นับไปก็เหลืออีก 116 วัน ผมก็จะได้กลับบ้าน

วันที่ 22 กรกฎาคม 2550

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ วันสุดท้ายของสัปดาห์ที่ 11 นับไปก็เหลืออีก 116 วัน ผมก็จะได้กลับบ้าน ภาพรวมของสัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ทุกข์บ้างสุขบ้างตามกระแสธารของชีวิต ท้องดีบ้างท้องเสียบ้าง ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ถูกด่าบ้างถูกชมบ้างตามกระแสอารมณ์ของครู <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เมื่อวานไป round เช้า เวลา 8 โมงอาร์เธอก็มา ผมกับอาร์ลีนแบ่งกันดูคนไข้ ผมอยู่ชั้น 4 เหมือนเดิม (subsidized ward) ส่วนอาร์ลีนดูชั้น 6 และ 7 ซึ่งเป็นคนไข้ที่จ่ายเงินสูง วันนี้อาร์เธอก็ได้แผลงฤทธิ์ตามเคย เธอเล่นดุพยาบาลต่อหน้าคนไข้ (ตามเคย ไม่ใช่ความผิดของคุณพยาบาลแม้แต่น้อย) จากนั้นก็เรียกคุณหมอ MO มาด่ากลาง ward แบบว่าเป็นการโชว์ศักยภาพตามเคย เมื่อออกมาจาก ward เขาก็พึมพำว่า หมอโง่ หมอรุ่นใหม่โง่จริงๆ ผมก็ขัดคอไปว่า เขามาเรียนนะอาร์เธอ เราต้องเข้าใจเขา เขาทำงานมาน้อยกว่าเรา เราต้องสอนเขาสิ เขาก็หัวเราะหึหึ แล้วเราก็แยกจากกัน แต่ผมไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะว่าฝนกำลังตกหนัก เลยนั่งซดกาแฟฟรีกลิ่นแมลงดาวที่ภาควิชาไปเรื่อยๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                วันนี้ผมมีนัดกับเซี๊ยงและพี่โต้งว่าจะไปดู Harry Potter ที่Plaza Singapura ด้วยกัน แต่ช่วงเช้านี้ เซี๊ยงยังไม่ว่าง เพราะมีคนไข้ต้องส่องกล้องลำไส้อยู่ ผมจึงกลับมานอนที่บ้านดูทีวีไปพลางๆ กว่าจะได้ออกจากบ้านอีกทีก็ 2 โมง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ตั๋วหนังที่นี่ ราคาผันแปรเปลี่ยนไปตามวันและเวลาครับ วันธรรมดาเวลาทำงานราคาก็จะถูกหน่อย อาจจะราวๆ 6 เหรียญ เวลาเย็นก็ขยับขึ้นมาอีกหน่อย เมื่อวานเป็นวันเสาร์ราคา 9.5 เหรียญ จะว่าไปก็พอๆกับโรงหนังบ้านเราที่กรุงเทพฯ แต่สภาพภายในโรงหนังต่างกันมากครับ ไม่สบายเหมือนบ้านเรา ที่นั่งสั้น เอนหลังไม่ได้ ฉะนั้นโดยสรุปแล้ว ราคาแพงกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบระดับความสบาย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                Harry Potter ภาคนี้ก็คงเหมือนกับภาคก่อนๆ คือระทึกใจผมได้ทุกครั้งที่ได้ดู คนสิงคโปร์นี่เขามีความรู้สึกร่วมกับหนังพอดู ฉากที่แฮรี่จูบโชนั้น เล่นเอาสาวๆกรี๊ดกันเป็นแถบๆ ทราบมาว่าสัปดาห์นี้ก็เป็นสัปดาห์แรกของการวางแผงของหนังสือภาคล่าสุด เด็กๆตื่นตัวกันถ้วนหน้า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                กว่าหนังจะเลิกก็เกือบทุ่ม พี่โต้งชวนเราไปกินข้าวกันที่ห้องของเขา เลยลงไปซื้อกับข้าวในคาร์ฟู ที่อยู่ชั้นล่างของห้าง ผมออกเงินซื้อไก่อบตัวหนึ่งในราคา 5 เหรียญ (เมื่อวันอาทิตย์ก่อนเท้งกับหนุ่มซื้อให้พวกผมกินแล้ว ครั้งนี้ตาผมบ้าง) พี่โต้งซื้อหมูสดไป บอกว่าจะทำหมูทอดกระเทียม ซึ่งไม่ผิดหวังเลยครับ เพราะว่าอร่อยจริงๆ พ่อบ้านของหมอไทยคนนี้เก่งจริงๆ วันนี้เซี๊ยงล้างจาน เพราะเป็นน้องเล็ก ฮ่า ฮ่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                กว่าจะได้กลับก็ 4 ทุ่มกว่า เซี๊ยงอยู่ต่ออีกหน่อย เพราะว่าต้องช่วยพี่โต้งวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัย ไม่รู้ว่าจะนอนที่ห้องนั้นเลยหรือไม่ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เช้าวันนี้ ผมตื่นสายหน่อย เมื่อคืนฝนตกทั้งคืน นอนสบายเป็นที่สุด ได้ห่มผ้าแพรที่หอบมาจากบ้าน เย็นสบาย พูดถึงผ้าแพรผืนนี้ผมใช้มาตั้งแต่เรียนหนังสืออยู่ชั้นปี 1 นี่ก็ผ่านมากว่า 17 ปีเข้าไปแล้ว มันยังคงสภาพดีอยู่เลย สีไม่ตกแม้แต่น้อย (เพราะส่วนใหญ่อยู่ในตู้ครับ) สงสัยจะสีตกก็เมื่อคราวมาที่นี่เองแหละ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                วันนี้กว่าจะได้ตื่นนอนก็ปาเข้าไป 8 โมงครึ่งกินนมแล้วก็รีดผ้า เทดเอาอุปกรณ์มาให้ รอบนี้เขาเอาที่ฉีดน้ำมาให้ด้วย ผมจึงรู้สึกว่าผ้าที่รีดนั้น รีดง่ายขึ้น เรียบดี เก่งขึ้นแฮะ แต่ก็รีดเสื้อเชิ้ตได้ 4 ตัว เสื้อยืด 1 ตัว และกางเกงยีนส์ 2 ตัว ใช้เวลาไป 1 ชั่วโมง ยังเหลือเสื้ออีก 4 ตัว จิ๋มบอกว่าจะมารีดให้เมื่อมาสิงคโปร์ในวันศุกร์นี้ ผมนี่โชคดีจริงจริ๊ง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ตอนบ่ายนี้มีเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจเกิดขึ้นกับผมเรื่องหนึ่ง นั้นก็คือเมื่อตอนเช้า รู้สึกคิดถึงพี่วิภรณ์ คนที่เป็นคนจัดการเรื่องทุนที่ทำให้ผมต้องมาที่นี่ยังไง คิดว่าจะเขียนเมล์ไปหาหลังจากกินข้าวเสร็จ แต่เมื่อมาเปิดเมล์ก็พบว่าพี่วิภรณ์เขียนมาหาผม โอแม่เจ้า นี่ผมมีสัมผัสพิเศษหรือไร (ดีใจจนเว่อร์ไปหน่อยครับ) เลยได้รู้ว่า วันนี้พี่วิภรณ์จะมาประชุมที่สิงคโปร์ ว่าแล้วก็โทรศัพท์ไปหาเลย พรุ่งนี้จึงมีนัดเจอกันที่โรงแรมรีเจ้นท์ครับ ท่านบอกว่าจะพาไปกินอาหารทะเล โอว..ลาบปาก เอ้ย..ลาภปาก