คิดดูเอาเถิดว่า เมื่อครูภาษาไทย ต้องไปสอนคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร.

       (ต่อจากตอนที่แล้ว-โรงเรียนบ้านนายาง ตำบลนายาง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์)  

ภาพบรรยากาศผูhเข้ารับบริการ (อาหารเช้าของบุคลากรมน.)  หน้าอาคารชั้นเดียว ของโรงเรียนบ้านนายาง

        หลังจากทานข้าวเที่ยง และจัดการธุรกับตัวเองเรียบร้อย ด้วยความที่ไร้รูปแบบและกระบวนท่า beeman จึงพยายามมองหากลุ่ม "ครู" แต่หลายท่านเข้าไปอบรม Photoshop กับคณะศึกษาศาสตร์ แต่เรา (ผมกับกอล์ฟ) เห็นคุณครูสองคน คุยกันอย่างสนุกสนานนอกห้องเรียน เราก็เลยพยายามจะเข้าไปสนทนา เดินเลียบๆ เคียงๆ ไป ๒ รอบ ครูสองท่านก็ทักทายว่า "มาจากมน.หรือ"

          พอเป็นพวกเดียวกันแล้ว (เพราะว่าลูกๆ ของคุณครูอย่างน้อย ๓ คน อยู่มน.)  ผมก็ได้โอกาสไปนั่งคุยด้วย มอบให้คุณวิภา "ถ่ายภาพร่วมกัน"  ก่อนที่เราจะได้สนทนากันต่อไป

คุณครู ๒ ท่าน ที่เป็นเจ้าของเรื่องเล่า ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับ beeman

         บรรยายภาพ จากซ้าย beeman, คุณครู สุนันท์ สัญญา (โรงเรียนบ้านหลักร้อย-โรงเรียนประถมเดิม), คุณครู สุรีรัตน์ ปานสมบัติ (โรงเรียนบ้านนายาง-โรงเรียนขยายโอกาส)

          เริ่มต้น เราก็ให้ทั้งสองท่านเล่าเรื่องชีวิตของลูกๆ ก่อน เพราะว่ามีเรื่องที่จะเชื่อมต่อกับมน. คือ ลูกของท่านทั้งสองเรียนอยู่ที่ มน. คนหนึ่งเรียนอยู่บัญชีปี ๑ (หญิง-ครูสุนันท์) และอีกคนหนึ่งเรียนอยู่ (คณะมนุษยศาสตร์ ปี ๑ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ (คุณครูสุรีรัตน์)

           ลูกคนหนึ่ง ของครูสุนันท์ เรียนอยู่ระดับประถม ที่พิชัย แล้วก็ส่งไปเรียนโรงเรียนกิน-นอน ที่โรงเรียนโรจนวิทย์มาลาเบี่ยง (พิษณุโลก- ไม่เรียนที่อุตรดิตถ์ เพราะต้องเทียวไป-กลับ วันละ 50 กิโลเมตร-ไม่ไหว) ในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔  จบแล้วให้ไปสอบเรียนต่อที่โรงเรียนจุฬาภรณ์ (กิน-นอน เหมือนกัน)   ในชั้นม.๑ ถึง ม.๖ (ช่วงม.๑ เสียค่าแต่งตัวพร้อมค่าเทอมที่รวมทุกอย่างประมาณ ๓ หมื่นกว่า ส่วนปีอื่นๆ เสียประมาณ ๑๘,๐๐๐ บาท/เทอม พอ ม.๔ ก็เสียค่าแต่งตัวพร้อมค่าเทอมอีกประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาท-ในสมัยนั้น)  พอจบม.ปลาย สอบ โควต้ามน. ไม่ได้ ต้องเข้ามาระบบ Admission ได้สาขาบัญชี

          ส่วนลูกสาว ของครูสุรีรัตน์ (อายุมากกว่าลกสาวครูสุนันท์ 2 ปี แต่อยู่ชั้นเดียวกัน) เรียนอยู่ที่พิชัย จนจบชั้นประถม แล้วไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ไปอยู่กับญาติ (พ่อ-แม่ ต้องเทียวไปรับกลับมาที่พิชัย แทบทุกสัปดาห์)  หลังจากจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว สอบ Admission ได้คณะมนุษยศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ ของ มน.

