขียนด้วยลายมือตัวเอง  มีบางรายขอพิมพ์  แต่เราไม่ยอมเพราะรู้ว่าเขาต้องไป copy มาอีกอย่างแน่นอน

           ตอนนี้เลยให้นักศึกษานั่งเขียนงานในห้อง  แสดงความคิดเห็นเอง   ยอมเสียเวลาสักหน่อย  แต่นักศึกษาจะได้คิดเองจริงๆ

            ท่านใดมีคำแนะนำดีๆ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันบ้างนะคะ     

     

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผู้หญิงดอกไม้เหล็กและความทรงจำในเรือนรักร้อย

คำสำคัญ (Tags)#เรื่องเล่า#การเรียนการสอน#กิจกรรมการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์

หมายเลขบันทึก: 116950, เขียน: 04 Aug 2007 @ 23:10, แก้ไข, 11 Feb 2012 @ 19:46, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 23, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (23)

รัฐเขต
เขียนเมื่อ 04 Aug 2007 @ 23:17

ไอเดียสุดยอดเลยครับอาจารย์  ให้นั่งเขียนในห้องไปเลย  อย่างน้อยก็ยังได้รู้จักคิดขึ้นมาบ้าง  ไม่งั่นสมองจะฝ่อหมด  ถนัดแต่ Copy จริง ๆ คนเรานี่หนอ....

อ.ลูกหว้า
เขียนเมื่อ 04 Aug 2007 @ 23:26
  • P  คุณรัฐเขต..
  • สวัสดีค่ะ
  • เทคโนโลยี บางครั้งก็อำนวยความสะดวกสบายให้กับเรา  แต่ถ้านักศึกษาเลือกใช้ในทางไม่ถูกต้องก็จะเป็นผลเสียมากกว่า
  • เคยเจอนักศึกษาส่งการบ้าน  โดยถ่ายเอกสารมาเป็นแถวเลยค่ะ  แล้วเขียนชื่อส่ง  กลุ้มใจจริงๆ
  • ตอนนี้เลยบอกว่า  "ครูไม่รับงานถ่ายเอกสาร  ต้องเป็นลายมือเราเท่านั้น"
  • บางครั้งวิธีการแบบเก่าๆ เราก็นำมาใช้ได้ดีกว่านะคะ   อย่างน้อยเขาก็ได้ผ่านตาบ้าง  แต่อาจารย์อาจจะมึนกับลายมือลูกศิษย์
  • ขอบคุณค่ะที่แวะมาเยี่ยมเยียนกัน
Sasinand
เขียนเมื่อ 04 Aug 2007 @ 23:32

สวัสดีค่ะ

เห็นด้วย ให้รู้จักคิดบ้างค่ะ ชอบแต่ copy ไม่ไหว

สมัยพี่ เขียนเป็นเล่มๆส่งอาจารย์นะคะ

 

อ.ลูกหว้า ทำได้เยี่ยมเลยครับ จะให้ดีให้เด็กเขียน mind map ฝึกวิธีคิดเด็กด้วยก็ดีนะครับ

 

อ.ลูกหว้า
เขียนเมื่อ 04 Aug 2007 @ 23:43
  • P  พี่ sasinanda
  • สมัยก่อนหว้านั่งพิมพ์ดีดทีละตัว  ค่อยๆคิดทำรายงาน
  • ขนาดหลานชายหว้ามาขอใช้เน็ตที่บ้าน  บอกว่ามาทำรายงาน  แป๊บเดียวบอกว่าเสร็จแล้ว
  • พี่ทราบมั้ยคะว่า  หว้าออกข้อสอบจากรายงานที่เด็กทำส่ง  เนื้อหาดีมากเลยค่ะ   แต่เด็กตอบกันไม่ได้เลย  แสดงว่าไม่เคยอ่านเลยจริงๆ
อ.ลูกหว้า
เขียนเมื่อ 04 Aug 2007 @ 23:46
  • P  คุณเอก..
  • หว้ายังไม่เคยนำมาใช้ในการเรียนการสอนเลยค่ะ
  • ปกติใช้ mind map  เวลาอบรมเท่านั้น
  • ขอบคุณค่ะ  เดี๋ยวหว้าจะลองเรียนรู้อีกหน่อยแล้วจะนำไปใช้ในการสอนจ้ะ
สะ-มะ-นึก
เขียนเมื่อ 04 Aug 2007 @ 23:52

