<h2 style="text-align: center">รู้เท่าทันตน…ให้ตลอดเวลา</h2><p>
ว่าด้วยการทำ voice dialogue นั้น มีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนแพทยศาสตรศึกษามาก เพราะเป็นวิธีหนึ่งที่ชัดเจนในการฝึกฝน empathy โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็น
unconditional empathy คือ “สามารถ empathy คนทุกคน ทุก culture ทุกบริบท</p><p>ผมชอบตอนที่อาจารย์วิศิษฐ์ (และหลายๆคน) พูดถึงพลังงานของ shadow ในลักษณะบริสุทธิ์ กลางๆ ที่เราจะวิเคราะห์และดึงออกมาจาก trait ที่เราจี๊ด แต่ตอนฝ่าเข้าไปถึงพลังงานกลางๆที่บริสุทธิ์นี้ ถ้ามันต้องฝ่าอะไรที่หนักหนาสาหัสมากๆ ก็ ยากขึ้นเยอะ ดังนั้นการฝ่าเอาเฉพาะคนธรรมดาๆ ไม่ใช่อาชญากร ไม่ใช่คนเลวสุด เอาคนที่ใกล้เคียงเราก็ช่วยให้ง่ายขึ้น

แต่ในบางบริบทนั้น ผมคิดว่าพลังงานบริสุทธิ์ที่เราอยากจะได้นั้น ซ่อนอยู่เบื้องหลังสิ่งที่เลวร้ายจริงๆ และถ้าเราไม่สามารถ recover ได้ คุณสมบัติเจ้าตัวเล็กตัวนี้อาจจะไม่เคย recover มาเลย

ยกตัวอย่าง การแต่งตัวโป๊ๆ ที่ดุเหมือน harmless แต่อาจจะแฝงไว้ใน model ที่เข้มข้นต่างกัน มีตั้งแต่ “มันไม่สำรวม” “มันไม่เรียบร้อยเลย” “มันเหมือนไม่ได้รับการศึกษา” “มันเหมือนไม่ได้รับการอบรม” “มันเหมือนคนชั้นต่ำ” “มันเหมือนผู้หญิงขายตัว” “มันเหมือนคนสิ้นคิด เลวทราม” “มันเหมือนคนไม่มีเชื้อชาติ วงศ์ตระกูล” “มันเหมือนคนสำส่อน เต็มไปด้วยตัณหา ลามก”

models ทั้งหมดสามารถซ่อนอยู่หลัง “แต่งตัวโป๊ๆ สายเดี่ยว หรือเซกซี่” ทั้งสิ้น

การที่เรา “เลือก” เอาที่เบาๆ มาจับ เช่น มันไม่สำรวม ไม่เรียบร้อย แต่จริงๆที่มันจี๊ดมันอยู่ที่ลึกกว่านั้น เข้มข้นกว่านั้น เช่น จี๊ดเพราะมันสำส่อน ลามก เชื้อชาติวงศ์ตระกูลต่ำทราม อาจจะไม่ช่วยแก้ความจี็ดได้สักเท่าไหร่ เพราะเราเอาผักชีมาวิเคราะห์ แล้วก็ปลอบใจตัวเองว่ากินได้ แต่จริงๆที่เรากลัวคือน้ำบอระเพ็ดข้นคลั่กที่ก้นถ้วยต่างหาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง voice dialogue นั้น เราไม่ได้แค่ต้องการ awareego เท่านั้น เราจำเป็นต้องทำเพราะเราไม่อยากให้เกิด demonic energy ด้วย การพัฒนา awareego ที่ superficial ยังไม่ไดลงไปดูแล potential demonic energy ก็เป็นระเบิดเวลาชนิดเย็น เหมือนการวางเพลิงในภาพยนต์เรื่อง backdraft ที่ไฟค่อยๆคุกรุ่น burn ช้าๆเป็นเวลานาน พอมีคนมาเปืิดประตู release pressure ปุ๊บ มันระเบิดชนิดเก็บตึกไปเลย ผมคิดว่า analogy นี้ตรงกับ pathophysiology ของ demonic energy มาก

Ken Wilber บอกว่า ถ้าเราจะทำดี (goodness) ก็ต่อเมื่อ เราสามารถทำเพื่อ “เธอ” ได้ ดูเผินๆเหมือนง่าย และเราทำอยู่ทุกวัน แต่ปรากฏว่า “บางเธอ” เราขอไม่ทำได้ไหม ตรงนี้ที่เป็นประเด็นสำคัญ
เพราะถ้าเรายังมี “ข้อยกเว้น” หรือ exemption บางเธอ การเกิด us ของเราก็จะยังไม่สมบูรณ์ การเกิด us ถ้ายังไม่สมบูรณ์แปลว่าการปรับ stage จาก us ไปเป็น all of us ยิ่งห่างไกล หรือเป็นไปไม่ได้เลย

ในทางการแพทย์ เราบอกว่าเรารักษาคนทุกคนที่เดินเข้ามา ไม่มีแบ่งแยก ผมสอนนักเรียนแพทย์ว่านอกจากเราต้องเข้าใจว่าเขาทุกข์เรื่องอะไรแล้ว เราจะต้องเข้าใจว่าเขาสุขเรื่องอะไรด้วย เราจึงจะช่วยเขาได้อย่างเต็มที่ เพราะในวาระสุดท้ายนั้น บางทีเราหมดหนทางคลายทุกข์ แต่เราอาจจะมีวิธีเติมสุขให้ได้ เช่น หาความดีภายใน หาว่าใครรักเขา และเขารักใคร เอามาบรรเทาความทุกข์ทางกาย เคยมี case คนไข้เป็นเอดส์ อายุ 19 ปี เป็นเยอะมาก ปอดเป็นวัณโรคชนิดลุกลาม มาเชื้อราขึ้นทั้งตัว ตัวเหม็นราตลบอบอวล เคยติดคุกเพราะติดเฮโรอิน และติดเอดส์ก็จากเฮโรอิน หาเงินไม่ได้ก็ไปปล้น เอามีดดาบไปฟันหัวเขา น้อง นศพ. มาถามผมว่า “case นี้ผมหาข้อดีของเขาไม่ได้เลยครับ อาจารย์ ไม่ทราบว่าจะมีจุดแข็งอะไรมาช่วยคนไข้ได้

