การเกษตร

                  บันทึกนี้ถือโอกาสนำสิ่งที่ได้รู้มาบอกเล่าสู่กันฟัง บางคนคงจะรู้แล้วเพราะเป็นเรื่องที่ได้ลงในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ 30  กรกฎาคม  2550 หน้าที่ 10 พาดหัวข่าวว่า "เร่งจัดระเบียบสารจุลินทรีย์-สารสกัดจากพืช" ซึ่งนายวิชา  ธิติประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ได้กล่าวไว้ว่าสารดังกล่าวนี้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 ตาม พรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 เนื่องจากสารดังกล่าวนี้ไม่มีความชัดเจนทางวิชาการ ( Data Requirement )  ปัจจุบันมีสารจุลินทรีย์ที่ได้ขึ้นทะเบียนเพียง 8 รายการ และสารสกัดจากพืช 3 รายการ ส่วนใหญ่เป็นสารบีที คีโตเมียม ไตรโคเดอร์ม่า กากชา และสารสกัดจากสะเดา

                  โดยส่วนตัวผมเองได้ศึกษาหาประสบการณ์การใช้สารสกัดจากพืช จากปลามาพอสมควร และได้พูดเสมอว่าสารสกัดดังกล่าวนี้ยังเป็นของใหม่ที่ไม่มีความชัดเจนทางวิชาการ ฉะนั้น การใช้ยังต้องศึกษาและสังเกตุผลการใช้ เพราะจากที่เคยใช้โดยเฉพาะสารสกัดจากปลาหรือหอยเชอร์รี่ จะเหมาะกับไม้ผลปลูกใหม่เพราะจะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต เหมาะกับพืชผักกินใบ  แต่พืชบางชนิดใช้มากจะเกิดผลกระทบ เช่น ได้ใช้กับไผ่ตงทำให้ต้นไม่ตั้งตรงแต่กลับลำต้นอ่อนโน้มปลายลงดิน ต้นกล้วยจะอ่อนโค้ง  ใช้กับต้นพันธ์มะพร้าวทำให้เกิดปัญหาที่ใบเหมือนกับเป็นโรคออกสีน้ำตาล............จึงขอฝากเพื่อนนักส่งเสริมทั้งหลายให้ศึกษาหาข้อมูลให้ท่องแท้เสียก่อน ก่อนที่จะปักใจส่งเสริมชนิดหัวปักหัวปำ  เพราะเท่าที่เห็นนักส่งเสริมที่ไม่มีประสบการณ์เขียนโครงการส่งเสริมซื้อถังให้เกษตรกร 200-300 ลิตร ตั้งใจจะให้ใช้เป็นปุ๋ยแทนปุ๋ยเคมีกันเลยทีเดียว.......อย่าเพิ่ง Anty ปุ๋ยเคมีเสียทีเดียว  จะดีจะชั่วอยู่ที่หลักการใช้ครับ  ปุ๋ยเคมีถ้าใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ก็คงไม่เกิดโทษหรอกครับ.........................อย่าใช้แบบเดี่ยวๆ อย่างที่ผ่านมา ใช้อย่างมีความคิด......ไม่เอาแต่ง่าย  ดินก็คงไม่เสื่อมสภาพดังที่ต้องมารณรงค์แก้ปัญหากันทุกวันนี้ครับ...........พูดถึงความอุดมสมบูรณ์ของดินแล้วอดคิดถึงประเทศจีนไม่ได้ซึ่งได้เคยไปศึกษาดูงานการเกษตรชีวภาพในปี 2529......แจ๋วจริงๆ