สวัสดีครับ อาจารย์ ลูกหว้า 

  • เด็กนักเรียนสมัยนี้ชอบทำอะไร รวดเร็ว ว่องไว
  • ใช้เทคโน  แต่ไม่มีเทคนิคครับ
  • ต้องพูดตัดบทไว้ก่อนนะครับ  ว่าเรารู้ทันนะ  อย่าทำอย่างนั้นนะ เดี๋ยวครูตัดคะแนนนะ ถ้าไป Coppy มา

ขอบคุณมากครับที่นำมาเผยน่าน  ฮ่าๆๆ 

สวัสดีครับท่าน อ.ลูกหว้า

ลองให้เค้าเขียนสิ่งที่เค้าส่งมาหาให้ดูซิครับ ง่ายดีครับ หากเขียนได้ตรงกันมากก็ได้คะแนนเยอะ ห้าๆๆๆ พร้อมจะใส่ กระบวนการอื่นๆ ด้วยก็ได้ครับ

จะได้รับรู้ว่า เค้าได้อ่านในสิ่งที่ Copy and Paste หรือเปล่า คือว่า เค้าเป็นแค่เครื่องมือผู้ส่งสารเฉยๆ ส่งโดยไม่เขียนอะไรเพิ่มเลย อิๆ เทคโนโลยีก็ก้าวหน้าไงครับ เป็นเรื่องธรรมดาครับ นี่โชคดีนะครับ ที่ อาจารย์ผู้สอนไม่โดนหลอกครับ

จริงๆ แล้วผมว่าพฤติกรรมของเด็กจะสะท้อนไปยังผู้ใหญ่ในประเทศนั้นๆ เสมอครับ แล้วมองไปดูระดับชาติเราซิครับ เราทำอะไรเองกันบ้าง....อิๆๆ นั่นแน่ๆ อย่าเพิ่งค้อนนะครับ เพียงแค่จะบอกว่า ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต้องสร้างแนวคิดให้เด็กรู้จักสร้างและคิดเองได้ด้วย นั่นคือ ผู้ใหญ่จะต้องคิดเองเป็น ทำเองเป็นด้วย แก้ปัญหาเองเป็นด้วยครับ ไม่ใช่อะไรก็จะรับแต่ต่างชาติครับ เรารับซื้อมาเยอะจนเงินเราไหลออกต่างประเทศขนาดไหน บอกไม่ถูกเลยครับ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ซอฟท์แวร์ครับ ส่วนอื่นๆ ก็อย่างที่เห็นๆ ครับ

ดังนั้น ข้อสรุปของผมก็คือว่า  เด็กเป็นอย่างไร มันจะเป็นตัวชี้ไปยังผู้ใหญ่เสมอ...อาจจะผิดนะครับ แต่ผมเชื่อว่ามีส่วนถูกอยู่บ้างนะครับ

ปล. ผมพยายามมองต่างแนวบ้างครับ เผื่อบันทึกจะได้มีสีสันครับผม ขอบคุณมากครับ

อ.ลูกหว้า
เขียนเมื่อ 04 Aug 2007 @ 23:59
  • P  พี่ สะ-มะ-นึ-กะ
  • เป็นครูนี่ไม่ใช่ง่ายๆเลยนะคะ
  • ต้องหาวิธีรับมือกับเด็กๆทุกวัน
  • กลายเป็นคุณครูขี้บ่นไปแล้ว
  • หว้าก็บอกพวกเขาว่า ถ้า copy มาอย่างนี้ บอกเว็บมาเลย  เดี่ยวครูไปอ่านเองก็ได้
  • เอ..ให้ตัดคะแนนเลยหรือคะพี่
  • ขอบคุณค่ะสำหรับคำแนะนำ
paew
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 03:03