           พอเล่าเรื่อง ลูกๆ จบแล้ว คราวนี้ เล่าเรื่องชีวิตของตัวเองบ้าง ทั้งสอง เล่าเรื่องชีวิตของตัวเองคล้ายๆ กัน ว่า มีพ่อ-แม่ เป็นครู ทำให้ความอยากจะเป็นครู ฝังเข้าไปในจิตใจ

           สมัยนั้น เป็นนักเรียนบ้านนอก ก็ลำบากในการเดินทางหน่อย จนกระทั่งจบครูมา ก็มาบรรจุที่อื่นก่อน แล้วค่อยทำเรื่องย้ายกลับมาทำงานใกล้บ้าน และมาอยู่คนละโรงเรียน แต่เป็นเพื่อนกันมาตลอด

           เป็นครูมาประมาณ 32 ปี รักอาชีพครูเป็นชีวิตจิตใจ แม้ว่างานจะหนักแต่ก็ยินดีเสียสละ เพื่อให้นักเรียนได้ดี

            ครูสุนันท์  สอนชั้นประถม ถนัดด้านภาษาไทย แต่เนื่องจากครูมีน้อย จึงต้องสอนทั้ง ๘ สาระ คือ ดูแลห้องใครห้องมัน แล้วสอนครบ ๘ สาระ คิดดูเอาเถิดว่า เมื่อครูภาษาไทย ต้องไปสอนคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร... ผมจินตนาการว่าถ้าผมเป็นลูกศิษย์ คงจะชอบภาษาไทย แต่คงไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์แน่ๆ เลย เพราะเรียนแล้วคงไม่สนุกซะเท่าไร...

            หลังจากคุยกันเรื่อง "ชีวิตของครู" กันแล้ว เราก็ค่อยๆ ขยับไปเรื่อง นักเรียนของ "บ้านนายาง" เรียนกันอย่างไร.... ที่นี่เป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีถึงมัธยมต้น มีนักเรียนรวมกัน ประมาณ 900 กว่าๆ ครูสุรีรัตน์ สอนมัธยม ชั้นหนึ่งๆ มี ๒ ห้อง (นักเรียน 48 คนแบ่งเป็นสองห้อง)  ห้องหนึ่งก็มีนักเรียนราวๆ ๒๐ กว่าคน น่าสนใจมาก... ถ้าเป็นผม ผมอยากเรียนในห้องที่มีนักเรียนน้อยๆ

           มีเสียงบ่นๆ จากครูนิดหน่อยว่า นักเรียนเก่งๆ หรือพวกที่มีโอกาส พ่อ-แม่ ก็ส่งให้เรียนในเมือง ครูบ้านนอก ก็ต้องเคี่ยวเข็นนักเรียนไป แต่ทำด้วยใจรัก

           มีนักเรียนที่เป็น LD = Learning Disabilities) หรือ เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ ในห้องเรียนของครูสุนันท์เหมือนกัน เรียนอยู่กับนักเรียนปกติ นักเรียนส่วนนี้ก็ต้องค่อยๆ สอน และค่อยๆ ให้เด็กเรียนรู้ไป และครูต้องเข้าใจเด็กด้วย (ไม่ยักมีห้องพิเศษให้เด็กพวกนี้เหมือนบางโรงเรียน)

           ในตอนเย็น ครูประจำชั้น ก็ต้องมีหน้าที่สอนเสริมให้เด็กด้วย โดยเป็นการบริการฟรี ไม่สามารถคิดค่าใช้จ่ายได้เหมือนคุณครูในเมือง

           มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจ Tacit กำลังออกมา (เรื่องเล่าเร้าพลัง)  ช่วงตอนบ่าย ๒ โมงครึ่งนี่เอง  คือว่า โรงเรียนมีงบประมาณสนับสนุนเด็กคนละ 900 กว่าบาท ซึ่งไม่เพียงพอ ต้องจัดหาผ้าป่าการศึกษามาสนับสนุนเพิ่มเติม

