ในการแลกเปลี่ยนครั้งนี้เองดิฉั้นถึงบางอ้ออย่างจังๆ เรื่องเราไม่สามารถควบคุม ผู้ฟังให้คิดตาม คิดคล้ายหรือคิดอย่างเดียวกับเราได้เราควรหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่คิดได้หลายแง่หลายง่าม ซึ่งก็รู้ในทางทฤษฎีมานานว่าสิ่งที่พิธีกรที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งคือเลือกใช้คำ.."ใช้คำเป็น"

ต่อเนื่องจากบันทึกนี้ (click) เราเริ่มต้นการออกไปยืนหน้าเวทีด้วยเหตุผลที่ไม่ต่างกันคือมีงานผลักหลังให้ออกไปบวกกับการไม่ปฏิเสธโอกาสที่จะเก็บเป็นเที่ยวบินแต่ทว่าส่วนที่ต่างคือครูกบและพี่จ้อยเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้ประกาศ ผู้จัดรายการวิทยุ จึงไมมีปัญหาเรื่องอักขระและการออกเสียงในขณะที่ดิฉั้นต้องใช้เวลาในการปรับเรื่องอักขระภาษาและสำเนียงอีกยกใหญ่ เรามีนัดประชุมกันล่วงหน้าก่อนวันแลกเปลี่ยนจริงเพื่อออกแบบการถ่ายทอดประสบการณ์ของเรา
   ช่วงแรกเราเริ่มต้นด้วยการเสวนาเล่าประสบการณ์ให้น้องฟัง "ประสบการณ์การเป็นพิธีกรในงานต่างๆ" ซึ่งโดยรวมแล้วเราแยกงานได้ 3 ลักษณะคือ งานวิชาการ งานกึ่งวิชาการและงานบันเทิง ที่เรามีโอกาสได้ไปทำหน้าที่ 
                ช่วงที่ 2 ชวนคุยว่าพิธีกรเขาทำอะไรกันบ้าง มีบทบาทอย่างไรคุณสมบัติอะไรที่ต้องใช้ในงานพิธีกรและเล่ากรณีศึกษาในการแก้ปัญหาเมื่อ..ต้องใช้ไหวพริบในสถานการณ์ต่างๆเห็นตรงกันว่า..หลายครั้ง(ไม่ทุกครั้ง)เมื่อเกิดเหตุที่นอกเหนือการควบคุม..ได้แต่ยืนมองและจดจำไว้เป็นบทเรียน แน่หล่ะเมื่อมีเที่ยวบินมากๆจะพบกับสถานการณ์ที่ให้เข้ามาแก้มากภาพในการทำหน้าที่พิธีกรของเราที่ออกมาจึงดูเหมือนเราแก้สถานการณ์ได้ดูเหมือนว่าทำหน้าที่ได้ดี
           สรุปท้ายการเสวนาเราให้ข้อคิดว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรามายืนตรงนี้ได้คือการหาโอกาสมาให้ตัวเองจึงขอให้น้องๆอย่าขลาดกลัวหรือรังเกียจที่จะเริ่มต้นอย่าปฏิเสธโอกาสที่จะทำให้ตัวเองสะสมและเพิ่มเที่ยวบินเพราะเหตุการณ์ที่เข้ามาให้เราแก้ปัญหาจะเข้ามาแตกต่างกัน...สำคัญคือการประเมินตนเองทุกครั้งหลังเสร็จงานอย่างไม่เข้าข้างตัวเอง เมื่อพบแล้วในครั้งต่อไปก็พยายามปิดจุดบอดนั้น มีวิธีคือชวนเพื่อนช่วยดูบอกให้เขาสังเกตและวิจารณ์ให้ว่าวันนี้เรามีข้อที่ต้องปรับปรุงอะไรบ้าง  
        