สวัสดีจ้ะ อ.ลูกหว้า

พี่ให้ นศ.สรุปเป็น mind map ส่ง จากสิ่งที่เขาได้เรียนมาค่ะ เขาบอกว่าเขาเข้าใจมากขึ้นค่ะ

แล้วพบกันที่เชียงใหม่นะค่ะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ 

ธรรมาวุธ
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 03:27
สวยประหาร ใจร้าย 5555
ดอกปีบ
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 14:09

เห็นด้วยค่ะ เพื่อนของดิฉันที่เป็นคุณครูเคยเล่าปัญหาทำนองนี้ให้ฟังว่า สมัยนี้เด็กนักเรียนเขียนหนังสือไม่ค่อยเป็น สะกดไม่ค่อยถูก เพราะใช้วิธี cut & paste จึงแก้ปัญหาในวิชาที่สอนโดยการให้ทำรายงานเขียนด้วยลายมือ ไม่รับรายงานจากการพิมพ์คอมพิวเตอร์ ดิฉันว่าดีนะคะ วิชาไหนเหมาะสมกับการทำด้วยคอมพิวเตอร์ก็ทำไป วิชาไหนหัดให้เขียนบ้าง คัดบ้างก็ดีค่ะ จะได้ฝึกทักษะทั้งสองอย่าง

อ.ลูกหว้า
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 16:58
  • P 
  • พี่เม้ง...

  •  

    ความจริงหว้าก็ให้นักศึกษาทำแบบทดสอบ    โดยเป็นคำถามที่เกี่ยวกับรายงานทีนักศึกษาทำส่ง  ปรากฏว่าลองเดาสิคะผลเป็นอย่างไร  ผลคือนักศึกษาทำข้อสอบไม่ได้เลย   ทั้งๆที่รายงานที่ส่งทำอย่างดีมาก   แต่นักศึกษากลับทำข้อสอบเหมือนไม่เคยได้อ่านบทความเหล่านี้มาเลย

  •  
  • ความจริงเด็กในวันนี้ก็คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า  คนเป็นครูต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ อย่าให้เขาเคยชินแต่การ copy  เพราะสุดท้ายเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่ก็จะติดนิสัยไปในการทำงานอีก

  • วันนี้ผู้ใหญ่ในประเทศก็ควรจะส่งเสริมให้เด็กรู้จักสร้างสรรค์  คิดค้นประดิษฐ์สิ่งต่างๆขึ้นมา   คิดดูสิคะว่าการที่เราถนัดแต่การ copy งานของต่างประเทศ     คอยแต่พึ่งพิงสินค้าแบรนด์ของต่างชาติ   สุดท้ายตอนนี้เป็นอย่างไร  โรงงานต่างๆในประเทศไทยที่รับผลิตสินค้าแบรนด์ดังจากบริษัทต่างชาติ   ปิดกิจการไปหลายแห่งแล้วเป็นเพราะเราพึ่งพิงบริษัทจากต่างประเทศ     แต่พอเขาย้ายฐานการผลิตไป  เราก็ประสบปัญหาเพราะเราไม่รู้จักสร้างแบรนด์สินค้าของเราขึ้นมา 
  • เอ..พูดเรื่องนักศึกษา  ทำไมกลายเป็นเรื่องนี้ไปได้  แต่จริงๆก็เป็นพื้นฐานสำหรับอนาคตของชาตินะคะ   ทุกคนต้องช่วยกันค่ะ
อ.ลูกหว้า
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 17:02
  • P  พี่แป๋วขา...
  • สงสัยหว้าคงต้องให้เด็กทำ mind map บ้างแล้วค่ะ
  • ขอเวลาลองคิดดูก่อนนะคะ
  • แล้วเจอกันที่เชียงใหม่ค่ะพี่
อ.ลูกหว้า
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 17:06
  • P น้องเทพจ๊ะ...
  • อย่ามาว่าพี่นะ   เขาเรียกว่าหวังดีกับเด็กจ้า
  • P  คุณดอกปีบ
  • เด็กในวันนี้เขียนภาษาไทยยังไม่ถูกต้องเลยค่ะ  หว้ายังงงๆเหมือนกันว่าทำไมเขาผ่านมาได้ถึงวันนี้
  • ทุกอย่างที่ทำเราก็ทำเพื่อเด็กๆจริงๆค่ะ แม้ว่าเขาจะบ่นๆเรา   แต่เราก็ทำเพื่อเด็กจริงๆค่ะ
  • ขอบคุณค่ะที่แวะมาเยี่ยมเยียนกัน
wwibul
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 20:53