เราเลยไปถามคนไข้กัน

ปรากฏว่าคนไข้มีแม่มาเฝ้าอยู่ทุกวันอยู่คนเดียว เราได้ถามคนไข้ว่าทำไมเอามีดไปฟันหัวเพื่อน เขาก็บอกว่าจริงๆไม่ได้จะปล้นอะไร แต่มันบัังอาจจะมาด่าแม่เขา ว่าทำให้เขาติดยา ก็โกรธ

จากประเด็นนี้ เราก็พอจะบอกจาก solid evidence หรือเรื่องเล่าได้สองอย่างคือ 1. เขารักแม่ และ 2. แม่รักเขา และรักแบบ unconditional ถาม นศพ.ว่าสองอย่างนี้พอจะเป็นจุดแข็ง เป็นคุณค่าของเขาได้ไหม นศพ.ก็บอกว่าพอไหวครับ ก็เลยถามต่อว่า “สมมุติว่าไม่มีเลยล่ะ น้องจะทำยังไงต่อ?”

….

ก็เพียงเราไปดูแลคนไข้แบบ unconditional เหมือนแม่ของเขาคนนี้แหละ การที่หมอไปดุแลเขา ห่วงใยเขา เพียงเพราะเขาเป็นมนุษย์คนนึง ไม่ว่าจะมีประวัติเก่าอย่างไร เหมือนเป็นคนเจ็บป่วยมา เราก็จะให้การดูแลเท่าเทียมกับคนไข้คนอื่นๆ เราสามารถจะหยิบยืมความเป็นมนุษย์ให้เขาได้รับ จากการกระทำของเราเอง

ในอาชีพแพทย์ พยาบาล นั้น เราจะขอ “เก็บความจี๊ด” สำหรับพวก terrorist หรือ โจร หรือคนเลวจริงๆ ไม่ได้ มิฉะนั้นแล้วมันจะออกมากับ attitude และการแสดงออก เพราะเราจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ถ้าเราไม่สามารถ “ปล่อยวาง” prejudice ลงไปได้ มันจะออกมาทางภาษา วจน และ อวจนภาษาแน่ๆ ดังนั้น voice dialogue ที่ผมทำกับแพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้าน ตอนปฐมนิเทศน์ อาจจะแตกต่างจากตอนที่แนะนำกลุ่มข้างนอกตรงนี้ เปิดเป็น free no bound เลย เอาจี๊ดของคนเลว ของผู้ก่อการร้าย และให้เขาเผชิญหน้ากับความจี๊ด

ไม่ใช่เพื่อตัวเองจะไปทำอย่างนั้น แต่เพื่อเราสามารถ “อยู่ได้” โดยมองเห็นพลังงานบริสุทธิ์เบื้องหลัง และความเลวนั้นเป็นบริบทภายหลังที่มาเพิ่ม จากประสบการณ์ชีวิตที่เขาเลือกไม่ได้เท่านั้น

ตรงนี้สำคัญเพราะมีตัวอย่างจริง ใน conference ครั้งหนึ่ง หมอเล่าว่า มีคนไข้เบาหวานคนหนึ่ง มีแผลที่เท้าเน่าเปื่อย อยู่บ้านคนเดียว เพื่อนบ้านมาดูแลให้บ้าง พยาบาลไปดูที่บ้านก็พบว่าช่วยตัวเองไม่ได้ น้ำท่าไม่ได้อาบ บางทีก็ถ่ายรดตัวเอง แพทย์ก็วิจารณ์ว่า case อย่างนี้ไม่มีคุณภาพชีวิต “ถ้าเขาไม่ได้อาบน้ำอาบท่า 7 วั 7 คืนแบบนี้ ตายเสียดีกว่า

ฟังแล้วสะทกสะท้อนใจ ต่อให้เป็นพุดทีเล่นทีจริง แต่ดูจากประกายตาของนักเรียนที่ฟังๆ อาจจะไม่ได้ “เล่น” เท่าไรนัก value ของรุ่นพี่แพทย์จะถูกถ่ายทอดไปให้น้องๆ ตอนพวกมี casual remark แบบนี้นี่แหละ

ผมคิดว่าประสบการณ์ตรงนี้ เหมือนกับที่ david bohm ว่าไว้ใน on dialogue เรื่องด้วยการห้อยแขวน ไม่ตัดสิน ทุกอย่างง่าย และไม่มีปัญหา จนกว่าเรื่องที่ได้ยิน มันไป “โดน” core value ของเรา ตรงนี้จึงจะทดสอบ state of conscious ของเราอย่างแท้จริง ว่าเรายังสามารถห้อยแขวน ยังสามารถไม่ตัดสินได้ไหม ถ้าได้ state of conscious ของเราก็จะยืนยาว และอาจจะไปเปลี่ยน stage ได้ เมื่อ us ของเราสามารถกลายเป็น all of us อย่างแท้จริง
</p>