ในการร่วมพูดมีการพูดถึงสิ่งที่ตัวเองประสบพบเจอในเวทีและแก้สถาณการณ์กันอย่างไรการแลกเปลี่ยนครั้งนี้เองดิฉั้นถึงบางอ้ออย่างจังๆ เรื่องเราไม่สามารถควบคุม ผู้ฟังให้คิดตาม คิดคล้ายหรือคิดอย่างเดียวกับเราได้เราควรหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่คิดได้หลายแง่หลายง่าม ซึ่งก็รู้ในทางทฤษฎีมานานว่าสิ่งที่พิธีกรที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งคือเลือกใช้คำ.."ใช้คำเป็น" ใช้ให้เหมาะกับกลุ่มผู้ฟัง
       และแล้วที่มาของแรงดลใจให้ดิฉั้นเขียนเล่าในบันทึกนี้ก็....เริ่มต้น...ดิฉั้นเล่าประสบการณ์เรื่องการฝึกออกเสียงให้ฟังว่า....เมื่อกว่า 10ปีก่อนจำได้ว่าเป็นครั้งที่ 3 ของการออกเวทีในงานอบรมต่อเนื่อง 5 วันมีคนเข้าประมาณ 50 คน ทำหน้าที่ดำเนินรายการไปตามกำหนดขึ้นต้นก็แนะนำรายการต่างๆ เชื่อมโยงส่งวิทยากรขึ้นเวที กล่าวขอบคุณวิทยากรเชิญผู้ใหญ่มอบของที่ละลึก..2วันผ่านไป ผู้เข้าอบรมท่านหนึ่งส่งจดหมายน้อยมาให้ที่หน้าเวทีว่า
คุณพิธีกรครับผมอยากจะแจ้งให้ทราบว่าคุณพิธีกรพูดคำว่ากางคืน พักกางวันเป็น"กาง..แบบกาง-ขา หมดเลย"

ทันทีที่อ่านจดหมายน้อยจบดิฉั้นสะดุด...อุ้ย!...ตายแล้ว...หลุดไปหลายทีแต่ก็เรียกสติคืนมาได้ ต่อจากนั้นมีอีกหลายครั้งที่ต้องปล่อยพักกลางวัน..ทุกครั้งที่จะต้องพูดคำว่ากลางวันก็จะเลี่ยงเป็น "เราจะพักกัน 1 ชั่วโมง สำหรับมื้อเที่ยงวันนี้" โดยไม่ได้นึกโกรธว่ามีคนจ้องจับผิดกลับนึกขอบคุณว่าเขาสนใจฟังจนสามารถสังเกตได้

นั่นเป็นความปราณีของผู้ฟังแท้ๆ ทำให้รู้ว่าตัวเองพูดควบกล้ำ "ล" ไม่ได้ และตั้งแต่บัดนั้นมาดิฉั้นก็มิได้ท้อถอยตั้งใจฝึกโดยการฝึกพูดคำว่า "กาง-คืน" "กาง-ขา" "กาง-คืน" "กาง-ขา" ทุกคืนก่อนนอน จนสามารถพูดถูกอักขระจนวันนี้"....ทันทีที่เล่าจบก็มีเสียงคิกคั๊กกิ๊กกั๊ก..แผ่เป็นรัศมีไปทั่วห้องมีการกระซิบกันอย่างผิดสังเกต "ต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ...จึงถามว่ามีอะไรเหรอคะ" คุณพี่ใช้ภาษาหวาดเสียวเหลือเกิน...เธอย้ำว่าดิฉั้นใช้คำว่า กาง-คืน  กาง-ขา..ฝึกทุกคืน ถึงบางอ้อ! ..เออจริงด้วย!
         ดิฉั้นจึงแก้เขินอายด้วยการยกเป็นตัวอย่างว่าแท้จริงแล้วแม้เราไม่สามารถควบคุมอารมณ์คนฟังได้ขอให้เลี่ยงการใช้คำที่อาจคิดไปได้หลายแง่หลายมุม..ในบางครั้งอารมณ์ขันที่งัดมาใช้ในบางงานโดยมีความปารถนาดีที่จะให้งานสนุก..มีรอยยิ้มปนบนใบหน้าผู้เข้าร่วมโครงการบ้างในกรณีที่มองไปทั่วห้องแล้วดูเคร่งเครียดไปหมด แต่ทว่าให้พึงระวังว่า อารมณ์ขันมีหลายระดับตั้งแต่ อารมณ์ขัน-ตลก-ทะลึ่ง-สัปดน-ลามก..งานนี้สาบานได้ว่าหลุดจริงๆนึกไม่ถึงว่าเรื่องราวที่เล่าจะมีความหวาดเสียวปนอยู่ขนาดนี้.สาบานว่าจะไม่เล่าเรื่องการฝึกออกเสียงเรื่องนี้ให้ใครฟังอีกให้ตายเถอะ-โรบิ้น....