สวัสดีครับ

P
  • ลองถาม "สิ่งที่เขาคิด" น่าจะบีบให้เขาย่อยเนื้อหาก่อน ได้ดีกว่าถามว่า "เขารู้อะไร"
  • อีกเทคนิคหนึ่ง ให้มี abstract ย่อส่งมาด้วย และอาจให้เขียนฟันธงแสดงความคิดเห็นมาด้วย
  • หรือนำมาออกข้อสอบ open book โดยให้เขาขนรายงานของเขาเข้าไปได้ แล้วถามเชิงวิเคราะห์ ถามความคิดเห็น บีบให้ลองฟันธง แล้วต้องแจงเหตุผล
  • โหดไปไหมนี่  ToT..

 

บางทราย
เขียนเมื่อ 05 Aug 2007 @ 22:32
  • มาสนับสนุนสิ่งที่น้องลูกหว้าทำครับ
  • มาสนับสนุนข้อเสนอของน้องเอกครับ
  • พี่เองชอบ mind map มาก เพราะปกติไม่มี program นี้ก็ใช้มือทำอยู่แล้ว แต่อาจจะเป็นทักษะเฉพาะคนก็ได้นะ
  • พี่ลองเสนอว่า การทำ group discussion ตั้งประเด็นแล้วให้เขาเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ก็จะเห็นๆกันไปเลย ใครพูด ใครไม่พูด ใครคิดมากคิดน้อย ใครคิดเข้าท่า ไม่เข้าท่า อ.น้องลูกหว้าแค่กระตุ้นให้แต่ละคนพูด แสดงความเห็นออกมา ให้คะแนนกันไปเลยครับ โหดไปหรือเปล่าเนี่ยะ..
  • อาจมีวิธีอื่นอีกมากมายครับ
  • เห็นด้วยว่าเด็กสมัยนี้เก่งลอกเขามา น่าตีนัก..เชียว
อ.ลูกหว้า
เขียนเมื่อ 06 Aug 2007 @ 08:07
  • P คุณ wwibul
  • ขอบพระคุณมากค่ะสำหรับคำแนะนำ
  • เคยทำข้อสอบ open book กับนักศึกษาสายวิทย์ก็ประสบความสำเร็จดีค่ะ
  • แต่ถ้าเป็นทางสายศิลป์  ค่อนข้างลำบากมากและอาจารย์เองก็กลับมาเครียด  หมดแรงทีเดียวพอเห็นผลงาน  แต่ก็จะพยายามต่อไปค่ะ
  • P  พี่ไพศาลคะ
  • หว้าได้โปรแกรม mind map มา  แต่ยังไม่ได้ลองใช้เลยค่ะ
  • ขอบพระคุณนะคะสำหรับคำแนะนำ 
  • หว้าได้ไอเดียเยอะเลยค่ะ  ในวันที่ชักจะเริ่มท้อแท้   เดี๋ยวจะลองสู้อีกครั้งนึง
  • ก็ตัดสินใจมาเป็นครูแล้วนี่คะ    อย่างน้อยเขาเรียนกับเราจบออกไปก็ต้องได้อะไรกลับไปบ้าง
  • คือต้องรู้จักคิดเองเป็น  มีความคิดสร้างสรรค์บ้าง

ดอกไม้เหล็ก เจอ Copy บ่อยๆ ทำท่าจะดอกโรย

จะยากอะไรเล่า ก็เปิดภาควิชา Copy ศาสตร์ก็สิ้นเรื่อง อิอิ..จบออกไปเขาจะเป็นนักCopy ระดับโลก