          พอดี คุณครูสุนันท์ แกมีญาติผู้พื่ ชื่อ "ดิเรก ก้อนกลีบ" สมัยหนึ่งก็เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก และพี่งย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อต้นปีงบประมาณ ๒๕๕๐ นี่เอง (ถ้าจำไม่ผิด)

          ผู้ว่าฯ ดิเรก เป็นคนพื้นเพคนพิชัย  น้องก็ขอให้พี่ช่วยหาผ้าป่าการศึกษามาช่วยโรงเรียนแถบนี้ พี่ก็หามาให้อย่างต่อเนื่องหลายปี

          คุณน้องสุนันท์ ก็ทำหน้าที่คุณอำนวย ไปคุยกับคุณเอื้อที่เป็น ผอ.โรงเรียน ให้เล่าเรื่องของคนชื่อ "ดิเรก" หน้าเสาธงตอนเช้า วันละนิด วันละหน่อยให้ค่อยๆ ซึมซับเข้าไปในใจของนักเรียน

           พอ "ตัวจริง" เอาผ้าป่ามาทอดที่โรงเรียน ก็จะมีนักเรียนไปชื่นชมยินดีกับ รุ่นพี่ "ดิเรก" และ นักเรียนก็จะมีแบบอย่างที่ดี ให้ได้เลียนแบบ และเรียนแบบ

           ผมคิดว่า "การหาแบบอย่าง" ที่ดี ให้นักเรียนได้เรียนแบบ นี่ก็เป็น "วิธีการสอนแบบไม่สอน" อย่างหนึ่ง ของนโยบาย คุณธรรม นำความรู้

           ยังมีวิธีการอีกอย่างหนึ่ง ที่โรงเรียนนำมาใช้ คือ "การใช้ทรัพยากรบุคคล อย่างคุ้มค่า" 

           คือที่นี่มีครู ที่มีความรู้ความสามารถหลายท่าน พอเกษียณไป ก็กลายเป็นคน "ไม่มีคุณค่า" อยู่ที่บ้าน

            วิธีการ คือ ไปเชิญชวน "ครูเกษียณ-ปูชนียบุคล" เหล่านี้ มาช่วยสอนที่โรงเรียน เช่น มีคุณครู (นายประจวบ นพศิริ) ท่านหนึ่ง เก่งดนตรีไทย ได้มาช่วยสอนวิชานี้ที่โรงเรียน ตั้งแต่อายุ 60 จนถึงปัจจุบัน อายุ 80 ปีแล้ว และที่นี่ ก็จะมีคุณครูประจำการท่านหนึ่ง คอยประกบ (บริการ)  คุณครูที่เกษียณ เหล่านี้ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ที่ฝังลึกอยู่ในตัวของ "ครูเกษียณ" เหล่านี้....           

             "หลักสูตรท้องถิ่น"... เป็นเรื่องที่ผมไม่เข้าใจ สำหรับที่นี่ ก็จะมีอัตราส่วน 30 : 70 เขาออกแบบหลักสูตรท้องถิ่น โดยนำเรื่องของ "พระยาพิชัยดาบหัก" เข้า ไปแทรกอยู่ในหลายสาระวิชา เช่น ภาษาไทย และ ประวัติศาสตร์ (และอื่นๆ แล้วแต่จะบูรณาการ) ในสัดส่วนที่เป็นชั่วโมง การเรียน-การสอน ร้อยละ 30

             กำลังคุยกันมันๆ ถึงตอนนี้ (ผมเป็นคนสัมภาษณ์-กอล์ฟ เป็นคุณลิขิต)  คุณวิภา ก็มาตามให้กลับ... เพราะขณะนี้เป็นเวลาบ่ายสามโมงของวันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม แล้ว .... จบ

beeman by Apinya

มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์  
神奇的蜂爷
  
(shen2  qi2  de1  feng1  ye2)