อ.ลูกหว้า
เขียนเมื่อ 06 Aug 2007 @ 21:09
  • P คุณพ่อคะ...
  • ถ้าเปิดวิชา copy ศาสตร์ สงสัยเด็กคงจะได้ A กันเยอะเป็นแน่ อิอิ

อ. ลูกหว้าครับ

เรื่องนี้คงเป็นเรื่องใหญ่ มากกว่าเฉพาะในสถาบันการศึกษาของอาจารย์ครับ เผลอ ๆ อาจจะเป็นเรื่องระดับชนชาติก็ได้ แต่ถ้ามีคนเห็นปัญหากันมากพอ ผมเชื่อว่าแก้ได้ครับ แต่จะต้องใช้ทั้งแส้และขนม

ในสถาบันการศึกษาที่ดัง ๆ ของต่างประเทศ การคัดลอกเป็นเรื่องร้ายแรง นักศึกษาที่ถูกจับได้ว่าคัดลอกข้อความมาส่ง โดยไม่อ้างอิงที่มา  แม้เพียงบางส่วน จะถูกให้ออกได้ง่าย ๆ ครับ

เขามีโปรแกรมซอฟต์แวร์เฉพาะ เอาไว้ตรวจเลยครับว่า ไปลอกข้อความตรงไหน มาจากไหน

แปลว่า แม้จะนำงานของคนอื่น มาปรับสำนวนเป็นของตัวเอง ก็ไม่ได้ครับ หลักคือ ต้องแยกให้ชัดว่า อันไหนความคิดคนอื่น (ก็ยกมาทั้งประโยค และอ้างอิงซะ) อันไหนความคิดตัวเอง ทำให้ชัด

ผมเสนอว่า ไม่ควรห้ามการส่งงานทางอิเล็กทรอนิกส์ครับ แต่ควรให้รางวัลคนที่คิดเอง หรือวิเคราะห์เอง และรู้จักมีวินัย ในการแยกแยะความคิดตนเอง กับความคิดคนอื่น แล้วลงโทษคนที่คัดลอกงานของคนอื่น แล้วอ้างว่าเป็นงานของตัวเองครับ

ถ้าอ้างอิง google.co.th ควรให้ตกอย่างแน่นอนครับ 

อ.ลูกหว้า
เขียนเมื่อ 07 Aug 2007 @ 23:17
  • P  สวัสดีค่ะคุณนเรศ...
  • เห็นด้วยค่ะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ
  • เพราะถ้าเขายังคง copy ตั้งแต่เรียน พอจบไปเขาก็จะติดนิสัยนี้ไปจนโต
  • เรื่องนี้อยากจะให้อาจารย์ทุกท่านช่วยกันดูแลตรงนี้ด้วยค่ะ
  • เวลาเห็นงานของเด็กๆแล้วอยากจะร้องไห้
  • ไม่รู้เราจริงจังเกินไปหรือเปล่า  แต่ในเมื่อเราเลือกที่จะเป็นครูแล้ว  เราก็อยากให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพมากที่สุดค่ะ
  • ส่วนเรื่องอ้างอิง google นี่ ไม่ใช่รายเดียว   โมโหจริงๆค่ะ  โวยไปเลยว่า "แล้วไปค้นมาจากเว็บไหนหรือ บทความชิ้นนี้"
  • ปรากฏเด็กจำไม่ได้  จำได้แต่ว่าเข้า google แล้วก็คงจะ copy งานมาเลย  ไม่ดูด้วยซ้ำว่าเป็นเว็บอะไร   เศร้าๆๆๆๆ
  • เรื่องนี้ช้าไม่ได้แล้วนะคะ  อยากให้ช่วยกันด้วย!!!

อาจารย์ลูกหว้า สนใจไอเดียสุดยอดไหมครับ

ลองดูกรณีล่าสุดของญี่ปุ่นไหมครับ ไม่รู้แบบนี้เมืองไทยทำกันหรือยัง อาจารย์ต้องคอยดูแลให้ดี ๆ นะครับ น่าเป็นห่วง 

http://gotoknow.org/blog/know2go/120640